นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ เสนอแนะให้คณะรัฐมนตรีปรับปรุงกระบวนการตัดสินใจโดยการอ่านข้อมูลรอบด้าน และเตรียมความพร้อมในการนำเสนอระบบคณะรัฐมนตรีในอนาคต
กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ความจริงผมเอง มีหน้าที่ที่ต้องชี้แจงเกริ่นนำเรื่องของอำนาจหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี คงต้องอีกสัก ๒ ชั่วโมง แต่อย่างไรก็ตามเมื่อท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้อภิปรายถึงปัญหาเรื่องของอำนาจในระบบ การเมืองไทย ท่านกล่าวถึงการแบ่งแยกอำนาจ กล่าวถึงเรื่องของการเลือกตั้งระบบบัญชีรายชื่อ ระบบโอเพน ลิสต์ ทำให้รัฐบาลอ่อนแอ ทำให้เกิดการแตกแยกอะไรต่าง ๆ ผมคิดว่า เพื่อความเข้าใจให้ตรงกันสักนิดหนึ่งว่า กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเราได้พูดคุยกันถึง พื้นฐานของการเมืองการปกครองไทยกันมาพอสมควร ต้องกราบเรียนท่านว่าพื้นฐาน ของการเมืองการปกครองไทยนั้นความเป็นมานั้นอำนาจสูงสุดนั้นเรายอมรับอยู่ในมาตรา ๓ ว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน แต่ต้องอ่านให้ครบว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยนั้น ทางรัฐสภา ทางฝ่ายบริหารและศาล การพูดเรื่องนี้อาจจะดูว่าเป็นเรื่องเก่าแก่โบราณ เป็นเรื่องหลักการ แต่ในทางปฏิบัติหรือความเป็นจริงทางการเมืองแล้ว การอ่านอำนาจ ทางการเมืองต้องดูให้ครบถ้วน เพราะว่ามองเตสกิเออร์นั้นพูดถึงเรื่องการแบ่งแยกอำนาจไว้จริง ใครก็ตามที่เรียนทฤษฎีทางรัฐศาสตร์ ทฤษฎีกฎหมายมหาชนทราบว่ามองเตสกิเออร์พูดถึงเรื่อง การแบ่งแยกอำนาจไว้ ก็ต้องอ่านให้ครบ ว่าการแบ่งแยกอำนาจไว้ อำนาจการเมืองจริง ๆ แม้ว่า จะมาจากปวงชน มาจากประชาชนคนส่วนใหญ่ ก็คืออำนาจการเลือกตั้ง แต่อำนาจ ในการเมืองการปกครองของทุกประเทศจะมีสัดส่วนที่ผสมและสมดุลกันได้ก็ต่อเมื่อมีอำนาจ ของคนส่วนใหญ่ที่ใช้ร่วมกับอำนาจของคนส่วนน้อย และอำนาจของคนคนเดียว คือพูดง่าย ๆ ว่า อำนาจมีลักษณะพหุอำนาจอยู่ อย่างเช่นในกรณีของสังคมไทยเองนั้นเราก็รับมาตั้งแต่ การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ แล้ว ว่าไม่ใช่เป็นอำนาจของปวงชนเพียงลำพัง หรือเพียงฝ่ายเดียว เราคงต้องไม่ลืมว่าพระมหากษัตริย์นั้นทรงอยู่ร่วมกับประชาชนชาวไทยมาเป็นเวลาช้านาน นับตั้งแต่เรามีประเทศชาติบ้านเมืองเกิดขึ้นมา ที่กล่าวเช่นนี้เพราะท่านเองพูดถึงเรื่องของ การเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง ก็ต้องขอกราบเรียนท่านด้วยความเคารพว่าคณะกรรมาธิการ ได้พูดคุยกันเรื่องนี้มาพอสมควร ว่าการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีนั้นถ้าเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี โดยตรงที่ท่านกล่าวไปเมื่อสักครู่นี้ ก็คงต้องบอกว่าเราไม่มีแบบธรรมเนียมว่าถ้าเลือกตั้ง โดยตรงแล้วพระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งซ้ำเข้าไปอีกได้อย่างไร เราคงต้องไม่ลืมว่า นายกรัฐมนตรีนั้นมาจากบุคคลที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง แต่งตั้งตามข้อเสนอของ ประธานรัฐสภาหรือประธานสภาผู้แทนราษฎร อันนี้ก็เป็นเรื่องที่มันเป็นหลักที่มันต้องกระทำ ด้วยความระมัดระวัง แน่นอนที่สุดพระมหากษัตริย์ก็ไม่ควรจะทรงแต่งตั้งบุคคลที่ไม่ได้ มาจากคำแนะนำของประธานสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นเมื่อพูดถึงอำนาจการเมืองไทย แล้วก็ต้องเรียนว่าอำนาจทั้ง ๒ ส่วนนี้เราต้องดูด้วยความระมัดระวัง เพราะจริง ๆ เวลาเราพูด เราพูดครึ่งเดียว อำนาจจากปวงชนชาวไทย อันนี้เป็นหลักการพื้นฐานของทฤษฎี ประชาธิปไตย ทฤษฎีประชาธิปไตยที่ใด ๆ ในโลกก็ต้องพูดว่าอำนาจพื้นฐานเป็นของ ประชาชน เป็นของแดร์ โมสท์ (Their most) คนส่วนใหญ่ แต่ในท้ายที่สุดอำนาจนั้น จะทำงานได้อย่างไร จริง ๆ ก็ต้องอยู่คู่กับคนที่เป็นประมุขของประเทศ แล้วประมุขของ ประเทศไทยเป็นกรณีพิเศษด้วย ไม่ใช่ประมุขที่มาจากการเลือกตั้งของสภา อาจจะเรียกว่า เป็นประธานาธิบดี บางแห่งก็อาจจะเรียกว่าเป็นตำแหน่งอื่น ๆ เป็นประธานประเทศ เป็นอย่างอื่น แต่ประมุขของประเทศไทยเป็นพระมหากษัตริย์ ก็ต้องดูให้เกิดความสมดุล ให้เกิดความพอดี เช่นเดียวกันครับการเลือกตั้ง ผมพูดอีกนิดเดียว การเลือกตั้งระบบ บัญชีรายชื่อซึ่งเราเริ่มใช้ในปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ นั้นที่ท่านบอกว่าเลือกตั้ง ส.