ธีรศักดิ์ พานิชวิทย์ อภิปรายเรื่องรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการวางกลไกภาคพลเมืองและความจำเป็นในการให้พลเมืองเข้าไปสู่การใช้อำนาจและเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจ โดยเสนอการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อเพิ่มอำนาจและหน้าที่ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเร่งดำเนินการโอนอำนาจหน้าที่จากหน่วยงานส่วนกลางและภูมิภาคให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการจัดวางบทบาทพลเมืองในรูปแบบการกระจายอำนาจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเรียกร้องการปรับปรุงถ้อยคำในมาตรา ๒๑๕ เพื่อสอดคล้องกับความเป็นจริง
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม ธีรศักดิ์ พานิชวิทย์ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตนำเรียนในการอภิปรายถ้าเลยเวลาขอไปชดเชย ในส่วนที่ ๒ ประเด็นที่ผมอยากจะนำเรียนไปยังท่านประธาน ประเด็นแรกก็คงเป็นประเด็น ที่ต้องขอบพระคุณคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ได้วางหลักการกลไกด้านการเมือง โดยนำสภาพปัญหาความเป็นจริงของประเทศมาเป็นกลไก ผมคงไม่อภิปรายในประเด็น เรื่องที่มาของ ส.ส. หรือ ส.ว. มากนัก เนื่องจากมีหลายท่านได้อภิปรายไว้แล้ว แต่มีประเด็นหนึ่ง ซึ่งผมอยากอภิปรายก็คือประเด็นความสมดุลในโครงสร้างใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ต้องยอมรับว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้วางกลไกการขับเคลื่อนประเทศนั้นบนพื้นฐานการเมือง แบบประนีประนอมหรือการเมืองแบบประนอมอำนาจ นั่นก็คือการจัดสรรอำนาจที่กระจาย ไปยังภาคส่วนของการเมือง ประเด็นหลักการอย่างนี้ ๑. สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่ากลไกราชการนั้น จะเป็นกลไกที่แข็งแรงเพิ่มขึ้น เราต้องยอมรับความจริงครับประธานว่าทุกยุคทุกสมัย มีวาทกรรมอยู่ ๒ วาทกรรม ในยุคการเมืองอ่อนแอ ราชการแข็งแรง ประชาชนก็จะมี วาทกรรมว่าต่อสู้กับอำนาจราชการและอำนาจรัฐ ในช่วงการเมืองแข็งแรงก็มีวาทกรรมอีกว่า ประชาชนต้องต่อสู้กับอำนาจรัฐและราชการ ใน ๒ วาทกรรมนี้ถ้าเราคิดให้ดีเราก็จะพบว่า การเมืองกับอำนาจราชการนั้นอยู่คู่กันตลอด แต่อำนาจของประชาชนนั้นมิได้อาจเข้ามาเป็นกลไกหลักในการที่จะขับเคลื่อนการพัฒนา ประเทศจนเป็นเหตุให้พี่น้องประชาชนจะต้องมีวาทกรรมในประเด็นที่ผมได้กล่าว ดังนั้น การวางกลไกภาคพลเมืองตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ได้ให้นิยามว่าพลเมืองเป็นใหญ่ ผมก็ได้ดู ในส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นส่วนการมีส่วนร่วมทางการเมือง ขบวนการการตรวจสอบก็ดี สิ่งหนึ่งก็คือว่าเรายังมองว่าการวางอำนาจของพลเมืองนั้นจำเป็นอย่างยิ่งในการที่เราจะมี โครงสร้างการปกครองประเทศในอนาคต นั่นก็คือทำอย่างไรให้ประชาชนหรือพลเมืองนั้น