เอกชัย ศรีวิลาศ เสนอแนวคิดการปฏิรูปรัฐธรรมนูญของประเทศไทย โดยมีลักษณะคล้ายคลึงกับประเทศเยอรมัน โดยมีการสร้างพลเมืองเข้มแข็ง รัฐสภาที่มีความเข้มแข็ง และการตรวจสอบอำนาจทหาร นอกจากนี้ยังหารือเกี่ยวกับการสร้างพลเมืองโดยการสนับสนุนจากมูลนิธิต่างๆ และเรียกร้องการปฏิรูปการให้งบประมาณเพื่อสร้างประชาธิปไตย และยังหารือเกี่ยวกับมาตรารัฐธรรมนูญที่กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 1 ใน 5 สามารถลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและเพื่อนสมาชิกทุกท่าน ในส่วนของผมก็คงจะอภิปราย ในภาค ๒ หมวด ๓ รัฐสภา แต่อาจจะมีเพิ่มเติมบางส่วนบ้างเล็กน้อย ผมก็เห็นด้วย ในหลายส่วนในที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ดำเนินการยกรัฐธรรมนูญออกมา แล้วก็ต้องการที่จะให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน เพื่อที่จะให้สร้าง ให้ประชาชนเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง ก็คิดว่าคงจะทำได้ เพราะว่าในส่วนของการที่เราเคยใช้ รูปแบบนี้มาแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เราก็สามารถทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็งได้ แล้วก็ปี ๒๕๕๐ ทำให้ระบบตรวจสอบที่เข้มแข็งเราก็ทำได้ ผมก็มีโอกาสไปดูที่เยอรมันเหมือนกัน ผมจะพูด ในเรื่องเกี่ยวกับในรูปแบบการเลือกตั้งสัดส่วนผสมตรงนี้ แต่ที่ผมไปดูนี่ผมไปดูในส่วนที่มา ทำไมถึงมาเป็นการเลือกตั้งแบบนี้ แล้วการสร้างพลเมืองเขาทำอย่างไร ซึ่งยังไม่มีในส่วนนี้ ในรัฐธรรมนูญของเรา แต่ว่ารูปแบบนั้นก็คล้าย ๆ กัน ในส่วนของเขาพยายามที่จะทำให้ การเมืองในรัฐสภาเป็นรัฐสภาที่มีความเข้มแข็ง ทีนี้ไม่ใช่เข้มแข็งโดยที่มีพรรคการเมือง พรรคเดียวเข้มแข็ง เขาต้องทำให้พรรคการเมืองหลายพรรคมีความเข้มแข็ง โดยเฉพาะ พรรคใหญ่ที่อยู่ในสภาเขาพยายามที่จะสร้างดุลอำนาจในสภาอย่างที่คณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญบางท่านได้พูดมาแล้วตั้งแต่ตอนต้น เพราะฉะนั้นเมื่อเขาจะทำอย่างนี้ เขาก็จะมีในหลายส่วนเหมือนกันที่เขาจะสร้างในดุลอำนาจในส่วนนี้ ผมยกตัวอย่างเช่น เวลาเขาจะไปเจรจาสนธิสัญญาต่างประเทศ เขาไม่ใช่ให้รัฐบาลไปหรือฝ่ายของรัฐบาล อย่างเดียวไปเจรจา เขาให้ฝ่ายค้านไปด้วยกัน ไม่สามารถที่จะแยกกันได้ เขาสร้างพื้นที่ตรงนี้ หรือแม้แต่ที่เขาจะสร้างพลเมือง เขาก็ไม่ให้พรรคใดพรรคหนึ่งได้รับงบประมาณแล้วไปทำ เขาให้ทุกพรรคที่มีคะแนนเสียง แม้แต่มี ๑ คะแนนเสียงจะต้องมีส่วนที่จะต้องไปสร้าง พลเมืองด้วย อันนี้สำคัญยิ่งเลย ในส่วนของเขาผมเรียนอย่างนี้ว่ารัฐสภาเขามีอำนาจยิ่งใหญ่มาก ที่ว่ายิ่งใหญ่จะแตกต่างจากระบบของเรา ทำไมเขาถึงต้องเป็นระบบสัดส่วนผสม เพราะเหตุว่า เขาเคยล่มสลายมาแล้วโดยที่มีพรรคการเมือง เป็นประชาธิปไตยก็จริง แต่มีทหารปกครอง แล้วก็ใช้รูปแบบเผด็จการ จึงนำพาประเทศไปสู่การสงคราม แล้วทำให้ประเทศล่มสลาย แล้วกลายเป็นว่าต้องแบ่งแยกประเทศเป็น ๒ ส่วน โดยภายใต้อุดมการณ์ในเรื่องการปกครอง ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ในส่วนตรงนี้เขาจึงต้องการที่จะไม่ให้เรื่องต่าง ๆ นี้เกิดขึ้นมา อีกต่อไป เพราะฉะนั้นเขาเริ่มต้นด้วยการ เขาเรียกว่า ทำเรื่องเอสเอสซี (SSC) เอสเอสอาร์ (SSR) ก็คือว่าเอสเอสซี เอสเอสอาร์ ก็คือว่าเขาปฏิรูปหน่วยงานความมั่นคงทั้งหมด ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือหน่วยงานความมั่นคงทั้งหมดก็แล้วแต่ แล้วหน่วยงาน ความมั่นคงทั้งหมดอยู่ภายใต้รัฐสภา แตกต่างกับเราโดยสิ้นเชิง เราอยู่ภายใต้บริหารทั้งหมด เขาอยู่ภายใต้รัฐสภา แล้วรัฐสภานี้จะมี เขาเรียกว่า มิลิทารี ออมบุดสแมน (Military ombudsman) ผู้ตรวจการทางการทหารด้วย เพราะเขาไม่มั่นใจว่าสุดท้ายทหารก็กลับมา มีอำนาจเหมือนเดิมหรือเปล่า เขาจะมีการตรวจอย่างนี้ด้วย แล้วก็สร้างระบบเอาไว้ไม่ให้ หน่วยงานความมั่นคงทำอะไรโดยเอกเทศ โดยที่ทางประเทศและประชาชนไม่รับรู้ ไม่รับทราบ
อีกส่วนหนึ่งที่เราพูดกันมากก็คือ ที่จริงอยากจะพูดเรื่องยุทธศาสตร์ เหมือนกันเพราะว่าสอนเรื่องนี้อยู่ใน วปอ. มา ๑๕ ปี แต่ว่าจะไม่พูดตรงนี้เพราะว่าพูดแล้ว จะเสียเวลา เขาใช้ยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนประเทศเขานี่ เขาใช้ยุทธศาสตร์ของสหภาพยุโรป เป็นยุทธศาสตร์แม่ แล้วมาทำยุทธศาสตร์ของประเทศตัวเองให้สอดคล้องกับสหภาพยุโรป ทหารเช่นเดียวกัน ทำไมเขาถึงเป็นทหารอาชีพ ทหารอาชีพของเขาคือไม่สามารถที่จะ วางแผนหรือทำอะไรได้เองโดยพลการ ต้องวางแผนภายใต้ยุทธศาสตร์ของนาโต (NATO) แล้วก็มาทำยุทธศาสตร์ตัวเอง แล้วควบคุมกำกับโดยทางรัฐสภาทั้งหมด อันนี้เป็นสิ่งที่เขาทำ ที่ผมพูดอย่างนี้ผมไม่ต้องการให้เอามาใช้ในประเทศไทยเพราะมันคนละระบบ แต่ที่มา เขาเป็นอย่างนี้ เขาจึงต้องมีระบบเลือกตั้งแบบเอ็มเอ็มพี ที่เกิดความสมดุลของพรรคการเมืองทั้งหมด เพื่อไม่ให้พรรคการเมืองแตกแยก แล้วในกลุ่มที่ท่านได้มีกลุ่มการเมือง แต่กลุ่มการเมืองของเขา คือกลุ่มชาติเผ่าพันธุ์ แล้วเป็นกลุ่มชาติเผ่าพันธุ์อย่างโดยแท้จริง แล้วกลุ่มชาติเผ่าพันธุ์ เขามาจากหลากหลายที่อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศของเขา ถ้าเผื่อจะดูว่าความแตกต่าง และความแตกแยกกลุ่มชาติเผ่าพันธุ์ มันล่มสลายขนาดไหนดูได้ในเบลเยียม ครั้งหนึ่ง ผมเดินทางไปเบลเยียม เบลเยียมขณะนั้นมีการเลือกตั้งเรียบร้อยไปแล้ว ๖ เดือนเศษ ไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ เพราะว่ากลุ่มเฟมิสที่ใช้ภาษาฮอลแลนด์ กลุ่มที่ใช้ภาษา ฝรั่งเศสและกลุ่มที่ใช้ภาษาเยอรมันนั้นไม่ยอมร่วมกันที่จะตั้งรัฐบาล จึงไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ ตรงนี้เขาใช้รูปแบบนี้มา เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ผมก็คิดว่าการใช้รูปแบบสัดส่วนผสมผมเห็นด้วย แล้วก็คิดว่าเพียงแต่ว่าจะใช้สัดส่วนผสมอย่างไรให้เหมาะสม แล้วก็ตามที่ท่านได้บอกไว้แล้ว