สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๘ · ๒๓ เมษายน ๒๕๕๘

บวรศักดิ์ อุวรรณโณ หารือเรื่องการกล่าวหาคณะกรรมาธิการ และอธิบายถึงบทบาทของพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย อภิปรายเรื่องระบบบัญชีรายชื่อแบบเปิดของพรรคการเมืองที่ทำให้หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคมีอำนาจมากเกินไป และเสนอให้ประชาชนมีอำนาจในการจัดลำดับบัญชีรายชื่อ นอกจากนี้ยังพูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำว่าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองหรือรูปของรัฐได้ และต้องทำประชามติก่อนการแก้ไข

ศาสตราจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพครับ กระผมจะขออนุญาตใช้เวลาสภานี้สั้น ๆ ชี้แจงประเด็นซึ่งไม่ควรจะเป็นประเด็นเลย คือการกล่าวหาคณะกรรมาธิการว่าทำไมภาค ๑ จึงเอาพระมหากษัตริย์มาอยู่กับประชาชน ท่านประธานครับ การที่ต้องบัญญัติเช่นนี้ ก็เพราะว่า

ประการที่ ๑ หลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขนั้นเขียนไว้ชัดในมาตรา ๓ อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ พระมหากษัตริย์และประชาชนจึงเป็นรากฐานที่แท้จริงของ ระบอบการเมืองไทยที่มีมาตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ จนถึงวันนี้ จึงไม่น่าแปลกใจว่าพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวฯ ท่านจึงเสด็จไปให้ความสำคัญกับประชาชนทั่วประเทศ

ประการที่ ๒ นอกจากเป็นหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของไทยมาตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ แล้ว ประวัติศาสตร์การเมือง ของประเทศไทยองค์พระผู้พระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับแรก คือพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ซึ่งพระบรมรูปท่านอยู่หน้าสภาแห่งนี้ มีพระราชหัตถเลขาไว้ในครั้งทรงสละราชสมบัติ ขออนุญาตท่านประธาน กระผมขออ้างอิง อัญเชิญพระราชดำรัสนั้นมา มีพระราชดำรัสอย่างนี้ครับ ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะ สละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอม ยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของราษฎร นี่ก็จะเห็นได้แล้วว่ารากฐานของระบอบ ประชาธิปไตยไทยที่องค์พระผู้สถาปนาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยการพระราชทานรัฐธรรมนูญนั้น พระองค์ท่านโยงตัวพระองค์ท่านเองกับราษฎรคือ ประชาชนทั้งหลาย พระมหากษัตริย์ไทยจึงอยู่คู่ประชาชนเป็นรากฐานของระบอบ ประชาธิปไตยไทยมาโดยตลอด แต่เนื่องจากทรงอยู่เป็นกลางทางการเมืองและเราเห็น นักการเมืองทั้งหลายทำหน้าที่กันในรัฐบาล ทำหน้าที่กันในสภา เราก็อภิปรายหมวด การเมืองให้ความสำคัญกับนักการเมือง บางทีจนกระทั่งละเลยพลเมืองด้วยซ้ำไป ท่านประธานครับ ระบบบัญชีรายชื่อแบบเปิดที่พรรคการเมืองเคยจัดลำดับเบอร์ ๑ เอาคนโปรดของหัวหน้าพรรคลงเบอร์ ๑ เอานายทุนพรรคลงเบอร์ ๒ เอาคนที่หัวหน้าพรรค ไม่ชอบไปไว้ท้าย ๆ เป็นอย่างนี้มา ๑๗ ปี เคยชินกันมา หัวหน้าพรรคเป็นใหญ่ กรรมการ บริหารพรรคเป็นใหญ่ วันนี้พอคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญขอให้ประชาชนเป็น คนจัดลำดับเอง ท่านสมาชิกที่ถ้ามีหัวใจถึงอำนาจของประชาชนต้องดีใจครับว่านี่คือ การจัดลำดับไปให้ประชาชน แต่ว่าผมก็ได้ยินคำอภิปรายเมื่อสักครู่นี้ว่าเขากลัวว่า พรรคการเมืองจะวุ่นวาย เพราะว่าคนในบัญชีรายชื่อซึ่งไม่เคยต้องเดินลงไปหาประชาชนเลย เพราะอย่างไรก็ได้อยู่แล้วเบอร์ต้น ๆ เป็นคนโปรดหัวหน้าพรรคไม่ต้องลงไปหาเสียง เพราะไม่ใช่ ส.ส. เขต วันนี้ต้องเดินลงไปหาประชาชนแล้ว เพราะเบอร์ ๑ กับเบอร์ ๓๐ ในบัญชีรายชื่อมันเท่ากันแล้วครับ เป็นการบังคับให้คนในบัญชีรายชื่อต้องเดินลงไปหาประชาชน ผมอยากให้ท่านสมาชิกที่มีใจเป็นธรรมช่วยพิเคราะห์ตรงนี้ให้ลึกซึ้ง ว่าเราจะให้พรรคการเมือง เป็นคนจัดบัญชีรายชื่อ แล้วพรรคการเมืองหลายพรรคมีผู้ใหญ่ในพรรคเป็นคนจัด ไม่ใช่ กรรมการบริหารพรรคด้วยซ้ำไป หรือจะให้ประชาชนเป็นคนจัด