เป็นส่วนหนึ่งของอำนาจและการใช้อำนาจให้ได้ เราต้องยอมรับความจริงครับท่านประธาน การที่รัฐบาลก็ดี ราชการก็ดี มีกลไกในอดีตนั้นมากมายเป็นเหตุให้พี่น้องประชาชนได้รับ ความเดือดร้อนนั้น รัฐธรรมนูญฉบับนี้พยายามบอกว่าพลเมืองต้องเป็นใหญ่ สิ่งที่เป็นใหญ่ได้นั้น มี ๒ ประการด้วยกัน ประการที่ ๑ คือเป็นส่วนหนึ่งของการใช้อำนาจ ประการที่ ๒ ก็คือ เป็นขบวนการส่วนหนึ่งหรือวิธีการหนึ่งที่อยู่ในอำนาจเลย ไม่ได้เป็นส่วนของการใช้อำนาจ ดังนั้นสิ่งที่ผมกำลังมองก็คือว่าทำอย่างไรให้ประชาชนเข้าไปสู่ต้นตอของมูลเหตุของปัญหา ให้ได้มากที่สุด
ประเด็นที่ ๑ การจัดทำงบประมาณของภาครัฐ ไม่ได้มีกล่าวถึงเรื่องของการมี กลไกภาคพลเมืองที่ไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการการจัดทำงบประมาณ ก็มีแตะไว้บ้าง แต่ผมคิดว่าประเด็นเหล่านี้ถ้ามีการกำหนดให้ชัดเจนจะทำให้พลเมืองเป็นใหญ่
ประการที่ ๒ ทำอย่างไรให้พลเมืองนั้นเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางปฏิบัติ หรือการบริหารราชการแผ่นดิน ผมคิดว่าตรงนี้ได้มีการบัญญัติไว้แล้ว
ประการที่ ๓ ทำอย่างไรให้พลเมืองนั้นเป็นกลไกของกระบวนการตรวจสอบ สิ่งที่ผมจะนำเรียนก็คือว่า วันนี้เรามีกลไกการตรวจสอบภาคพลเมืองเยอะมากครับ สิ่งที่กังวลก็คือว่าในอนาคตประเทศจะทำงานอย่างไร มันเหมือนกับรถยนต์ครับ มีท่าน สปช. บางท่านได้อภิปรายไว้แล้วว่าเหมือนรถยนต์ครับ ขับไป เบรกไป ขับไป เบรกไป ถ้าเป็นเช่นนี้ จะไปบอกว่าคนขับรถละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ก็ไม่ได้ ตามมาตรา ๑๐๒ เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่ง ก็คือว่าต้องเอาพลเมืองนั้นไปอยู่ในกระบวนการตรวจสอบโดยตรงเลย แล้วไม่ต้องไปเพิ่ม กลไกให้มากมายครับ ประเด็นเหล่านี้จะไม่กระทบต่อการบริหารงานประเทศในอนาคต นั่นก็คือการบริหารงานที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนนโยบายและการคลัง
ประการที่ ๒ ก็คือกลไกเหล่านี้จะเป็นกลไกคัดคานแนวทางปฏิบัติของภาครัฐ ให้เป็นไปตามแนวทางของประชาชนและพลเมือง ดังนั้นประเด็นนี้ผมอยากจะให้มีการ ทบทวนในเรื่องของการวางกลไกภาคพลเมืองไว้ในส่วนต่าง ๆ ของภาคการเมืองและแนวทาง ปฏิบัติงานของภาครัฐ รวมไปถึงวางกลไกพลเมืองไว้ในขบวนการการตรวจสอบในเรื่องของ การมีส่วนร่วม ไม่ได้บอกว่าไปเป็นกลไกใหม่ที่เกิดขึ้น ประการที่ ๒ เป็นความเชื่อมโยงกับ ประเด็นที่ ๑ คือการจัดวางบทบาทพลเมืองในรูปแบบของการกระจายอำนาจให้กับองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น นั่นก็คือการมีส่วนร่วมและการตัดสินใจในการดำเนินกิจการขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งบัญญัติไว้ในมาตรา ๒๑๕ ครับ เราได้อ่านและมีความวิตกกังวล แต่ผม ก็เข้าใจว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้มีความเข้าใจในประเด็นนี้แล้ว นั่นก็คือท่าน ได้นิยามไว้ว่าประชาชนนั้นเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการมีส่วนร่วม พอท่านบัญญัติไว้อย่างนี้ ประเด็นที่มันเกิดขึ้นมาคืออะไรครับ ท่านไปวางนิยามว่าประชาชนนั้นคือ ประชาชนที่อยู่ในประเทศไทยถูกต้องตามกฎหมาย พลเมืองนั้นคือประชาชนชาวไทย ในมาตรา ๒๑๕ พูดกลไกไว้มากมายเลยครับ ให้มีกลไกมีส่วนร่วมในการเสนอถอดถอน การกำหนดเขตการปกครอง เสนอการออกข้อบัญญัติท้องถิ่นครับท่านประธาน ถ้าเป็นอย่างนี้ ในอนาคตเพื่อนบ้านที่มาอยู่ในประเทศไทยในหลายจังหวัด ถ้าเขาได้เสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น ได้ถอดถอนผู้บริหารท้องถิ่นได้ และความเป็นรัฐไทยมันคืออะไร ประเด็นนี้ผมอยากเสนอ ให้มีการปรับปรุงถ้อยคำให้มันสอดคล้องกับความเป็นจริงว่าถ้าท่านเขียนคำว่า ประชาชน นั้น ในอนาคตผมเองก็เป็นผู้บริหารท้องถิ่น สักวันหนึ่งอาจจะมีใครก็แล้วแต่ที่เป็นเพื่อนบ้านแล้ว มาอยู่ในประเทศไทยถอดถอนผม หรืออีกไม่นานคนไทยที่อยู่ในชนบทก็อาจจะได้รับการดูแล หรือวางหลักเกณฑ์โดยการเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นโดยบุคคลที่ไม่ได้เป็นคนไทยโดยตรง ประเด็นนี้ก็นำเรียนเพื่อเป็นแนวทางในกระบวนการการทบทวน
อีกประเด็นหนึ่งคือการวางเรื่องสมัชชาพลเมือง สมัชชาพลเมืองเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องของกระบวนการการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนนั้นได้เข้าถึงสิทธิ เข้าถึงการมีโอกาส ในการนำเสนอ เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ แล้วก็เป็นส่วนหนึ่ง ของการวางกลไกให้ผู้บริหารทุกระดับ ส่วนราชการทุกระดับพึงนำไปปฏิบัติให้สอดคล้องกับ ความต้องการของประชาชน แต่วันนี้ท่านนำสมัชชาพลเมืองไปไว้ในที่เล็กครับ นำไปผูกติด ไว้กับภารกิจของท้องถิ่น ซึ่งผมคิดว่าวางไว้ผิดที่ผิดทาง ควรจะไปวางไว้ให้เป็นกลไกเคลื่อนงาน ทุกส่วนราชการ เนื่องจากส่วนราชการนั้นมันเข้มแข็งมากขึ้น เพราะโครงสร้างการเมือง มันอ่อนแอลง เพราะมันเป็นการเมืองแบบประนีประนอมอำนาจ ดังนั้นในประเด็นนี้ผมคิดว่า การวางสมัชชาพลเมืองนั้นต้องวางในพื้นที่ที่เหมาะสมในการเคลื่อนสิทธิความเป็นพลเมือง แต่มีประเด็นที่น่าห่วงใยอยู่อีกประเด็นหนึ่งครับว่า ความเป็นสมัชชาพลเมืองหรือ เป็นพลเมืองไทยนั้น วันนี้ได้เป็นกันทุกคนแล้วครับ แต่จะเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพนั้น มันจะเป็นได้อย่างไร หรือการสร้างคุณภาพพลเมืองนั้นมันจะสร้างอย่างไร ประการที่ ๑ เราบอกว่าทำให้คนไทยเข้าถึงการศึกษา ผมก็เห็นคนไทยเข้าถึงการศึกษาจำนวนมากครับ แต่เข้าใจแต่สิทธิไม่รู้หน้าที่ สิ่งหนึ่งซึ่งผมกำลังมองว่าการขับเคลื่อนให้พลเมืองมีคุณภาพนั้น กระทำได้ ๒-๓ วิธีด้วยกัน คือ
๑. ให้ความรู้คือเรื่องการศึกษาคงปฏิเสธไม่ได้
ประการที่ ๒ ควรมีพื้นที่กลางเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ซึ่งนั่นก็คือสมัชชา พลเมือง
