สุธรรม ลิ้มสุวรรณเกษม อภิปรายร่างรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างกฎเกณฑ์และระบบการเลือกตั้งที่เป็นธรรม เพื่อลดอิทธิพลของการทุจริตเลือกตั้งและการทุจริตการซื้อเสียง และการสร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ การเมืองที่ใสสะอาดและสมดุล สังคมที่เป็นธรรม และนำชาติไปสู่สันติสุข
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ กระผม สุธรรม ลิ้มสุวรรณเกษม สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ลำดับที่ ๒๒๐ ขออนุญาตกราบเรียนนำเสนอประเด็นอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญ ในภาค ๒ ผู้นำการเมืองที่ดี และสถาบันการเมือง หมวด ๓ รัฐสภา ด้วยความเคารพท่านประธานกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญและกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทุกท่าน ด้วยองค์ความรู้ทางวิชาการ และประสบการณ์ของผมคงไม่สามารถเทียบเคียงองค์ความทางวิชาการและประสบการณ์ ที่มีของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทุกท่าน แต่ที่จำเป็นต้องลุกขึ้นมาอภิปราย ก็เพื่อสะท้อนความคิดเห็นที่มีจากความรู้สึกจากใจในฐานะพลเมืองที่มีโอกาสมาทำหน้าที่ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และอยากเห็นชาติบ้านเมืองกลับสู่สันติสุขในเร็ววัน การที่ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้วางเจตนารมณ์ในการร่างรัฐธรรมนูญไว้ ๔ ประการ ได้แก่
ประการที่ ๑ สร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่
ประการที่ ๒ การเมืองใสสะอาดและสมดุล
ประการที่ ๓ หนุนสังคมให้เป็นธรรม
และประการสุดท้าย ประการที่ ๔ นำชาติสู่สันติสุข
ถือเป็นเรื่องที่ดีที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ความสำคัญกับประชาชน เป็นอย่างมาก ซึ่งผมจะไม่ขอกล่าวถึง เพราะมีเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายกันมามากแล้ว แต่ผมกำลังจะพูดถึงในเรื่องประการที่ ๒ คือการเมืองใสสะอาดและสมดุล ซึ่งประธาน คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้เคยกล่าวในที่ประชุมแห่งนี้ว่า การขัดแย้งที่เกิดขึ้นมา ตั้งแต่ ปี ๒๕๔๘ ถึงปัจจุบัน ๑๐ ปีเต็ม เป็นขัดแย้งที่ร้าวลึก ดึงทุกสถาบันมาสู่ความขัดแย้ง ที่ยังไม่สิ้นสุด นักการเมืองตัดสินใจแทนบ้านเมือง การเมืองยังไม่ได้รับความเชื่อถือ เพราะ มีการกล่าวหาเรื่องทุจริต ตลอดจนความไม่สมดุลระหว่างพรรคกับการไม่สังกัดพรรค การไม่สมดุล ระหว่างคะแนนเสียง คำพูดเหล่านี้จึงเป็นที่มาของเจตนารมณ์ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือ สร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่และการเมืองใสสะอาดและสมดุล ทั้งนี้จากการเหลียวหลังแลหน้า ที่จะแก้ไขปัญหาในอดีตของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจึงมาเป็นบทบัญญัติมาตราต่าง ๆ ในร่างรัฐธรรมนูญที่ผมคิดว่าไม่เหมาะสม ทำไมผมถึงกล่าวเช่นนั้น ก็เพราะผมเชื่อเช่นนั้นจริง ๆ ว่า ความเห็นที่เพื่อนสมาชิกได้แสดงออกมา ตลอดจนความเห็นของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ไม่มีใครผิด ไม่มีใครถูก เพียงแต่ความเห็นไหนจะเหมาะสมกับช่วงเวลานี้หรือไม่ต่างหาก ผมคิดว่าคำว่า ถูก คำว่า ผิด ในทางการเมือง ได้สร้างความขัดแย้งให้ชาติบ้านเมืองมามาก พอสมควรแล้ว และเจตนารมณ์สำคัญของร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปนี้มีความตั้งใจจะนำชาติ สู่สันติสุข โดยการสร้างบรรยากาศของการสมานฉันท์ เสริมสร้างความปรองดองระหว่าง คนในชาติ ตลอดจนสร้างแนวทางที่จะนำพาประเทศไปสู่ความมีเสถียรภาพและสันติสุข อย่างแท้จริง ท่านประธานที่เคารพ บทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปที่ผมมีความเห็นว่า ไม่เหมาะสมกับสภาพการเมืองในช่วงเวลาปัจจุบัน ผมจะขอเน้นเฉพาะประเด็นที่กำหนดให้ กลุ่มการเมืองสามารถส่งบุคคลลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ รวมทั้ง ประเด็นการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อแบบเปิด หรือโอเพน ลิสต์ (Open list) ทั้ง ๒ ประการนี้จะสร้างปัญหาให้กับระบบพรรคการเมืองอย่างแน่นอน โดยสิ่งที่จะทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ ผมได้อ่านหนังสือการออกแบบระบบเลือกตั้งคู่มือเล่มใหม่ ของอินเตอร์เนชันแนล ไอดีอีเอ (International IDEA) ซึ่งเป็นหนังสือได้บอกไว้ว่า การเลือกระบบเลือกตั้งเป็นการตัดสินใจระดับโครงสร้างที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งสำหรับ การปกครองระบอบประชาธิปไตยในเกือบทุกกรณี การเลือกระบบเลือกตั้งจะส่งผลอย่างลึกซึ้ง ต่ออนาคตชีวิตการเมืองของประเทศนั้น ๆ ตัวละครทางการเมืองจะใช้ความรู้ที่พวกเขาคิดว่า จะทำให้พรรคการเมืองของตนได้เปรียบ ระบบเลือกตั้งสามารถซ้ำเติมหรือบรรเทาความตึงเครียด และความขัดแย้งในสังคมได้ในระดับหนึ่ง การแข่งขันเพื่อให้ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง เป็นตัวก่อให้เกิดสถานการณ์บังคับต้องปฏิบัติการนอกระบบ โดยใช้วิธีที่ไม่เป็นประชาธิปไตย จึงเกิดการเผชิญหน้าหรือใช้ยุทธวิธีรุนแรง ความซับซ้อนของการลงคะแนนจะมีผลกระทบ และมีความสำคัญยิ่ง โดยเฉพาะสังคมที่มีสัดส่วนของผู้ลงคะแนนกลุ่มที่มีจำนวนมากกว่า เป็นกลุ่มที่ไม่รู้หนังสือ หรือผู้ที่ขาดประสบการณ์ โดยในหนังสือเล่มนี้ได้บอกด้วยว่า ผู้เชี่ยวชาญเกือบทั้งหมดเห็นด้วยว่าระบบเลือกตั้งควรส่งเสริมและดำรงไว้ซึ่งพรรคการเมือง ที่มีประสิทธิภาพ และมีความเข้มแข็งมากกว่าส่งเสริมการแตกเป็นเสี่ยง ๆ ของพรรคการเมือง ท่านประธานก็ทราบว่าพรรคการเมืองเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของกระบวนการทางการเมือง ที่ประกอบด้วยกลุ่มคนที่มีแนวคิดทางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจที่คล้ายคลึงกัน รวมตัวกัน โดยมีจุดประสงค์ที่จะส่งบุคคลเข้าสมัครรับเลือกตั้งเพื่อให้ได้เสียงข้างมากในสภา พรรคการเมืองจึงถือเป็นตัวเชื่อมพลังทางสังคม การที่ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีกลุ่มการเมือง จะทำให้เกิดการลักลั่นเป็น ๒ มาตรฐาน เพราะความต่างของกติกาที่มีระดับความเข้มข้นที่ต่างกัน