ว่าปี ๒๕๔๐ เราผิดพลาดไปแล้วที่เราไปทำแบบนั้น ก็เห็นด้วยว่าผิดพลาด แล้วเราจะเห็นสัญญาณว่า ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมานั้น ตั้งแต่เราใช้ระบบการเลือกตั้งแบบนี้ก็ขัดแย้งกันมาโดยตลอด แล้วก็ขัดแย้งดูรู้สึกเหมือนว่ารุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนี้ท่านจะใช้ยาแบบใหม่ ก็คือว่า ใช้ความเข้มแข็งมาอยู่ที่พลเมือง แล้วท่านจะสร้างพลเมืองอย่างไร วันนี้ผมก็อยากจะฝาก อย่างนี้ว่าปัญหาของการเมืองไทยนั้นผมเชื่อแน่ว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญคงได้ คุยกันมากว่าแท้ที่จริงรากเหง้าแห่งปัญหามันมาจากที่ไหน มันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง หรือมันเป็นระบบ หรือมันเป็นที่ตัวคน ถ้าเผื่อถามผม ผมว่าตัวคนนี่ล่ะเป็นอันดับแรกเลย ที่สร้างความปั่นป่วนวุ่นวายทั้งหมด แม้แต่โครงสร้างดีแล้ว ระบบดีแล้ว ตัวคนไม่ปฏิรูปก็ยัง เป็นอย่างเดิม แล้วก็จะทำให้มองเห็นว่าแม้จะเขียนรัฐธรรมนูญดีขนาดไหน เขียนมาแล้ว กี่สิบฉบับ จะ ๒๐ ฉบับ ไม่ได้มีการปฏิรูปเรื่องคนทั้งสิ้น แม้แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผมก็ยังมองไม่เห็น ส่วนในการปฏิรูปเรื่องคนอย่างแท้จริง เหมือนอย่างที่ผมไปดูงานที่ประเทศเยอรมันมา เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่าเป็นส่วนที่สำคัญ โครงสร้างผมเห็นด้วยที่จะทำโครงสร้างอย่างไร ผมคิดว่าตรงนั้นไม่ใช่ปัญหาใหญ่สาระหรอก ผมคิดว่าสาระสำคัญอยู่ที่เรื่องคน แล้วถึงแม้ว่า บางท่านจะบอกว่าการใช้รูปแบบสัดส่วนผสม แล้วใช้สัดส่วนอย่างนี้อาจจะทำให้เกิด ความขัดแย้ง แล้วจะเกิดให้เป็นปัญหาทำให้รัฐบาลอ่อนแออะไรต่าง ๆ ก็ว่ากันไป ซึ่งก็จะต้อง ดูต่อไปว่าอาการมันยังไม่ออกตอนนี้ อาการมันจะออกไปประมาณสัก ๔ ปีถึง ๘ ปีข้างหน้า จะเห็นหลักการว่าที่เราออกแบบวันนี้มันจะเป็นอย่างที่เราต้องการนั่นหรือเปล่า เพราะฉะนั้น ในส่วนตรงนี้ผมอยากจะฝากในส่วนที่เรากำลังจะมอบในระบบการตรวจสอบต่าง ๆ ที่เข้มแข็งให้ไปอยู่ที่ภาคประชาชนทั้งหมด แต่ภาคประชาชนนั้นเรากำลังจะแปลงกายได้เป็น พลเมือง ผมก็เห็นอภิปรายกันเยอะว่าแล้วพลเมืองนี้หน้าตามันเป็นอย่างไร ๒๕๐ คนเดินผ่าน สภาแห่งนี้แล้วเข้ามาเป็นประชาชนแล้วกลายออกเป็นพลเมืองทั้งหมดใช่ไหม มันเข้า เครื่องจักรอะไรถึงจะเป็นพลเมือง ผมว่าอันนี้น่าคิด น่าสนใจมาก ในสถาบันพระปกเกล้าเอง ก็มีการอบรมเรื่อง ซีวิค เอดูเคชัน (Civic education) คือการเมืองภาคพลเมืองมาไม่ต่ำกว่า ๑๐ ปีแล้ว แต่ก็ไม่ได้เป็นรูปแบบที่จะแผ่ขยายออกไปทั้งประเทศ แต่ในประเทศที่ท่านเอาต้นแบบ การเลือกตั้งแบบนี้เขาทำกันทั้งประเทศ เขาทำไปทุกจุด แล้วโดยเฉพาะท่านต้องการสัดส่วน ผสมรูปแบบใหม่ที่ต้องการให้ทุกคะแนนเสียง ประชาชนทุกคนมีเสียงที่มีคุณค่า การที่จะมี คุณค่าประชาชนต้องเป็นพลเมือง ประชาชนต้องเป็นผู้ที่มีคุณภาพจริง ๆ ถึงจะทำสิ่งนี้ ได้สมกับที่ท่านอยากจะให้เกิดขึ้น ในรูปแบบพลเมืองของเขา พลเมืองของเขาต้องเข้าใจ ระบอบประชาธิปไตย เราต้องยอมรับว่าวันนี้ความเข้าใจระบอบประชาธิปไตยยังแตกต่างกัน ความเข้าใจระบอบประชาธิปไตยยังหลากหลาย ความเข้าใจระบอบประชาธิปไตยแบบไทย ๆ เรามันเป็นอย่างไร เราต้องออกแบบมาให้ชัดเจน ตรงนี้ก็เป็นส่วนที่ผมอยากจะเสนอวันนี้ เลยไม่ได้พูดเรื่องเกี่ยวกับภาคพลเมืองเลย
