ทนงศักดิ์ ชี้ร่างรธน.เสี่ยงให้ต่างด้าวเป็นพลเมือง-ขอแก้ไขอำนาจท้องถิ่น

สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๙ · ๒๔ เมษายน ๒๕๕๘

ทนงศักดิ์ ทวีทอง อภิปรายร่างรัฐธรรมนูญโดยเน้นการกระจายอำนาจและการบริหารท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยระดับท้องถิ่นและการมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านรูปแบบสภาเมือง โดยชี้แจงความแตกต่างระหว่างประชาชน พลเมือง และบุคคล ตามมาตรา 26-28 พร้อมกังวลว่าถ้อยคำในร่างอาจทำให้คนต่างด้าวมีสิทธิเป็นพลเมืองหรือถอดถอนท้องถิ่นได้ จึงขอให้คณะกรรมาธิการยกร่างฯ พิจารณาแก้ไขให้ชัดเจน นอกจากนี้ ทนงศักดิ์ ทวีทอง ยังหารือประเด็นอำนาจหน้าที่ท้องถิ่นตามรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการพัฒนาคุณภาพชีวิต สาธารณูปโภค และสิ่งแวดล้อม โดยกังวลว่ามาตรา ๘๘ ขาดความชัดเจนในการระบุภารกิจสำคัญ เช่น การฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า ซึ่งอาจกระทบต่อประโยชน์ของประชาชน จึงเสนอให้คณะกรรมาธิการยกร่างรับฟังข้อห่วงใยและแก้ไขเพิ่มเติม

นายทนงศักดิ์ ทวีทอง

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กระผม นายทนงศักดิ์ ทวีทอง สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ กรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น ขออภิปรายตามมาตรา ๓๖ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ อภิปรายร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ภาค ๒ หมวด ๗ การกระจายอํานาจ และการบริหารท้องถิ่น ซึ่งมีทั้งหมด ๖ มาตรา และมีในภาคปฏิรูปอีก ๑ มาตรา รวมทั้ง ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ อยากจะกราบเรียนว่าวันนี้นอกเหนือจากเป็นวันที่พวกเรา ในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นองค์กรบริหารท้องถิ่น ได้มีโอกาส ได้มานําเสนอ มาพูด ในเรื่องของการกระจายอํานาจ ที่สําคัญวันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่พวกเรา ท้องถิ่นในรูปแบบเทศบาลได้ถือว่าวันนี้เป็นวันเทศบาล อยากจะเรียนอาจารย์หมอกระแสนะครับว่า วันที่ ๒๔ เมษายน เป็นวันเทศบาล เป็นวันที่ให้พวกเราได้ตระหนักถึงบทบาทและ ความสําคัญของการปกครองท้องถิ่นรูปแบบเทศบาล ผมเองนั้นก็มีความผูกพันกับเทศบาล ในฐานะที่เป็นนายกเทศมนตรีมา ๓ สมัย แม้ว่าปัจจุบันเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด แต่อย่างไรก็ตามในเรื่องของการปกครองท้องถิ่นนั้นพวกเรารวมกันเพื่อที่จะนําความสุขให้กับ พี่น้องประชาชน ก่อนที่จะนําเข้าสู่รายมาตราที่เกี่ยวข้องในเรื่องของการปกครองท้องถิ่น