สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ หารือเรื่องการบูรณาการระหว่างท้องถิ่นกับชุมชน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของสมัชชาพลเมืองในการแก้ปัญหาการเมืองเชิงอํานาจและนำไปสู่การเมืองภาคพลเมือง นอกจากนี้ยังพูดถึงความกังวลเกี่ยวกับมาตรา 71 และมาตรา 111 ที่เกี่ยวข้องกับสภาตรวจสอบภาคพลเมืองและคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งอาจทำให้เกิดความขัดแย้งในพื้นที่หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างชัดเจน
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผมได้ขอยื่นอภิปรายในภาค ๒ หมวด ๗ นี้ไว้ ด้วยความเล็งเห็น ถึงปัญหาของท้องถิ่นกับชุมชน ซึ่งวันนี้หลาย ๆ ท่านได้อภิปรายในประเด็นนี้ไว้ค่อนข้างมาก อยู่แล้ว ประเด็นของรัฐธรรมนูญที่มีเจตนารมณ์ที่จะให้สร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ ผมคิดว่า ถ้าบูรณาการระหว่างท้องถิ่นกับชุมชนนั้นได้ถูกผลักดันโดยรัฐธรรมนูญให้เกิดก็จะเป็นการ แก้ปัญหาในพื้นที่ที่มีปัญหามาอย่างยาวนาน ระหว่างข้อขัดแย้งของท้องถิ่นกับชุมชนในพื้นที่ ต่าง ๆ รวมทั้งองค์กรต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ในชุมชนนั้นก็ยังเป็นองค์กรที่ยังไม่สามารถใช้พลัง ซึ่งกันและกันได้อย่างเต็มที่ ได้มีหลายท่านพูดไว้ว่าการเมืองเชิงอํานาจในระบบตัวแทน ที่ไปสู่ท้องถิ่นได้สร้างความแตกแยกร้าวฉาน เพราะฉะนั้นสิ่งเดียวที่จะแก้ปัญหาการเมือง เชิงอํานาจแล้วก็นําไปสู่ความที่จะให้ประชาชนนั้นได้เข้ามามีส่วนร่วมออกจากระบบอุปถัมภ์ได้นั้น ก็คงต้องนําไปสู่การเมืองภาคพลเมือง ดังนั้นสิ่งที่รัฐธรรมนูญระบุไว้ในมาตรา ๒๑๕ วรรคสาม ก็คือในเรื่องของสมัชชาพลเมือง ซึ่งประเด็นนี้ในตอนที่สภาปฏิรูปได้พูดถึงเรื่องนี้ได้ใช้คําว่า สภาพลเมือง แต่วันนี้เป็นคําว่า สมัชชาพลเมืองนั้น เป็นความหวังของภาคประชาชน เป็นความหวังของภาคชุมชนว่าจะได้เข้ามามีส่วนร่วมในการที่จะทําให้มีโอกาสบูรณาการ กับจตุพลังที่อยู่ในพื้นที่ของชนบทอย่างจริงจัง แต่สิ่งที่ผมกังวลใจและหลาย ๆ ท่าน ได้พูดถึงไปแล้วก็คือในวรรคสี่ของมาตรา ๒๑๕ ที่ได้ระบุถึงองค์ประกอบคุณสมบัติ และลักษณะต่าง ๆ ในการจัดตั้ง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เมื่อเช้าท่านอาจารย์วุฒิสารท่านได้พูดถึงอันนี้ไปแล้ว ทําให้ผมเองรู้สึกว่าเบาใจ เป็นห่วงอย่างยิ่งว่าสมัชชาพลเมืองที่ตั้งขึ้นมาจะกลายเป็นปัญหาใหม่ ในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างชุมชนกับท้องถิ่น ดังนั้นถ้าสมัชชาพลเมืองเป็น ซอฟต์ เพาเวอร์แล้วบูรณาการได้จริงก็จะเข้ามาแก้ปัญหา แต่ผมอยากจะต่อเติมนิดหนึ่ง จากตรงนี้ว่าเวลาเราทํางานไปข้างหน้านั้น ผมอยากจะให้เราเหลียวหลังไปดูสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ในภาคชุมชนและท้องถิ่น จริง ๆ แล้วเมื่อกี้มีท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติได้พูดถึงว่า เราได้ดําเนินการเกี่ยวกับท้องถิ่นกันมาหลายเรื่อง แล้วสร้างพลังภาคชุมชนมาหลายเรื่อง สิ่งหนึ่งก็คือเรื่องขององค์กรชุมชน เรื่องสภาองค์กรชุมชน