ประการที่ ๓ ก็คือการให้เข้าถึงโอกาส ในสิทธิและหน้าที่บนพื้นฐาน การมีจิตสำนึกในความรับผิดชอบที่ไม่กระทบต่อสิทธิของผู้อื่น
ดังนั้น ในประเด็นนี้ผมอยากนำเสนอว่าเราขอเสนอว่า ๑. ขอในมาตรา ๒๑๕ ได้โปรดทบทวนคำว่า ประชาชน กับ พลเมือง ในหมวดของท้องถิ่นทั้งหมด ๖ มาตรา ประเด็นที่ ๒ ช่วยจัดวางสมัชชาพลเมืองไว้ที่ที่เหมาะสมแล้วก็ให้เขาอยู่ในพื้นที่ที่ขับเคลื่อน ทุกภาคส่วนให้ได้ ซึ่งมันมีวรรคสี่ เขียนไว้ว่า ควรจะมีรูปแบบองค์กร ซึ่งตรงนั้นไม่จำเป็น มันควรจะเป็นพลังในภาพรวมที่ขับเคลื่อนสิ่งต่าง ๆ ให้เกิดกลไกการพัฒนาประเทศ ที่ไปขับเคลื่อนการเมืองและราชการได้
ใน ๒ ประเด็นสุดท้ายครับ ที่ผมอยากขอเพิ่มเติมคือในมาตรา ๒๑๒ คือ เรื่องของอำนาจและหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สิ่งที่ต้องเพิ่มท่านไม่ได้บัญญัติ เรื่องศาสนาและกีฬาเอาไว้ แต่สิ่งที่ท่านไม่ได้บัญญัติ ๒ เรื่องก็ขอเพิ่ม แต่สิ่งที่อยากจะ ขอเพิ่มเติมอีกประเด็นหนึ่งก็คือว่าเวลาที่เราทำกฎหมายประกอบเกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้ ขอให้มีการออกแนวทางให้ชัดเจนว่า การให้อำนาจหน้าที่ของท้องถิ่นนั้นหน่วยงานเดิม ซึ่งเป็นหน่วยราชการส่วนกลางก็ดี ส่วนภูมิภาคก็ดี ซึ่งท่านได้กำหนดไว้ในมาตราหนึ่งที่บอกว่า ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นมีหน้าที่จัดบริการสาธารณะขั้นพื้นฐาน ต้องบังคับให้ หน่วยงานเหล่านี้โอนอำนาจและหน้าที่ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย ไม่เช่นนั้นองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นก็จะเป็นผู้ที่ไม่มีอำนาจมีแต่หน้าที่
ประเด็นสุดท้ายครับ คือประเด็นที่กำหนดไว้ในมาตรา ๘๘ ที่ไปกำหนดว่า รัฐไม่ควรดำเนินกิจการใดที่ไปแข่งขันกับภาคเอกชน ประเด็นนี้กระทบในอนาคตองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นไม่สามารถที่จะก้าวไปสู่การพัฒนารายได้ของตนเองได้และไม่สามารถ ไปจัดบริการให้ประชาชนเข้าถึงโอกาสในเรื่องของการเพิ่มความสามารถในด้านเศรษฐกิจ ครัวเรือนได้ ซึ่งในมาตรานี้ผมขออนุญาตปรับแก้ไขว่าการดำเนินการของรัฐกับการแข่งขันกับ เอกชน ผมว่าอย่าไปวิตกกังวลครับ ถ้ามันเกิดการแข่งขันแล้วมันเกิดประโยชน์สูงสุด คือ มันใช้ประชาชนเป็นศูนย์กลางของการแข่งขันแล้ว ผมคิดว่าผลประโยชน์ที่ได้คือประชาชนครับ อย่าไปกังวล ในประเด็นนี้ถ้าท่านบัญญัติอย่างนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะไม่สามารถ จัดบริการขั้นพื้นฐานและไม่สามารถขับเคลื่อนกลไกด้านเศรษฐกิจชุมชนได้ อันนี้ก็ขออนุญาต นำเรียนท่านประธานไปยังท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ผมก็คงมีประเด็นอยู่ ๓-๔ ประเด็นที่ได้นำเรียนท่านประธาน แล้วก็อยากจะฝากว่าความสมดุลของการเมือง ในอนาคตไม่ว่าจะเป็นฝ่ายการเมือง ฝ่ายราชการ ฝ่ายพลเมืองนั้น ถ้าจัดวางความสมดุล ได้อย่างดี ผมคิดว่าประเทศไทยก็จะเดินหน้าไปอย่างมีคุณภาพครับ ขอบพระคุณครับ