ส. เขต ภาคใต้ ก็เป็นพรรคประชาธิปัตย์ เลือกตั้ง ส.ส. บัญชีรายชื่อ ของภาคใต้ก็เป็นพรรคประชาธิปัตย์ เลือกตั้ง ส.ส. เขตของภาคอีสานก็เป็นพรรคไทยรักไทย ขออนุญาตเอ่ยชื่อ ส.ส. บัญชีรายชื่อ ก็เป็นพรรคไทยรักไทย อันนี้ถูกต้องครับ เพราะการเลือกตั้งระบบที่เราใช้ในปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ นั้นกรรมาธิการได้พิจารณาแล้วเป็นระบบเลือกตั้งที่มีความผิดพลาด เป็นระบบ บัญชีรายชื่อที่เราเอามาคู่ขนานกับระบบเขต เราเรียกระบบพาราลเลล (Parallel) คือเขตได้ แล้วก็เอาบัญชีรายชื่อแถมให้อีก เพราะฉะนั้น ส.ส. จึงไม่ได้สะท้อนความนิยมของประชาชน จริง ๆ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าพรรค ก ได้ความนิยมจากประชาชน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ต้องบอกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของ ส.ส. ๕๐๐ คนนั้นให้เด็กประถมก็คิดได้ว่าควรจะมี ๒๕๐ คน ถ้า ส.ส. ในสภามี ๕๐๐ คน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ คือ ๒๕๐ คน แต่จะด้วยเหตุอะไรก็ตามระบบคู่ขนานนั้น มันทำให้เกิดว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์แล้วได้ ๓๗๗ ครับท่าน ก็มันกลายเป็น ๗๘ เปอร์เซ็นต์ ๗๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ไปได้อย่างไรก็ไม่ทราบ มันเป็นระบบที่มีความแปรปรวน แล้วมี ความลำเอียง มีความกีดกัน มีความไม่ตรงกับความต้องการที่แท้จริงของประชาชน ผมอยากจะเรียกอย่างนี้แล้วกัน จะเรียกว่ากีดกันก็ไม่เชิง จะเรียกว่าเป็นระบบที่มันบิดเบี้ยว ไม่ตรงกับความต้องการที่แท้จริงของประชาชน การเมืองที่น่าห่วงที่สุดก็คือตรงนี้ล่ะครับ เพราะฉะนั้นการออกแบบในครั้งนี้คณะกรรมาธิการก็เลยคิดว่าเราควรจะทำอย่างไร ให้คะแนนเสียงนั้นมีความยุติธรรม ให้พรรคใหญ่ก็ใหญ่จริงครับ พรรคที่ได้รับความนิยมก็ควรจะ ได้รับความนิยมจริง ๆ เราไม่มีความตั้งใจที่จะกลั่นแกล้งพรรคใหญ่หรือว่าไปส่งเสริมพรรคเล็ก ไม่ใช่เลยครับ พรรคใหญ่ได้ความนิยม ๕๐ ก็ควรจะได้ ๕๐ ประมาณนั้นละครับ ไม่ควรจะ บิดเบี้ยวไปมาก ไม่ใช่ว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์แล้วได้เกิดโผล่ไป คิดที่นั่งมาแล้วมันได้ ๘๐ ที่นั่ง มันคิดอย่างไรก็เอาเครื่องคิดเลขมาอย่างไรมันก็คิดไม่ออก ไม่รู้มันออกมาอย่างไร ก็แสดงว่า ระบบมันแปรปรวน คือถ้าใหญ่ได้รับความนิยมจริงก็ควรจะได้แบบนั้น เราไม่ได้มีเจตนารมณ์ที่จะแกล้งพรรคใหญ่ หรือว่าส่งเสริมพรรคเล็กหรือกลุ่มการเมือง ให้เกินกว่าเหตุ เพราะฉะนั้นถ้าเป็นอย่างนั้นจริงก็ต้องเรียนว่า เราพยายามทำระบบ ให้มันซื่อตรง ให้พรรคการเมืองได้รับความนิยมตรงกับความต้องการของประชาชนจริง ๆ ไม่ได้ตั้งใจที่จะทำลายระบบพรรคเลย
ส่วนเรื่องของคณะรัฐมนตรีที่จะมีความอ่อนแอนั้น ก็ต้องบอกว่าขอให้ท่าน อ่านดูด้วยความรอบคอบ เดี๋ยวอีกสักครู่หนึ่งเมื่อถึงเวลาที่อภิปรายเรื่องระบบคณะรัฐมนตรี ผมจะลุกขึ้นมากล่าวนำในเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง ถ้าผมกล่าวนำไปตอนนี้ก็เกรงว่าจะกินเวลา ของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผมรับฟังทุกความเห็นด้วยความชื่นชม แล้วก็ยินดีที่จะรับไป ปรับปรุงแก้ไขตามสมควรครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน