นิรันดร์ พันทรกิจ หารือเรื่องรัฐธรรมนูญ โดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับข้อบกพร่องและกระบวนการออกกฎหมายที่จำกัดโอกาสในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน นอกจากนี้ยังวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับวาทกรรมที่ไม่เหมาะสมและกระบวนการเลือกตั้งที่ซับซ้อน นิรันดร์ พันทรกิจ ยังเสนอแนวทางแก้ไขข้อบกพร่องและกระบวนการออกกฎหมายที่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิรันดร์ พันทรกิจ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ลำดับที่ ๑๑๕ ท่านประธานครับ ผมฟังการอภิปรายมา ๒-๓ วัน ตำหนิรัฐธรรมนูญฉบับนี้เยอะมาก แต่ด้วยความเคารพครับ ผมได้อ่านหลายเที่ยวพลิกไปพลิกมา แม้ว่าเวลามันจะสั้น แต่กระผมคิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ดีมาก คือผมเปรียบเทียบกับท่านนิมิต สิทธิไตรย์ บอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เหมือนกับบัวลอยไข่หวาน คือไข่ก็สด แป้งก็ดี น้ำตาลก็ใช้ได้ แปลว่าทั้งฉบับดี คือโดยรวมแล้วนี่ดีมาก แต่เสียดายนิดเดียวครับท่านประธาน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ บัวลอยไข่หวานถ้วยนี้มันมีขี้จิ้งจกอยู่ ๗-๘ เม็ดครับ มันมีขี้จิ้งจกลอยอยู่ ๖-๗ เม็ด วันนี้ ผมจะพูด ๒ เรื่องเท่านั้น ๑. เหตุของการมีขี้จิ้งจก ๒. ขี้จิ้งจกมีอะไรบ้าง เพราะฉะนั้นเวลามีขี้จิ้งจก มันมีทางปฏิบัติอยู่ ๓ ทาง ๑. กินทั้งขี้จิ้งจกนั่นละครับ กินเข้าไปเลย กวน ๆ แล้วกินเข้าไป ๒. ตักขี้จิ้งจกออก แล้วกลั้นใจกินเข้าไป ๓. เททิ้ง เอาถ้วยใหม่มา ท่านประธานครับ สาเหตุ ที่ทำให้เกิดขี้จิ้งจก ผมคิดว่ามีอยู่ประมาณ ๓-๔ ประการ
ประการแรก การร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาจากเงื่อนไขจากรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ เล่มนี้ครับ คือให้อำนาจ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมาก แปลว่าแม้จะเขียน แม้จะมีกฎหมายร่างมาบอกว่า ให้อำนาจคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะต้องไปฟังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อันโน้น อันนี้ อันนั้น ประชาชน แต่ในท้ายที่สุดแล้วอำนาจก็ยังอยู่ที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทีนี้ถ้าสมมุติว่าคณะกรรมาธิการของเราอภิปรายกัน ๗ วัน ๗ คืน ปรากฏว่าเราก็ทำแปรญัตติไป ถ้าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเขาไม่เอา เหลวเป๋ว ใช้การไม่ได้ เขาทิ้งลงถังขยะ เขาก็ทำได้ครับ มันอยู่ที่ว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเขาจะฟังหรือไม่ เพราะว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวเขาให้สิทธิ ให้อำนาจเอาไว้ ผมเสียดายครับท่านประธาน บอกด้วยความเคารพจริง ๆ ว่าตอนทำฉบับร่างมาให้เรามันน่าจะทำความเห็น ของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อยมาด้วย ผมไม่เชื่อหรอกครับว่า คณะกรรมาธิการทั้งหมดที่ร่างกันมา ๓๖ คนนี้จะเห็นเป็นเอกฉันท์ทุกประเด็น ผมไม่เชื่อ แต่เสียดายจริง ๆ ครับท่านประธาน ไม่มีความเห็นของคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยให้เราเห็น นี่ยกตัวอย่างง่าย ๆ ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มา พ่อเจ้าประคุณรุนช่อง คิดได้อย่างไร เอาหมวดพระมหากษัตริย์ไปปนกับหมวดประชาชน รัฐธรรมนูญที่เขาร่างกันมาไม่รู้กี่ฉบับแล้วครับ ๑๐ กว่าฉบับ เขาแยกพระมหากษัตริย์ออกไป อย่างนี้ง่าย ๆ ผมคิดว่าไม่มีคณะกรรมาธิการ เห็นด้วยทั้งหมดหรอกครับ คงต้องมีคิดอย่างผมบ้าง แต่ทำไมไม่เอาออกมาโชว์ให้เห็นละครับ ทำไมไม่ให้คณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยเขาได้มีโอกาสได้แสดงความคิดเห็นบ้างละครับ อันนั้นประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ให้เวลาในการรับฟังความคิดเห็นน้อยมาก ให้วันที่ ๑๗ วันที่ ๑๘ วันที่ ๑๙ บางคนส่งไปเชียงใหม่ อ้ายโน้น จะกลับมาจากเชียงใหม่ จะมาประชุมวันที่ ๒๐ ไปอยู่โน่นแล้ว ต้องมารับวันที่ ๒๐ ตอนเช้า กฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ไม่ใช่โรตี ที่รับแป้งตอนเย็นแล้วก็มานวดตอนกลางคืน แล้วก็ทำเป็นลูกมาฟาดขายตอนเช้า อันนั้นมัน โรตีครับ ไม่ใช่รัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญหมายความว่าสมาชิกจะต้องมีโอกาสได้อ่านได้ศึกษา มันเชื่อมโยงมาตรานั้น มาตรานี้ อะไรอย่างไร มันต้องมีการศึกษากันอย่างชัดเจน แล้วมา แสดงความคิดเห็น นั่นประเด็นที่ ๒ ที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่เป็นข้อจำกัดที่ทำให้กฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับนี้มันมีขี้จิ้งจกอยู่ เดี๋ยวผมจะพูดเรื่องขี้จิ้งจกมีอะไรบ้าง
ที่มาประการที่ ๓ ประชาชนไม่มีสิทธิมีเสียงในการแสดงความคิดเห็น คือที่ไปทำกันในจังหวัดต่าง ๆ ทำช่วงที่กำลังร่างรัฐธรรมนูญ ประชาชนก็ไม่ได้เห็นว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้มันมีอย่างไร ๆ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ มาตราอย่างไร ๆ คือประชาชน ก็แสดงความคิดเห็น คำถามก็ถามไป ผมไปฟัง มีประชาชนคนหนึ่งบอกไม่เอา ผมไปเป็น วิทยากร บอกเขาไม่เอา ปาหี่ ไม่เกี่ยวเลย อยากจะดูรัฐธรรมนูญเขาร่างอย่างไร จะได้ เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ จะได้เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย อันนี้เป็นความเห็นสำคัญของ ประชาชน ผมคิดว่านี่เป็นประเด็นสำคัญ เพราะฉะนั้นประชาชนก็ไม่ต้องมโนเอา เขาก็จะได้ เห็นร่างจริง ๆ แล้วเขาก็จะได้ทำประชาพิจารณ์ได้ว่าเขาเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไร
ประเด็นที่ ๔ เกิดวาทกรรมแปลก ๆ ในช่วงกฎหมายรัฐธรรมนูญร่างกันอยู่ เช่น ลงเรือแป๊ะต้องตามใจแป๊ะ ท่านประธานครับ เรือนี้ไม่ใช่เรือแป๊ะครับท่านประธาน เรือของประชาชน แป๊ะไปยึดมา ไม่ใช่เรือแป๊ะ แต่ว่าวันนั้นถ้าแป๊ะไม่ยึดก็วุ่นวาย ต้องยกคะแนน ให้กับแป๊ะเขา ถ้าไม่อย่างนั้นมันฆ่ากันเลือดท่วมเรือแน่เลย เพราะฉะนั้นต้องให้เหตุการณ์นี้ มันสงบ ปกติ เป็นเพราะแป๊ะเข้ามาช่วย แต่ว่าแป๊ะต้องคืน แล้วไม่ใช่ตามใจแป๊ะ มันต้องตามใจประชาชน อำนาจอธิปไตยไม่ใช่ของแป๊ะ เพื่อแป๊ะ เพราะแป๊ะ อะไรไม่ใช่ อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน อันนี้เป็นเหตุของการที่ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีจุด ที่สำคัญที่เรียกว่า ไข่จิ้งจกอยู่ในบัวลอยไข่หวาน
ท่านประธานครับ ไข่จิ้งจกเม็ดแรก รัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนบนสมมุติฐาน ที่ว่ารัฐบาลที่ผ่านมาที่มันวุ่นวายก็เพราะรัฐบาลเข้มแข็งเกินไป รัฐบาลเข้มแข็งเกินไป เพราะฉะนั้นเวลาออกแบบรัฐธรรมนูญนี้มันต้องออกให้รัฐบาลอ่อนแอ มีท่านพูดหลายครั้ง มีบทความท่านเขียนหลายครั้ง เพราะฉะนั้นต้องเอาแบบเยอรมันมา อะไรมา ท่านประธานครับ ท่านดิเรกก็พูดแล้ว ท่านอาจารย์สมบัติก็พูดแล้ว ท่านจะมาปฏิเสธไม่ได้ว่ามันมีบทความ มีงานเขียน และท่านพูดหลายครั้ง การออกแบบรัฐธรรมนูญมันต้องให้รัฐบาลเข้มแข็ง บ้านเมืองประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ ที่เจริญก้าวหน้าเพราะรัฐบาลเขาเข้มแข็ง ประเทศสิงคโปร์มีฝ่ายค้าน ๒ คน ไม่มีน้ำหนัก แต่ว่าที่เขาเข้มแข็งเพราะว่าเขาใช้ความเข้มแข็งนั้น ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่ารัฐบาลเข้มแข็งไม่ดี รัฐบาลเข้มแข็งดี แต่อย่าใช้ ความเข้มแข็งไปในทางที่ไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นวิธีการไม่ใช่ไปทำให้รัฐบาลอ่อน มันต้อง ทำให้รัฐบาลเข้มแข็ง แต่ว่าต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุลได้ จุดสำคัญก็คือกระบวนการในการ ตรวจสอบถ่วงดุล ท่านประธานครับ ท่านก็อ้างมองเตสกิเออร์ (Montesquieu) ผมไม่รู้ว่า มองเตสกิเออร์เพิ่งเกิดหรือว่ามันเกิดนานแล้ว ตอนที่ทำรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ มองเตสกิเออร์มันเกิดหรือยังอาจารย์บวรศักดิ์ หรือว่าเพิ่งอ่านเจอถึงทำปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ออกมาอีกแบบหนึ่ง เสียหายหมด ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นกระบวนการจุดสำคัญ ของการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จึงอยู่ที่ว่าจะทำให้รัฐบาลเข้มแข็งและมีการตรวจสอบ ถ่วงดุลอย่างมีประสิทธิภาพอย่างไร
ประเด็นที่ ๒ ครับ ขี้จิ้งจกเม็ดที่ ๒ เมื่อคิดตั้งโจทย์ ตั้งสมมุติฐานว่า รัฐบาล ต้องอ่อนแอ เพราะฉะนั้นต้องเอาระบบที่เรียกกันว่า เอ็มเอ็มพี (MMP) มา เอาระบบเยอรมันมา รัฐธรรมนูญของเรานี้มันเอามาหลายแบบแล้วครับ เอาแบบประเทศอังกฤษมา มีลักษณะของ ที่เรียกว่า ระบบรัฐสภาอังกฤษ แล้วไปเอาระบบ เซพาเรชัน ออฟ เพาเวอร์ (Separation of Power)จากประเทศสหรัฐอเมริกามา ไปเอาระบบเลือกตั้งจากประเทศเยอรมันมา ไปเอา โอเพน ลิสต์จากประเทศเนเธอร์แลนด์มา ไม่รู้เป็นสัตว์ประหลาดอะไรอยู่ตอนนี้ เพราะฉะนั้น ผมคิดว่ากระบวนการในการออกแบบมีการเลือกตั้งในลักษณะเอ็มเอ็มพี ในรูปแบบเยอรมัน ที่เราคิด แล้วตอนหลังก็บอกว่าไม่ใช่ประเทศเยอรมันเป็นแบบของประเทศไทย ท่านประธานครับ การเอาแบบไหนมาก็ตาม ผมคิดว่าต้องคำนึงถึงคุณสมบัติ ต้องคำนึงถึงวัฒนธรรมของ สังคมไทย ของสังคมนั้น สังคมนั้นประเทศเยอรมันเขาได้ประสบการณ์จากนาซี (Nazi) เพราะมีประสบการณ์คนละแบบกับเรา เพราะฉะนั้นเมื่อวัฒนธรรมการเลือกตั้งของคนเยอรมัน เวลาเขาเลือกเขาเลือกเขต เขาเลือกพรรคนี้ อันนี้วัฒนธรรมเขา แล้วก็ปาร์ตี ลิสต์เขาเลือก อีกพรรคหนึ่งเพื่อมาถ่วงดุล ของเราภาคใต้ เขตก็พรรคประชาธิปัตย์ ปาร์ตี ลิสต์ ก็พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย ภาคอีสาน เขตก็พรรคเพื่อไทย ปาร์ตี ลิสต์ก็พรรคเพื่อ ไทย อันนี้มันคนละวัฒนธรรมเห็นไหมครับ
ประเด็นที่ ๒ วิธีการของประเทศเยอรมัน เห็นอาจารย์สมบัติเขามาเล่าว่า เขาสมัครได้ทั้งปาร์ตี ลิสต์ ทั้งเขต คนเดียวกันเขาทำได้ แต่ของเราทำได้ไหมครับ เราไม่ได้ ออกแบบมาอย่างนั้น ท่านประธานครับ อันนั้นคือทำให้เกิดความ แล้วก็กระบวนการที่เขา บอกว่ากระบวนการแบบนี้คนไทยเขาไม่คิดอะไรซับซ้อน ถ้าเกิดคะแนนตรงนี้มันหล่นลงไป คะแนนตรงโน้นมันหาย ตรงนี้มันเพิ่มขึ้นมา จะไปคิดคำนวณอะไร มันซับซ้อน คนไทย มันไม่ชอบวิธีการซับซ้อนนี่ครับท่านประธาน
แล้วก็ขี้จิ้งจกเม็ดที่ ๓ คือระบบโอเพน ลิสต์ ระบบโอเพน ลิสต์ตามมาตรา ๑๐๕ วรรคสอง แปลว่าเวลาส่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรออกไป มีโอเพน ลิสต์ในเขต แล้วทำเป็นเขตด้วย มี ๖ เขต มันจะเกิดปัญหา ๒ ประการครับ ช่วยตอบด้วยครับ ท่านเลิศรัตน์ ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ ด้วยความเคารพ
ประเด็นที่ ๑ ท่านจะแก้ปัญหาเรื่องความแตกแยกในพรรคอย่างไร ถ้าให้ ประชาชนเลือกพรรค เลือกบุคคลเข้าไปด้วย ไปคันเดียวกัน ๓๐ คน ๔๐ คน ไปถึงอธิบายว่า อย่างไร จะอธิบายอย่างไร เวลาหาเสียงจะหาอย่างไร ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ในภาคใต้ มันจะ แตกแยกกันเละหมด แล้วใครจะหาเสียง สมมุติเขตนี้มีคนสมัครตั้งแต่ภาคเหนือ ตั้งแต่ต้น จังหวัดเพชรบุรีไปจนถึงจังหวัดนราธิวาส แต่ว่าจะมี ส.ส. ปาร์ตี ลิสต์เรียงลำดับ คุณจุรินทร์ จะไปหาเสียงว่า พี่น้องอย่าไปเลือกนายชวน ทำได้หรือครับ ท่านบัญญัติไปหาเสียงบอก อย่าไปเลือกไตรรงค์ ท่านไตรรงค์บอกอย่าไปเลือกบัญญัติ เละ เละทั้งพรรคแน่นอนครับ เชื่อผม แต่มันทะเลาะกันชิบ ไม่มีหายนะ มีชิบอย่างเดียว ท่านประธานครับ มันก็ทะเลาะกันอย่างนี้ครับ มันก็จะทะเลาะกัน เพราะต่างคนต่างก็อยากจะเป็นผู้แทน นี่คือการทะเลาะกัน แล้วจะ แก้ปัญหาเรื่องการทะเลาะกันอย่างไร บอกเรื่องทะเลาะก็เรื่องของมัน แต่เราให้อำนาจ ประชาชน โอ้ อย่างนี้ไม่ได้ อย่างนี้ไม่ตอบโจทย์สังคม เราทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง และถ้าให้คนในพรรคการเมืองไปหาเสียงแข่งกันว่าแล้วแต่ประชาชนเลือก อย่างนี้ก็เละทั้งพรรค แล้วทุกพรรคก็จะเละ นั่นโจทย์ข้อที่ ๑ สำหรับท่านเลิศรัตน์ตอบหน่อย
ข้อที่ ๒ ท่านเลิศรัตน์ครับ ในโอเพน ลิสต์ เมื่อเกิดกรณีแบบนี้สมมุติอย่างนี้ครับ ง่าย ๆ มันก็จะมีการหนีตาย เหลือ ๔ นาทีแล้วหรือ มันก็จะมีการหนีตาย สมมุติว่า ๔๕๐ ผมสมมุติง่าย ๆ ๔๕๐ นี้ สมมุติว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๔๕ คน พรรคประชาธิปัตย์ตั้งแต่จังหวัดเพชรบุรีไปลงถึงจังหวัดนราธิวาส รำรี มามะ สุรเชษฐ์ แวอาแซ เจะอามิง โตะตาหยง สมมุติว่าจังหวัดนราธิวาสได้หมด ๔๕ เสียง แล้วจะเอาคะแนนที่ไหนมาเพิ่ม นายชวนก็สอบตก บัญญัติสอบตก ไตรรงค์ สุวรรณคีรี สอบตก อาคม เอ่งฉ้วน สอบตก เพราะพวกนี้ต้องอยู่ในปาร์ตี ลิสต์อยู่แล้ว แล้วเหตุการณ์เหล่านี้พรรคประชาธิปัตย์หรือพรรคเพื่อไทย เขาจะให้เกิดหรือครับ มันก็ต้องมีพรรคนอมินี (Nominee) ขึ้นมา มีกลุ่มขึ้นมา มีอะไรขึ้นมา เพื่อที่จะทำให้พรรคของตัวเองอยู่รอด ผู้ใหญ่ในพรรคไปได้ เพราะฉะนั้นวิธีการเขาก็ต้องบอกว่า เวลาส่งเขตนี่ เอาคนดัง ๆ ในเขตลง แล้วปาร์ตี ลิสต์ก็ตามี ยายสี ยายสาอะไรก็แล้วแต่ ไม่ต้อง ไปเลือกเวลาหาเสียง แล้วอีกกลุ่มหนึ่งก็บอกให้เลือก ส.ส. ปาร์ตี ลิสต์ นายชวน บัญญัติ ไตรรงค์ อะไรก็ว่ากันไป แล้วก็ส่งยายมี ยายมา ตาแม้นลงเป็น ส.ส. เขต แล้วบอกว่าเวลาหาเสียงเราเป็นพรรคพันธมิตรกัน ไม่ได้ผิดจริยธรรม เขาเป็นพันธมิตรกัน เพราะฉะนั้นเขาก็ต้องเอาตัวรอดอย่างนี้ครับ ลองตอบผมหน่อยท่านเลิศรัตน์ ตอบหน่อยว่าจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร จะแก้ปัญหาเหล่านี้ อย่างไรที่จะมีการลักษณะอย่างนี้ขึ้นมา นี่เป็นขี้จิ้งจกเม็ดที่ ๓