ผมขอเพิ่มเติมนิดหนึ่ง ขอใช้เวลาเพิ่ม ในส่วนของภาคพลเมืองของเขา ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ว่าภาคพลเมืองของที่เราเอามาเขาผ่านการสร้างพลเมืองโดยมูลนิธิ ท่านคงได้ยินชื่อมูลนิธิคอนราด อาเดเนา ท่านเคยได้ยินมูลนิธิเฟรดิช นอแมน ท่านเคยได้ยิน มูลนิธิของ เฟรดริช แอเบิร์ท ซึ่ง ๓ องค์กรนี้ผมก็ร่วมกับทำงานกับเขาอยู่ ๕ ปีถึงปีปัจจุบัน แล้วก็ยังมีมูลนิธิอีก ๒ มูลนิธิใหญ่ ๆ ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้พรรคการเมืองของเขาทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นพรรคอนุรักษ์นิยม พรรคเสรีประชาธิปไตย พรรคแนวสายกลาง พรรคกรีน แล้วก็พรรคอนุรักษ์นิยมซีเอสยู ทั้งหมดเขาให้งบประมาณผ่านองค์กรพวกนี้ปีละ ๒๓,๐๐๐ ล้านบาท แต่วิธีการให้งบประมาณของเขาดีมากเลยครับ เพื่อไปสร้างประชาธิปไตยและให้ความรู้ ประชาชนนี้เขาให้ดูตัวเลขย้อนหลังไป ๓ ครั้งที่มีการเลือกตั้ง แล้วก็ดูสิว่าพรรคไหน ได้งบประมาณเท่าไร พรรคที่ได้งบประมาณน้อยจะได้งบประมาณมาก เพราะฉะนั้นพรรคที่มี คะแนนเสียงตั้งแต่ ๑ เสียงจะได้รับงบประมาณด้วย แล้วต่างคนต่างไปใช้งบประมาณนั้น ในการที่สร้างพลเมืองของเขา ในส่วนตรงนี้จะเห็นว่าเขาได้ใช้องค์กรตรงนี้ในการที่สร้างพลเมือง แล้วสร้างลึกลงไปถึงนักเรียน ถึงในองค์กรทุกองค์กรในภาคเอกชน แม้แต่ในทหารเองก็ต้อง เป็นพลเมืองด้วยเช่นเดียวกัน ผมขอเอาเรื่องเกี่ยวกับพลเมืองไว้แค่นี้แล้วกันที่จริงมีเรื่องที่พูด เยอะกว่านี้อีก แต่ว่าไม่มีเวลาพอเพราะว่าต้องเก็บไว้ปรองดองด้วยครับ
อีกส่วนหนึ่งก็เป็นส่วนมาตรา ผมขอฝากคิดตรงนี้ว่าผมดูที่ท่านได้กำหนดไว้ ๑ ใน ๕ ๑ ใน ๕ มีอยู่หลายที่ด้วยกัน มีอยู่ในมาตรา ๑๖๖ ที่ ส.ส. ๑ ใน ๕ สามารถลงชื่อ อภิปรายไม่ไว้วางใจได้ แล้วก็มาตรา ๒๗๓ สามารถที่จะร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาได้ ต้องมีเสียง ๑ ใน ๕ มาตรา ๓๐๑ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญต้องมีเสียง ๑ ใน ๕ แต่ท่าน กำหนดไว้ในมาตรา ๑๒๐ ว่ากลุ่มที่ไม่ได้อยู่ฝ่ายรัฐบาลต้องเหลือไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ ผมถามว่า ถ้าเผื่อกลุ่มรัฐบาลเขามี ๔ ใน ๕ จริง ๆ เต็มเลย ผมถามว่าอีก ๓ มาตรามีโอกาสที่จะทำงาน ได้ไหม ตอบได้เลยว่าทำไม่ได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ป่วยไม่ได้ ปวดท้องไม่ได้ ลาไม่ได้ ทำอะไร ไม่ได้ทั้งสิ้น ขาดไป ๑ คนทำอะไรไม่ได้เลย แล้วจะทำอย่างไรในเรื่องนี้ ผมให้ท่านคิดตรงนี้ ให้ด้วย ก็ฝากไว้เท่านี้ครับ ขอบคุณมากครับ