หรือการกระจายอํานาจ ซึ่งจริง ๆ แล้วท่านอาจารย์วุฒิสารได้สรุปค่อนข้างที่จะชัดเจน โดยเฉพาะพวกเราส่วนหนึ่งซึ่งผมเองนั้นก็เป็นลูกศิษย์ลูกหาของอาจารย์จรัส อาจารย์วุฒิสาร อาจารย์เอนก ที่มีความผูกพันกันในเรื่องของการปกครองท้องถิ่นมาโดยตลอด นับตั้งแต่ได้เป็น ผู้บริหารท้องถิ่น แต่อย่างไรวันนี้ก่อนที่จะลงในรายมาตราก็อยากจะเรียนว่าในการที่เรามี พ.ร.บ. แผนขั้นตอน กระจายอํานาจ ซึ่งในช่วงนั้นก็เป็นความรู้สึกที่ดี ๆ ที่พวกเราได้เห็นเรื่องใหม่ ๆ เกิดขึ้นมาจาก รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งท่านอาจารย์จรัส หลายคนได้มีส่วนในการ ร่วมร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็ที่สําคัญคือได้เห็นหนังสือเล่มเล็ก ๆ จากการเขียนของหลาย ๆ ท่าน ที่ได้มีโอกาสได้ทํากฎหมายและยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอาจารย์วุฒิสารได้ทําในเรื่องของ หนังสือเล่มเล็ก ๆ เรื่องการกระจายอํานาจแล้วก็ในเรื่องของประชาธิปไตยท้องถิ่นที่เขียนโดย อาจารย์เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ซึ่งผมคิดว่ายังเป็นประโยชน์ที่ใช้มาจนถึงวันนี้ ผมอยากจะ เรียนว่าในส่วนที่พวกเรายึดถือมาโดยตลอดว่าหัวใจของท้องถิ่นนั้นก็คือการกระจายอํานาจ แม้ว่าการกระจายอํานาจที่ผ่านมานั้นมีอุปสรรคมากมาย ในการที่มีความพยายามที่จะ ทําตามกฎหมาย ทําตามแผนขั้นตอนกระจายอํานาจ แต่ก็ปรากฏว่ายังไม่สําเร็จ เนื่องจาก มีการคัดค้าน มีการขัดขวาง โดยการไม่ยอมถ่ายโอนจากส่วนราชการหลายส่วนที่เกี่ยวข้อง กลายเป็นกฎหมายไม่สามารถบังคับได้ ซึ่งหวังว่ารัฐธรรมนูญนี้จะสามารถมีผลบังคับให้ใช้ได้ ต่อมาพวกเราก็มีความคิดโดยเฉพาะได้เห็นรูปแบบของเทศบาลนครขอนแก่น ซึ่งเมื่อสักครู่ อาจารย์วุฒิสารได้พูดในเรื่องของสภาเมือง สมัชชาพลเมืองตรงนี้ ในช่วงนั้นพวกเราได้ยิน ได้ฟังว่าหัวใจของการกระจายอํานาจคือประชาชน แล้วก็อยากจะเรียนว่าในเรื่องของ สภาเมืองนั้นเป็นรูปแบบที่พวกเราเชื่อว่าเป็นรูปแบบการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ไม่ใช่ว่า มาสร้างสมัชชาพลเมืองใหม่ขึ้นมา แล้วก็ท่านอาจารย์จรัสคงจําได้ว่าในเรื่องสภาเมืองนั้น อาจารย์จรัสเป็นหัวหน้าคณะทํางาน ในการศึกษาวิจัยโดยทุนของ สกว. รูปแบบของ สภาเมืองขอนแก่นที่ทําให้ท้องถิ่นได้มีรูปแบบที่เลียนแบบทําตามกันมา พวกเราเองนั้น ได้ทําแบบนี้มาเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งพวกเราได้บอกให้พี่น้องประชาชนรู้ว่าท่านต้องการให้ เทศบาลของท่านเป็นอย่างไร ท่านต้องการให้ อบต. ของท่านเป็นอย่างไร เชิญมาร่วมกัน ให้ความเห็น แล้วก็หลาย ๆ แห่งมีธรรมนูญการปกครองของเขา