เม็ดที่ ๔ เรื่องวุฒิสมาชิก อันนี้ไม่พูดมาก เพราะหลายท่านพูดมาแล้ว แต่ผู้ใหญ่ในคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง ไม่ว่าท่านดิเรก ถึงฝั่ง ไม่ว่าจะเป็นท่านอาจารย์สมบัติ เขาบอกว่าให้ยึดหลักไว้ ยึดหลักไว้ก็คือว่าถ้าอำนาจของวุฒิสมาชิกมีแต่การกลั่นกรองสรรหาไปเลย เอาคนเก่ง คนดี คนมีความสามารถ แต่นี่ท่านเขียนอำนาจของวุฒิสมาชิกตั้งแต่ออกกฎหมาย ได้กลั่นกรองบุคคลในองค์กรอิสระ พิจารณาตำแหน่งคนที่เป็นอธิบดี เป็นปลัดกระทรวง สารพัดใหญ่เหลือเกิน แล้วบอกให้มาจากการสรรหา อันนี้มันผิดหลัก ท่านดิเรกบอกให้ยึดหลัก ไว้ให้แม่น มันผิดหลัก แต่ถ้าให้ถอดถอนได้มันต้องมาจากบุคคลที่ได้รับการเลือกตั้ง จากประชาชน ไม่ใช่คนสรรหาไปถอดถอนคนที่เลือกตั้ง มันผิดหลักระบอบประชาธิปไตย ท่านเข้าใจไหมครับ ท่านประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญไปไหน เห็นแวบ ๆ เมื่อครู่ นี่ละครับ พูดสั้น ๆ แค่นี้ท่านจะเอาอย่างไรก็ได้เราไม่ได้ติดใจ เพราะว่าในคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการเมืองเราไม่ฟันธง ท่านเลิศรัตน์ครับ เราไม่ฟันธงครับ ท่านสมบัติเวลานักข่าวถาม ถามว่าอย่างไรครับ ท่านจะเอาอย่างไร บอกเรื่องนี้เราต้องฟัง เรื่องนี้เราต้องฟัง คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเขาตอบคำถามก่อนว่าที่เราให้คำถามแบบนี้ท่านลองตอบมา ถ้าท่านตอบมามีเหตุมีผล สมเหตุสมผลเราอาจจะไม่แปรญัตติ หรือไม่แก้ไขก็ได้ แต่ถ้าตอบมาแล้ว เราไปประชุมกันแล้วรู้สึกว่ายังไม่ตรงประเด็น ยังไม่ตอบเราก็ต้องขอแปรญัตติ อย่าเพิ่งยืนครับ ท่านเลิศรัตน์ ท่านไปแถลงข่าวว่าเรื่องนี้เราขอยืน เรื่องนี้เราขอยืน ยังไม่เปลี่ยนแปลง อย่าครับ อย่าทำอย่างนั้น อย่าทำอย่างนั้น มันเป็นสายล่อฟ้าท่านประธาน มันสายล่อฟ้า ไม่ได้ ต้องตอบแบบท่านประธานสมบัติผม เรื่องนี้เราต้องดูก่อน พูดจามีเสียงทุ้ม ๆ เรื่องนี้เราต้อง ดูก่อนว่าถ้ากรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเขามีความเห็นอย่างไรในการตอบคำถาม เรายังไม่ มันดูแล้วน่าฟัง มันดูแล้วมีเหตุผล
ท่านประธานครับ ขี้จิ้งจกเม็ดที่ ๕ เหลืออีกก้อนเดียวครับ ท่านประธานครับ เหลืออีก ๒ ก้อน เรื่องเลือกนายกรัฐมนตรีอันนี้สำคัญครับท่านประธาน การที่เขียนกฎหมาย เราบอกเอาไว้นี่ท่านทำมาฉบับแรกเราก็ไปสืบดูแล้วปรากฏว่าเขียนอีกแบบหนึ่ง แต่พอเราไป ประชุมกันที่พัทยาแถลงว่าเราเห็นแบบนี้ ที่จริงในเรื่องนายกรัฐมนตรีถ้าเอาความเห็น ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ คณะอธิการบดีทำมานี่ เหมือนกับที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง เขาพูด เขาเสนอ ก็คือเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง นี่ไม่ใช่ชาวบ้านท่านประธานกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญไปไหน ไม่ใช่ชาวบ้านครับ นี่อธิการบดี นี่ผมไม่อยากอ่านมันเสียเวลา แต่เขาเสนอมาว่าให้เลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง เขาไม่เห็นมีปัญหาเรื่องในหลวง กับนายกรัฐมนตรีเลย เขารู้ว่าตรงไหนในหลวง ตรงไหนนายกรัฐมนตรี สนช.