ท่านประธานครับ กลับมาถึงหมวดพระมหากษัตริย์กับประชาชนอีกครั้งหนึ่ง ทำไมจึงจะต้องเชื่อมโยง ๒ สถาบันรากฐานนี้เป็นชื่อภาค ๑ เป็นภาคที่สำคัญ เป็นรากฐาน ถ้าท่านประธานและท่านสมาชิกจะเมตตาเปิดไปดูในมาตรา ๓๐๐ วรรคแรกเลย การแก้รัฐธรรมนูญ เราจะแยกเป็นการแก้ ๓ ประเภท ประเภทที่ ๑ ในมาตรา ๒๙๙ การขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบ ประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐจะกระทำมิได้ นี่แปลว่าห้ามทำเด็ดขาด คุณจะเป็นสาธารณรัฐไม่ได้ คุณทำได้อย่างเดียว คือคุณฉีกรัฐธรรมนูญ คุณจะเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐให้เป็นสหรัฐ สมาพันธรัฐไม่ได้ คุณทำได้อย่างเดียวคือคุณต้อง ฉีกรัฐธรรมนูญ นี่คือหนักหนาสาหัส มาตรา ๓๐๐ วรรคแรก การแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญในบททั่วไป ภาค ๑ พระมหากษัตริย์และประชาชน และการแก้ไขเพิ่มเติม หลักการสำคัญที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการตาม มาตรา ๓๐๒ มาตรา ๓๐๒ ท่านพลิกไปดู ท่านจะเห็นได้ว่าเมื่อมีการลงมติกันในสภาแล้ว ด้วยคะแนนเสียง ๒ ใน ๓ แล้ว ท่านจะต้องนำร่างรัฐธรรมนูญนั้นไปให้ประชาชนผู้เป็นพลเมือง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกเสียงประชามติก่อน จะแก้เรื่องมหากษัตริย์กับประชาชน ไม่ใช่ทำได้ ถ้าเปลี่ยนรูปแบบการปกครองท่านทำไม่ได้เลย ในมาตรา ๒๙๙ ถ้าจะกระทำเรื่องอะไรก็ตาม ที่ลดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ท่านต้องขอประชามติครับ ตามหลักที่ว่า ผู้แทนที่ราษฎร เลือกเข้ามา จะมาทำหน้าที่ไปตัดสิทธิของตัวการซึ่งคือราษฎรไม่ได้ คือพลเมืองไม่ได้ ประชามติจึงเป็นตัวประกันสำคัญอีกประกันหนึ่งที่จะทำให้ผู้ซึ่งราษฎรหรือประชาชน พลเมืองเลือกเข้ามา ต้องกลับไปถามพลเมืองว่าท้ายที่สุดท่านจะเห็นชอบหรือไม่ เพราะฉะนั้นกระผมขอกราบเรียนว่าโดยสรุปภาค ๑ พระมหากษัตริย์และประชาชนนั้น เป็นการเชื่อมโยงสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานไว้ใน พระราชหัตถเลขาทรงสละราชสมบัติ ดังที่ได้กราบเรียนแล้ว และเป็นไปตามหลักในมาตรา ๓ ที่ว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข ทรงใช้ อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรีและศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ และทำให้การแก้ไขส่วนนี้ยากกว่าส่วนอื่น ๆ ครับ ไม่ได้มีเจตนาอะไรอย่างที่ท่านสมาชิก ได้อภิปรายเมื่อสักครู่นี้ ขอบพระคุณครับ