เขาคิดขึ้นมาเอง ไม่ต้องมี รัฐธรรมนูญ ไม่ต้องมีกฎหมายซึ่งออกแบบมาโดยการตราเป็นพระราชบัญญัติหรืออะไร ทํากันเอง พวกเราทํากันเอง ซึ่งตรงนี้ผมเชื่อว่าในเรื่องนี้นั้นทางสถาบันพระปกเกล้า โดยอาจารย์วุฒิสาร อาจารย์จรัส รู้ดี แล้วผมไม่เชื่อว่าคําว่า สมัชชาพลเมือง นั้นมาจาก อาจารย์วุฒิสาร อาจารย์จรัส ผมไม่เชื่อ เพราะว่าเราเชื่อในรูปแบบของสภาเมืองมา ก็อยากจะเรียนท่านประธานนะครับ โดยเฉพาะประเด็นสําคัญในเรื่องของที่พวกเราพูดกันมา ในเรื่องประชาธิปไตยตรงนี้ก็ขอเรียนว่าได้อ่านหนังสือที่ท่านอาจารย์เอนกได้เขียนในเรื่องของ ประชาธิปไตย ซึ่งประชาธิปไตยนั้นขอทําความเข้าใจว่ามันมีอยู่ ๒ ระดับ คือระดับชาติ เป็นประชาธิปไตยที่ผ่านผู้แทน ซึ่งจะไปเลือกนายกรัฐมนตรี หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ประชาธิปไตยส่วนท้องถิ่นนั้นเป็นประชาธิปไตยที่ประชาชนปกครองกันเอง ผมเองเป็น นายก อบจ. หลาย ๆ คนในที่นี้เป็นนายกเทศมนตรี พวกเราคือชาวบ้าน เพราะฉะนั้น สาระของท้องถิ่นคือการปกครองกันเอง ขอให้พวกเราได้ปกครองกันเอง ได้ทํางานให้ พี่น้องประชาชนโดยการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน ซึ่งจะสอดคล้องกับเจตนารมณ์ ของรัฐธรรมนูญนี้ ในเรื่องของประชาชนเป็นใหญ่ พลเมืองเป็นใหญ่นั้นก็เป็นเรื่องที่อาจจะ ทําให้มีความคึกคักหรือมีความเห็นบางสิ่งบางอย่างขึ้นมา แต่ก็สบายใจที่อาจารย์วุฒิสาร ได้ชี้แจง ได้อธิบาย ค่อนข้างที่จะชัดเจน ทําให้เบาใจลงมา ว่าเป็นการเพิ่มพื้นที่และอํานาจ ภาคพลเมืองให้มากขึ้น ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ชัดเจน แล้วก็โดยเฉพาะในการที่มีรูปแบบบริหารท้องถิ่น ที่หลากหลายตามภูมิสังคม พื้นที่เรามีความแตกต่างกันมาก วัฒนธรรม เชื้อชาติ ศาสนา ก็มีความแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่พี่น้องประชาชนมีสิทธิมีส่วนที่จะเลือกกันเอง โดยเฉพาะในเรื่องของการเปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหาร ท้องถิ่น ในประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียนในเรื่องที่น่าสนใจในเรื่องของการกระจายอํานาจ โดยเฉพาะในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ นับตั้งแต่มาตรา ๘๒ วรรคสอง ที่เขียนว่าการจัดทํา บริการสาธารณะใดที่องค์กรบริหารท้องถิ่น ชุมชนหรือบุคคลสามารถดําเนินการได้ โดยมีมาตรฐานคุณภาพและประสิทธิภาพไม่น้อยกว่ารัฐ รัฐพึงกระจายภารกิจดังกล่าวให้ องค์กรบริหารท้องถิ่น ชุมชนหรือเอกชนดังกล่าวดําเนินการภายใต้การกํากับดูแลที่เหมาะสม จากรัฐ ผมคิดว่าตรงนี้นั้นเป็นจุดหนึ่งที่อาจจะเป็นเพิ่มเติมในเรื่องของการกระจายอํานาจ เพิ่มขึ้นมาในภารกิจที่จะต้องแบ่งเบาให้พี่น้องประชาชนทํา แต่ก็เป็นที่น่าสงสัยอยู่ว่า ในช่วงแรกนั้นเขียนว่าองค์กรบริหารท้องถิ่น ชุมชนหรือบุคคล แต่ในช่วงท้ายได้เขียนว่า องค์กรบริหารท้องถิ่น ชุมชนหรือเอกชน ซึ่งผมไม่เข้าใจว่ามีเจตนาอย่างไรที่เขียนให้แตกต่างกัน ตรงนี้ผมไม่เข้าใจ ก็อยากจะเรียนว่ามาตรานี้เป็นการเพิ่มน้ําหนักในเรื่องของการกระจายอํานาจ แต่ก็อย่าลืมนะครับว่าในภารกิจที่ได้ดําเนินการมาที่ไม่สําเร็จ แต่ปรากฏว่าขณะนี้เราก้าวล้ํา ไปให้ชุมชน เอกชนและบุคคลได้ทํา

ในส่วนประเด็นสําคัญที่จะสอดคล้องกับที่ท่านวัลลภได้พูดเมื่อสักครู่ ก็ตั้งแต่มาตรา ๒๖ ได้เขียนว่าประชาชนชาวไทยย่อมมีฐานะเป็นพลเมือง ซึ่งตรงนี้ครับ ผมก็พยายามที่จะหา แต่ปรากฏว่าก็ไปเจอเองในเรื่องของสาระของรัฐธรรมนูญที่กรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญได้มีการบัญญัติคําใหม่ขึ้นมา ตรงนี้หลาย ๆ ท่านอาจจะได้พูด แต่ผมขอชี้แจงให้ละเอียดว่าความหมายของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นได้บอกว่า ประชาชนซึ่งหมายถึงคนทั้งหมดหรือแต่ละบุคคลก็ได้ บุคคลคือคนสัญชาติใดก็ได้ หรือคนไม่มีสัญญาชาติก็ได้ พลเมืองต้องเป็นคนที่มีสัญชาติไทยเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็น สัญชาติไทยโดยการเกิดหรือแปลงสัญชาติก็ตาม ขออนุญาตต่อครับ ก็อยากจะทําความเข้าใจ ชัด ๆ ว่า ซึ่งผมจําได้ว่าวันนั้นพี่ศิรินาได้ถามที่สถาบันพยาบาลในเรื่องของประชาชน บุคคล พลเมืองประมาณนี้ ซึ่งได้รับคําตอบ ก็อยากจะเข้าใจว่าพลเมืองนั้นถ้าประชาชนชาวไทย เป็นพลเมือง พลเมืองเรามี ๖๕ ล้านคน เพราะฉะนั้นประชาชนน่าจะมีมากกว่า ๖๕ ล้านคน อาจจะเป็น ๗๐ ล้านคน ๘๐ ล้านคนก็แล้วแต่ แต่มันมีประเด็นปัญหาที่เมื่อลงในรายมาตรา ทําให้ผมเองหวั่นไหวคล้าย ๆ กับนายกธีรศักดิ์ได้พูดเหมือนกันว่าถ้าเป็นแบบนี้ ผมไม่แน่ใจว่า พี่น้องอาเซียน (ASEAN) ที่เข้ามาอยู่ในเมืองไทย โดยเฉพาะแถวจังหวัดสมุทรสาคร หรือแม้กระทั่งที่บ้านผมก็ตามจะมีส่วนร่วมในการบริหารท้องถิ่น หรืออาจจะมีสิทธิถอดถอน พวกเรา ตรงนี้อยากจะฝากคณะกรรมาธิการได้พิจารณาเป็นพิเศษ ซึ่งอาจจะมองว่าผมไม่ได้ นําเสนอในเรื่องสาระสําคัญก็ตาม แต่มันเป็นเรื่องถ้อยคําที่ไม่ต้องมาตีความกัน หลาย ๆ มาตรา โดยเฉพาะในเรื่องของหมวดกระจายอํานาจเกือบทั้งหมดเขียนคําว่า ประชาชน เพราะฉะนั้น ในพื้นที่แต่ละพื้นที่ของท้องถิ่นนั้นมีประชาชนซึ่งไม่ได้มีคนสัญชาติไทยเท่านั้น อยากจะฝาก ตรงนี้ครับว่าช่วยดูให้ละเอียด อาจจะต้องทําทั้งเล่มใหม่ก็ได้ในเรื่องคําว่า ราษฎร บุคคล หรือประชาชน ผมว่าจะเป็นปัญหาตรงนี้ถ้าไม่ได้แก้ ผมเองนั้นเพียงแต่ว่าอ่านเจอและอาจจะ ไม่เข้าใจ ซึ่งบางครั้งในการที่เขียนมันก็ยอมรับว่าอาจจะเป็นภาษากฎหมายซึ่งพวกเราเอง ก็ไม่ค่อยเข้าใจ เหมือนเช่นกับในมาตรา ๒๘ ที่ได้พูดถึงคําว่า พลเมือง ซึ่งเข้าไปทําหน้าที่ใน สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ สมัชชาพลเมือง องค์กรตรวจสอบภาคประชาชนและองค์กรอื่น ที่ตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญนี้เพื่อให้บุคคลทําหน้าที่พลเมือง ผมมาอ่านหลายตลบแล้วก็เข้าใจว่า พลเมืองในคําแรกนั้นก็เข้าใจว่าเป็นคนคนซึ่งเป็นพลเมือง แล้วก็ตอนท้ายที่ผมพูดคําว่า พลเมืองนั้นก็คือหน้าที่พลเมือง ปรากฏเขียนว่าเพื่อให้บุคคลทําหน้าที่พลเมือง บุคคลนั้น ผมตีความว่าอาจจะเป็นบุคคลซึ่งไม่มีสัญชาติก็ได้ กลายเป็นว่าให้บุคคล บุคคลซึ่งไม่มีสัญชาติ ไร้สัญชาติไปทําหน้าที่เป็นพลเมืองซึ่งเป็นประชาชนไทย ซึ่งเป็นภาษากฎหมาย ซึ่งผมไม่แน่ใจว่า อาจจะถูกต้องก็ได้ ผมเองอาจจะเข้าใจผิดเพราะว่าผมไม่ได้มีความรู้ในเรื่องข้อกฎหมายอะไรมากนัก

ในช่วงประเด็นสําคัญที่อยากจะกลับเข้ามาในมาตรา ๒๑๑ ที่ภายใต้บังคับ มาตรา ๑ ที่บอกว่ารัฐต้องให้ความเป็นอิสระแก่องค์กรบริหารท้องถิ่นตามหลักแห่ง การปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น ความเป็นอิสระของท้องถิ่นนั้น ผมอยากจะยกตัวอย่าง ซึ่งเป็นประเด็นที่อยากจะเรียนว่า ไม่อยากให้มีนายกรัฐมนตรี ในสมัยต่อไป ซึ่งในสมัยนี้ท่านอาจจะสั่งได้ ผมไปค้นหาเจอข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๕๘ ที่มีการสั่งการในข้อ ๔ ให้คณะกรรมการการกระจายอํานาจ ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประสานงานให้ทุกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพิจารณา นํารายได้สะสมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาใช้ในการดําเนินโครงการที่มีลักษณะ เป็นการช่วยเหลือประชาชนระดับรากหญ้าในพื้นที่โดยให้เสนอโครงการให้คณะกรรมการ การกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพิจารณาก่อนดําเนินการ ทั้งนี้ในการ ดําเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องด้วย ผมคิดว่าเป็นการสั่งการ ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าในสมัยนี้อาจจะทําได้ แต่ทําอย่างไรให้มีการเขียนและบังคับใช้ว่าในสมัย เมื่อเรามีการเลือกตั้งไม่ให้สั่งการแบบนี้ เพราะว่าเงินสะสมนั้นเป็นเรื่องที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะเก็บสงวนไว้ในเรื่องของฉุกเฉินจําเป็น ในเรื่องของเงินเดือน ซึ่งโดยหลักการแล้วเงินสะสมนั้น ให้ใช้ในเรื่องของการที่มีความจําเป็นโดยเฉพาะในเรื่องของสาธารณภัยที่เกิดขึ้น