ท่านประธานครับ เรามีสภาองค์กรชุมชน ที่ทํากันมาแล้วอยู่ถึง ๔,๔๐๐ กว่าตําบลทั่วประเทศ แน่นอนครับ ยังไม่เข้มแข็งทั้งหมด ยังไม่เข้มแข็งถึงที่สุด แต่หากมีสมัชชาพลเมืองที่จะเป็นกลไกในการไปหนุนเสริมให้ สภาองค์กรชุมชนได้ทําหน้าที่อย่างเต็มที่ ทําหน้าที่อะไร ทําหน้าที่ ๒ สิ่ง ทําหน้าที่ในการ ทําแผนชุมชน แผนชุมชนนั้นมีความสําคัญเพราะเป็นความต้องการที่แท้จริงของพื้นที่ ของท้องถิ่น ถ้าหากว่าแผนเหล่านั้นได้ถูกจัดทําแล้วไปส่งเสริม ปัจจุบันยอมรับว่า สภาองค์กรชุมชนนั้นยังทําแผนชุมชนได้จํากัด หากเกิดสมัชชาพลเมืองและมีส่วนหนุนเสริมให้ สภาองค์กรชุมชนนั้นได้ทําแผนและเอาแผนเข้าสู่สมัชชาพลเมือง แล้วแผนนั้นถูกนําใช้ หรือถูกดําเนินการโดยองค์กรบริหารท้องถิ่น อันนี้ผมคิดว่าเป็นกลไกของรัฐธรรมนูญ ที่จะหนุนเสริมการทํางาน ผมคงเห็นด้วยกับประเด็นตรงนี้ถ้ากลไกรัฐธรรมนูญทํางานแบบนี้
อีกประเด็นหนึ่งที่ผมเป็นห่วงมาก ๆ ก็คือว่าในมาตรา ๗๑ ในเรื่อง สภาตรวจสอบภาคพลเมือง สิ่งที่ผมกังวลใจนิดเดียวครับ อย่าให้สภาตรวจสอบภาคพลเมือง เป็นกลไกของความขัดแย้งของพื้นที่ มีคนที่พ่ายแพ้จากการเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น แล้วเข้าไปในสภาตรวจสอบภาคพลเมืองแล้วดําเนินการตรวจสอบผู้บริหารท้องถิ่นแบบ ฝั่งตรงข้าม ถ้าเป็นอย่างนี้กลไกนี้ก็จะเป็นกลไกทางลบมากกว่าทางบวก ความจริงแล้ว สภาพลเมืองหรือสมัชชาพลเมืองนั้นถ้าทํางานได้ดีจะทําหน้าที่กลไกตรวจสอบได้เป็นอย่างดี และขณะเดียวกันจริง ๆ แล้วเรายังมีสมัชชาคุณธรรมที่กําลังจะไปสู่พื้นที่ของจังหวัด ก็จะดําเนินงานสิ่งเหล่านี้ได้ดีครับ หากไม่เป็นอย่างนั้นสภาตรวจสอบภาคพลเมืองอาจจะเป็น อีกหนึ่งประเด็นของการที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปดําเนินความขัดแย้งในพื้นที่ อันนี้ผมตั้งข้อสังเกตและอยากฝากท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้นําไปพิจารณา เขียนให้รอบคอบเพื่อไม่ให้ก่อเกิดปัญหาเหล่านี้ ในประเด็นเหล่านี้ ๒-๓ วันที่ผ่านมานั้น ได้มีการพูดถึงหลายเรื่องแล้วบังเอิญผมมานั่งดูว่าเมื่อเราจะทําการเมืองทางด้านของ รัฐธรรมนูญนั้นให้การเมืองใสสะอาดและสมดุล หนุนสังคมให้เป็นธรรมนําชาติสู่สันติสุข ถ้าจะเริ่มรัฐธรรมนูญอย่างนี้เริ่มแรกเราต้องทําอะไรครับ เริ่มแรกนั้นก็คือว่าหนีไม่พ้น เราต้องนํามาสู่การเลือกตั้ง ผมได้ฟังท่านสมาชิกอภิปรายในภาค ๒ หมวด ๓ หลายท่าน แต่สิ่งที่ผมคิดว่ามันยังมีอยู่บางประเด็นที่ผมกําลังกังวลใจและเป็นห่วงว่ามันจะเป็นระเบิดเวลา ถ้าหากว่าไม่ถูกการพูดกันอย่างชัดเจนหรือให้ข้อจํากัดที่ชัดเจน นั่นก็คือว่าการที่เราจะไปสู่ การเป็นรัฐธรรมนูญแห่งการปฏิรูปและปรองดองนั้นจุดเริ่มคือการเลือกตั้งมีความสําคัญมาก ผมจะขออนุญาตท่านประธานย้อนกลับไปที่ภาค ๒ หมวด ๓ ในมาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๑ นั้น ได้พูดถึงในแง่ของคุณลักษณะของผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวานท่านอาจารย์ไกรฤทธิ์ได้พูดถึงเรื่องนี้ไว้อยู่ ๒-๓ ประเด็นนะครับ แต่ประเด็นหนึ่ง ที่ผมคิดว่าอยากได้รับความกระจ่างจากท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็คือ มาตรา ๑๑๑ (๑๕) ที่ได้ระบุว่าคุณสมบัติใน (๑๕) บอกว่าเคยถูกถอดถอนออกจากตําแหน่ง หรือถูกตัดสิทธิในการดํารงตําแหน่งทางการเมือง ในประโยคที่ว่าถูกตัดสิทธิในการ ดํารงตําแหน่งทางการเมืองนั้น ผมอยากให้เขียนให้ชัดเจนครับว่าความหมายอันนี้ผมไม่แน่ใจนะครับว่า รวมไปถึง ต้องขออนุญาตเอ่ยถึงก็คือกลุ่ม ๑๑๑ ๑๐๙ ที่เคยเป็นปัญหาในอดีตหรือไม่ ถ้าหากว่ารวมถึง ประเด็นนี้จะเป็นประเด็นใหญ่ ประเด็นนี้จะเป็นประเด็นที่นําไปสู่ ความแตกแยกอีกครั้งหนึ่ง แต่เท่าที่ผมอ่านโดยเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมคิดว่า ไม่น่าจะรวมถึง แต่อย่างไรก็ดีนะครับ ในประเด็นตรงนี้เมื่อเราจะเข้าสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่เป็นฉบับปฏิรูปและปรองดองนั้น ประเด็นนี้ละเลยไม่ได้ครับท่านประธาน ผมอยากให้ทาง คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทําให้ชัดเจนในประเด็นนี้ว่าได้รวมถึงในปัญหาการเมือง ในอดีตของกลุ่ม ๑๑๑ ของกลุ่ม ๑๐๙ หรือไม่ และผมเชื่อว่าหลาย ๆ ท่านที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ คงสนใจ ถ้าไม่เกี่ยวข้องอยากแนะนําให้เขียนให้ชัดเจนว่าไม่เกี่ยวข้องอย่างไร เช่นอาจจะระบุ ต่อเติมไปเลยนะครับว่าถูกตัดสิทธิในการดํารงตําแหน่งทางการเมืองอันเนื่องมาจาก การกระทําของตนเอง อย่างนี้เป็นต้น เพื่อให้ชัดเจนในรัฐธรรมนูญครับ ผมได้ยินเสียงพูดถึง รัฐธรรมนูญชื่นชมยกย่องรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับมีความรู้สึกที่ดีต่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่า เป็นรัฐธรรมนูญที่มีความก้าวหน้า แต่อยากให้เกิดความโปร่งใสในทุกประเด็น การที่หยิบยกเอา มาตรา ๑๑๑ มาพูดนั้นก็เพราะว่าเมื่อเราเริ่มรัฐธรรมนูญสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่พ้นจริง ๆ ก็คือว่า เราจะเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง ผมไม่อยากเห็นความขัดแย้งเกิดขึ้นตั้งแต่วันแรกที่เราเริ่มใช้ รัฐธรรมนูญ เจตนารมณ์ของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เจตนารมณ์ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่ได้มีส่วนร่วมในการทํารัฐธรรมนูญฉบับนี้เพื่อให้ไปสู่เป้าหมายร่วมกันของเจตนารมณ์ ทุกฝ่ายนั้นผมไม่อยากเห็นสิ่งที่เราได้กระทําไปนั้นไม่สามารถบรรลุผลได้ และสิ่งที่สําคัญที่สุด ในภาค ๔ หมวด ๓ เรายังอุตสาห์ที่จะเติมในเรื่องของมาตรา ๒๙๗ มาตรา ๒๙๘ ในเรื่อง คณะกรรมการอิสระเสริมสร้างความปรองดองแห่งชาติ สิ่งเหล่านี้นั้นจะดําเนินต่อไปครับ เพราะชาติมีปัญหาที่ซ่อนลึกก็คือความแตกร้าว ชาติมีปัญหาร้าวลึกที่เราต้องการแก้ไข เราต้องการการปรองดอง ดังนั้นสิ่งเหล่านี้ผมอยากจะกราบเรียนถามท่านคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ อยากจะขอความกรุณาตอบในประเด็นนี้ให้ชัดเจนกับสภาปฏิรูปแห่งชาติ แห่งนี้ เพื่อพวกเราจะได้เข้าใจตรงกันและจะได้ไม่ต้องตีความ และจะได้เป็นการเริ่มต้นสู่ รัฐธรรมนูญใหม่ที่สง่างามร่วมกันครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