ในการจัดตั้งพรรคการเมืองและกลุ่มการเมือง จะทำให้เกิดแนวโน้มการจัดตั้งพรรคการเมืองน้อยลง แต่จะไปจัดตั้งเป็นกลุ่มการเมืองเพิ่มขึ้น เพราะเงื่อนไขการจัดตั้งทำได้ง่ายกว่าแน่ นอกจากนี้ ผลการเลือกตั้งจะมีแนวโน้มที่มีจำนวนของพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองได้รับเลือกตั้งหลากหลาย เป็นจำนวนมาก การจัดตั้งรัฐบาลจึงต้องเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค หลากกลุ่มการเมือง อันจะส่งผลให้ฝ่ายบริหารอ่อนแอ การกำหนดให้การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเป็นระบบบัญชีรายชื่อ แบบโอเพน ลิสต์ ก็เช่นเดียวกัน เป็นการทำให้ระบบของพรรคการเมืองอ่อนแอ เพราะจะก่อให้เกิด การแข่งขันระหว่างสมาชิกพรรคด้วยกันเองในระหว่างการหาเสียงเพื่อให้ตนได้รับการเลือกตั้ง และด้วยธรรมชาติของการแข่งขันบรรยากาศจะเป็นไปด้วยความหวาดระแวง ความไม่ไว้วางใจระหว่างกัน การแข่งขันในการหาเสียงจะเข้มข้นเกินความจำเป็น ไม่เป็นการส่งเสริม การทำงานเป็นทีม และที่สำคัญไม่เป็นเหตุให้ลดการทุจริตเลือกตั้งลงได้
ประเด็นที่สำคัญประวัติศาสตร์การเมืองไทยในอดีต นับตั้งแต่เปลี่ยนแปลง การปกครองปี ๒๔๗๕ เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน เราเคยผ่านบทเรียนการกำหนดให้มี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบอิสระ เราเคยผ่านประสบการณ์การมีรัฐบาลที่ไม่มีเสถียรภาพ อย่างสมัยท่านอดีตนายกรัฐมนตรี คึกฤทธิ์ ปราโมช มีเพียง ๑๘ เสียงก็สามารถเป็นรัฐบาลได้ เพราะมีอำนาจต่อรองเหนือพรรคใหญ่ แต่สุดท้ายรัฐบาลก็ไปไม่รอด การที่กรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญได้ทั้งเหลียวไปข้างหลังเพื่อทบทวนปัญหาในอดีตและแลไปข้างหน้า เพื่อวางอนาคตให้ลูกหลาน ผมก็ขอฝากให้เหลียวเลยไปถึงอดีตที่ไกลกว่า ๑๐ ปีที่ผ่านมาด้วย เพราะทุกครั้งที่เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองแล้วจบลงด้วยการรัฐประหารนั้น สาเหตุ ไม่ได้เกิดจากรัฐธรรมนูญโดยตรง สอดคล้องกับที่มีอดีตนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งบอกกับผมว่า ปัญหาบ้านเมืองไม่ได้เกิดจากรัฐธรรมนูญ วันนี้นักการเมืองถูกมองอย่างมีอคติจาก ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปนี้ ซึ่งผมคิดว่าไม่เป็นธรรม นักการเมืองก็เป็นพลเมืองของประเทศนี้ มีความมุ่งหมายตามเจตนารมณ์ที่จะอาสาประชาชน เป็นตัวแทนของประชาชนมาใช้อำนาจ แทนประชาชน แต่กลับถูกหวาดระแวงด้วยอคติ ถูกสร้างกฎเกณฑ์พิเศษมากมายเพื่อจะมา ลดอิทธิพลของนักการเมืองและพรรคการเมือง ทั้งที่เจตนารมณ์ประการที่ ๔ ของท่าน คือการมุ่งนำชาติสู่สันติสุข หากท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องการให้จุดมุ่งหมาย นำชาติสู่สันติสุขบังเกิดผลตามเจตนารมณ์ ท่านต้องสร้างกฎเกณฑ์กติกาและออกแบบระบบ การเลือกตั้งให้มีความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ให้เกิดการแข่งขันทางการเมืองที่เป็นธรรม วางกลไกการเลือกตั้งให้เกิดความบริสุทธิ์ยุติธรรมให้ทุกฝ่ายยอมรับได้ ต้องลดอิทธิพล จากการทุจริตเลือกตั้ง