แล้วก็โดยเฉพาะกิจการที่อยู่ในหน้าที่ที่เกี่ยวกับการบริการชุมชน โดยประเด็นสําคัญ คือจะต้องเป็นไปตามการที่สภาท้องถิ่นอนุมัติไม่ใช่มีใครมาสั่งการให้เอาไปใช้ ผมไม่แน่ใจว่า กระทรวงการคลังคิดอย่างไรกับตรงนี้ อาจจะไปเห็นเงินฝากในธนาคารว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีงบประมาณเยอะในเรื่องตรงนี้ ซึ่งในรัฐบาล ๒-๓ รัฐบาลที่ผ่านมา ได้พูดถึงเรื่องนี้ว่าเป็นเงินค้างท่อ ก็อยากจะเรียนว่าเงินสะสมนั้นเราถูกระเบียบสั่งการให้ส่วนหนึ่ง เป็นเงินซึ่งเก็บไว้ในกรณีฉุกเฉินจําเป็น ในเรื่องของเงินเดือน ค่าจ้าง ค่าตอบแทน ที่จําเป็นต้องมีอยู่ส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของเงินซึ่งหนี้ยังไม่ถึงชําระ หมายความว่า มีการผูกพันตามสัญญาจะต้องมีเงินไว้ไม่ใช่ว่าท้องถิ่นไปเซ็นสัญญากับเอกชนแล้วไม่มีเงิน ไปเซ็นสัญญาโดยมือเปล่าไม่ได้ แล้วก็เป็นเงินที่เตรียมไว้เพื่อที่จะเซ็นสัญญา ตรงนี้ก็อยากจะ เรียนท่านประธาน เรียนคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่าประเด็นเหล่านี้ทําอย่างไร ไม่ให้รัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรีได้มาก้าวก่ายการทํางานของท้องถิ่น ผมไม่แน่ใจว่าวันนี้ทางคณะกรรมการการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะคิดอย่างไร โดยเฉพาะมีการสั่งการข้ามกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นไปที่ คณะกรรมการการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งตรงนี้นั้นก็แน่นอนที่สุด ในภาวะนี้ก็คงอาจจะทําได้ แต่มันก็ขัดในหลักอยู่เชื่อว่าหลายท้องถิ่นยังไม่อยากจะทํา เขาอยากจะเก็บเงินสะสมเขาไว้ อีกหลายท้องถิ่นก็อาจจะมีส่วนอยากจะทํา แต่เขาจะทํานั้น ก็โดยความต้องการของเขา ของประชาชนว่าขณะนี้เขามีปัญหาเขาอยากที่จะใช้งบประมาณ เพื่อแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนของเขาเอง ก็เป็นเรื่องของเขานะครับ ตรงนี้ก็อยากจะกราบเรียนเพื่อที่จะหาทางที่จะแก้ไขในโอกาสต่อไป สําหรับประเด็นแรก ที่ผมพูดถึง ที่ขอย้ําในเรื่องของสมัชชาพลเมืองนั้นก็คงชัดเจนนะครับว่า ก็ขอให้เป็นสภาเมือง ไม่อยากจะให้มีสมัชชาพลเมืองอีก ๗,๐๐๐ กว่าแห่ง ซึ่งขณะนี้จริง ๆ แล้วเราก็มีสภาองค์กรชุมชน ผมคิดในใจ แอบคิดว่าเหมือนกับจะเอาสมัชชาพลเมืองมาแทนสภาองค์กรชุมชน ผมจําได้ว่า ท่านอาจารย์บวรศักดิ์เคยพูดครั้งหนึ่งในคําว่า สภาองค์กรชุมชน ผมจําตรงนี้ได้ ผมไม่แน่ใจว่า คิดอย่างนี้หรือเปล่า เพราะฉะนั้นถ้ามีตรงนี้ จะเกิดปัญหาในการทํางานแน่นอน ก็อยากจะ กราบเรียนว่าที่จริงแล้วพวกเราอยู่กันในท้องถิ่นด้วยมีความสุข กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ท้องที่ ท้องถิ่น เราอยู่ด้วยความสุข แต่บางทีพวกเรามาเขียนบางสิ่งบางอย่างนั้นทําให้พวกเรา มีความคิดที่อาจจะทําให้บางคนนั้นมาก่อตัว ตั้งเป็นกลุ่ม ๆ ขึ้นมา ทําให้เกิดมีความคิด ขัดแย้งกัน ซึ่งผมได้เรียนแล้วว่าอยากจะให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่จะไปจังหวัด ต่าง ๆ อย่าไปเฉพาะในเขตเทศบาลใหญ่ ๆ เท่านั้น ไปในชนบท ไปในพื้นที่ ที่ภาคอีสาน ที่ไหนก็ตามที่เขาทํากันน่ารัก แม้กระทั่งที่บ้านสามขาที่จังหวัดลําปาง มีธรรมนูญของเขา เขาเป็นหมู่บ้าน ไม่ได้เป็น อบต. หรือเทศบาล เป็นหมู่บ้าน เขาสามารถทําในหลาย ๆ สิ่ง หลาย ๆ อย่างที่เป็นตัวอย่างได้ดี เพราะฉะนั้นก็อยากจะกราบเรียนว่าในสิ่งที่พวกเราอาจจะ คิดตามคนบางคน ซึ่งอาจจะมีอิทธิพลในการนําเสนอ ก็อย่าเกรงใจกันในเรื่องนี้ เพราะจะทําให้ เกิดปัญหา

ในเรื่องของมาตราต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องก็มีหลาย ๆ คนได้พูด ในส่วนที่ ผมอยากจะเพิ่มเติมในเรื่องที่อาจารย์วุฒิสารได้พูด ที่ท่านนายกธีรศักดิ์ได้พูดในเรื่องของ มาตรา ๒๑๒ ที่ผมเห็นว่าในรัฐธรรมนูญนี้มีส่วนดีที่ชัดเจนในการที่ระบุในอํานาจหน้าที่ ในเรื่องของการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่น การสาธารณูปโภค สาธารณูปการ การจัดทรัพยากรธรรมชาติ การส่งเสริมสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจพื้นฐาน เศรษฐกิจพื้นฐานผมกลัวว่าจะไปมีปัญหาในมาตรา ๘๘ ก็ฝากตรงนี้ด้วย การศึกษาอบรม การส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ซึ่งอยากจะเรียนว่าที่ตกไปกลัวจะเป็นเรื่องการศาสนา และการกีฬา ซึ่งจําเป็นต้องมีที่ระบุในหน้าที่ พวกเราโดน สตง. เล่นงาน พวกเราโดนหลาย ๆ เรื่อง ปรากฏว่าไม่ได้ระบุชัดเจน แม้กระทั่งในเรื่องของการฉีดวัคซีนกันพิษสุนัขบ้า อบต. ถูกเรียกเงินคืน ในขณะที่ อบต. นั้น มีหน้าที่ต้องดูแลในเรื่องของพี่น้องประชาชน ในเรื่องของวัคซีน ในเรื่อง การป้องกันพิษสุนัขบ้า ปรากฏว่าในกฎหมายจัดตั้งมี แต่ในการประกาศภารกิจถ่ายโอนไม่มี เพราะฉะนั้น อบต. ฉีดยาพิษสุนัขบ้าได้เฉพาะสุนัขที่จรจัด แต่สุนัขที่มีเจ้าของไม่สามารถฉีดได้ ผมเองนึกในใจว่าอยากจะให้สุนัขกัดคนทั้งหมดเลย ให้มันบ้ากันทั้งเมืองเลย ดูจะเป็นอย่างไร อันนี้อยากจะฝากด้วยนะครับว่า ในสิ่งต่าง ๆ ที่พูดมานั้นก็ด้วยความปรารถนาดี แล้วก็ด้วยความยินดีที่พวกเราจะมีรัฐธรรมนูญ แต่ในส่วนที่หลาย ๆ ท่านได้ท้วงติงมาโดยตลอด ตั้งแต่วันแรกมา ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญควรที่จะรับฟัง และนําไปแก้ไข ขอขอบพระคุณครับ