และลดการทุจริตการซื้อเสียง จะซื้อสิทธิขายเสียงให้ได้ผล ปัญหาใหญ่ อันสำคัญที่พวกเราจะละเลยไม่พูดถึงไม่ได้เลย ก็คือประชาชนพลเมืองที่เป็นผู้ลงคะแนนเสียง เราจะต้องทำอย่างไรที่จะให้ความรู้ ให้ความรับผิดชอบกับภาคพลเมือง ตามแนวทางประชาธิปไตยของโลกให้มากขึ้นกว่านี้ วันนี้ ๒ พรรคใหญ่ ซึ่งถือเป็นตัวแทน กลุ่มการเมืองที่มีพลเมืองสนับสนุนหลายล้านคน ออกมาประสานเสียงสอดคล้องกันว่ากติกา การเลือกตั้งในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่เหมาะสม พวกเรากลับหัวเราะแล้วบอกว่า การปรองดอง สำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว แต่ผมคิดว่าทุกท่านก็รู้ว่ามันไม่เป็นเช่นนั้น ถ้ากติกา ไม่เป็นที่ยอมรับย่อมสร้างปัญหาในอนาคตอย่างแน่นอน ท่านประธานที่เคารพในทางกลับกัน การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปนี้วางรูปแบบให้สมาชิกวุฒิสภา มีอำนาจค่อนข้างมากในทางการเมือง แต่กลับกำหนดให้การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาเป็นการเลือกตั้ง แบบทางอ้อม โดยรูปแบบการเลือกตั้งมาจากผู้ทรงคุณวุฒิและคุณธรรมด้านต่าง ๆ ซึ่งได้รับ การคัดกรองจังหวัดละไม่เกิน ๑๐ คน เมื่อผ่านคณะกรรมการคัดกรองแล้วถึงให้พลเมือง ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง โดยรูปแบบอย่างนี้ทำไมพลเมืองถึงไม่เป็นใหญ่ครับ หากตั้งใจจะให้ พลเมืองเป็นใหญ่ทำไมไม่ให้เขาเลือกสมาชิกวุฒิสภาได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านการคัดกรอง แบบนี้ จะถูกฝ่ายที่จ้องบิดเบือนเจตนารมณ์นำไปกล่าวหาได้ ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปของเรานี้ สร้างกลไกไว้ ๒ มาตรฐาน คำว่า ๒ มาตรฐานนี้เป็นวาทกรรมที่นำมาซึ่งจุดเริ่มต้นของ ความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงที่สุดในปี ๒๕๕๒ ผมจึงไม่อยากให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก ถ้าจำกันได้ในช่วงเวลานั้น วันที่ ๑๒ เมษายน เหตุการณ์ที่กระทรวงมหาดไทย ท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่านรองนายกรัฐมนตรี สุเทพ เทือกสุบรรณ ท่านเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ท่านนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ และผมในฐานะรองเลขาธิการ นายกรัฐมนตรีเกือบเอาชีวิตไม่รอดจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญคงรับรู้และเข้าใจถึงเหตุการณ์ความรุนแรงในครั้งนั้นอย่างดี จากสื่อมวลชนโดยทั่วไปแล้ว แต่ท่านคงไม่สามารถรับรู้ถึงความรู้สึกเหมือนผมที่ผ่าน เหตุการณ์นั้นมาด้วยตนเองอย่างแน่นอน ในเหตุการณ์นั้นไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าวาทกรรม ๒ มาตรฐานจะเป็นวาทกรรมที่จะสามารถปลุกปั่นผู้คนให้ลุกฮือหมายจะเอาชีวิตผู้นำประเทศ ซึ่งไม่มีในประวัติศาสตร์การเมืองไทยมาก่อน ดังนั้นผมถึงตระหนักเป็นอย่างดียิ่งถึงปัญหา ความขัดแย้งของคนในชาติที่มีความรู้สึกว่ากฎกติกาที่ตัวเองได้รับถูกเลือกปฏิบัติ ด้วย ๒ มาตรฐาน ท่านประธานครับวันนี้ในขณะที่กระแสโลกทั้งโลกกำลังมุ่งพัฒนาศักยภาพ ทางเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจหรือบริษัทใหญ่ ๆ ระดับโลกที่ประสบความสำเร็จ ล้วนต้อง สนับสนุนความเชื่อมั่นต่อองค์กร มีแต่จะเพิ่มศักยภาพให้องค์กรมีความเข้มแข็ง ท่านประธานครับ ท่านลองมองออกไปสิครับทั้งโลกใบนี้มีไหมครับที่บริษัทใหญ่ระดับโลก จะประสบความสำเร็จได้โดยการถูกลดทอนความเข้มแข็งขององค์กร เมื่อเปรียบเทียบ ระหว่างภาคธุรกิจกับภาคการเมืองก็เหมือนกัน การเมืองจะประสบความสำเร็จต้องทำให้ พรรคการเมืองมีความเข้มแข็ง วันนี้เรามีถนนระดับซูเปอร์ ไฮเวย์ (Super highway) ให้คนขับรถได้ขับไปสู่เป้าหมายแห่งความสำเร็จอยู่แล้ว ท่านไม่ควรต้องไปสร้างทางเบี่ยง เพื่อให้คนขับรถวิ่งผจญภัยในสิ่งที่ทั้งโลกล้วนมีประสบการณ์ในความไม่สำเร็จมาแล้ว ผมมี ความเห็นว่าเราจะมีปัญหาจากระบบการเลือกตั้งที่ท่านวางไว้ เราไม่ควรหันหลัง ให้นักการเมือง ให้พรรคการเมือง โดยการไปลดความเข้มแข็งของพรรคการเมืองด้วยการ สร้างทางเบี่ยงอย่างนี้เลย เมื่อพิจารณาภาพรวมตามที่ผมได้กล่าวมาทั้งหมดแล้ว ท่านประธานจะเห็นได้ว่าร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปฏิรูปนี้ได้ทำลายหลักภราดรภาพหรือหลักสมานฉันท์ อันได้แก่หลักความเป็นพี่เป็นน้อง หรือหลักการช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน แต่กลับไปสนับสนุนให้เกิดการแข่งขันโดยมีกติกา การแข่งขันหลายกติกา ทำให้คนเกิดความขัดแย้ง เกิดความเห็นแก่ตัว ระบบการเลือกตั้ง ให้มีกลุ่มการเมืองสามารถสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการลงคะแนน แบบโอเพน ลิสต์ จะทำให้เกิดหลายมาตรฐาน เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมได้โดยง่าย เปรียบเทียบก็เหมือนเราเอามวยคนละรุ่นมาชกต่อยกัน นอกจากนี้ระบบเลือกตั้งแบบนี้ จะทำให้เกิดปัญหาโครงสร้างเกี่ยวกับดุลอำนาจ ดังนั้นจึงเป็นโอกาสอันดีที่ท่านกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญสมควรกลับไปปรับปรุงการวางดุลอำนาจเพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่าง รัฐบาลกับรัฐสภาและระหว่างสภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภา
ท้ายที่สุดนี้ผมขอยกคำกล่าวของท่านวิษณุ เครืองาม ท่านรองนายกรัฐมนตรี ที่ได้ไปปาฐกถาไว้ในการประชุมวิชาการประจำปีของสถาบันพระปกเกล้าในหัวข้อ ๘ ทศวรรษ ประชาธิปไตยไทย ในหัวข้อเรื่อง พลวัตแห่งดุลอำนาจ ณ โรงแรมเซนทรา เมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ ความว่า ดุลแห่งอำนาจคือการจัดระเบียบ การจัดระบบความสัมพันธ์ ระหว่างอำนาจหนึ่งกับอีกอำนาจหนึ่ง เพราะมีหลายอำนาจอยู่ในบ้านเมือง ถ้ามีอำนาจเดียว ก็ไม่ต้องไปจัดดุล ก็ยกให้เป็นใหญ่ แต่เพราะมีหลายอำนาจสารพัดจึงมีความจำเป็นที่ต้อง จัดระเบียบความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจหนึ่งกับอีกอำนาจหนึ่ง เมื่อพูดถึงอำนาจพระพุทธเจ้า ได้ตรัสไว้กว่า ๒,๕๐๐ ปีแล้วว่า วโส อิสฺสริย โลเก แปลว่า อำนาจเป็นใหญ่ในโลก และ สพฺพ ปรฺวส ทุกฺข คือการอยู่ภายใต้อำนาจนั้นย่อมเป็นทุกข์ทั้งสิ้น ไม่ว่าอยู่ใต้อำนาจใคร ก็เป็นทุกข์ ขอบคุณครับ