กัญญ์ฐญาณ์ ภู่สวาสดิ์ เสนอการปฏิรูป ระบบวุฒิสภา โดยเสนอให้กระจายการเลือกตัวแทนในระดับภาค เพื่อให้คนที่มีความรู้และความสามารถในภูมิภาคได้รับการพิจารณา นอกจากนี้ยังเสนอให้ประชาชนที่มีส่วนได้ส่วนเสียเลือกตั้งกรรมการส่วน ๕ และส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้ทางการเงิน การออกกำลังกายและการกีฬา เพื่อส่งเสริมสุขภาพจิตและร่างกาย และสร้างพลเมืองที่มีความเป็นเลิศ
เรียนท่านประธานสภาค่ะ ดิฉัน นางกัญญ์ฐญาณ์ ภู่สวาสดิ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจากจังหวัดพิษณุโลก หมายเลข ๐๐๔ ดิฉันขออภิปราย ในประเด็นส่วนที่ ๓ ว่าด้วยวุฒิสภา ที่มาของวุฒิสภาในมาตรา ๑๒๑ ค่ะ ในที่มาของวุฒิสภา เขาจะมีในส่วนข้อ ๑ ก็คือจากการเลือกกันเองในหมู่ของข้าราชการ อันนั้นก็ไม่ได้ติดใจ แต่ว่า ในส่วนของส่วนที่ ๒ คือผู้แทนสภาวิชาชีพ องค์กรวิชาชีพ หรืออาชีพที่มีกฎหมายจัดตั้ง กับในส่วนของ (๓) ผู้แทนองค์กรด้านเกษตรกรรม ด้านแรงงาน ด้านวิชาการ ด้านชุมชน และด้านท้องถิ่น ซึ่งตัวนี้ก็สนับสนุนในส่วนที่มีผู้เสนอให้เพิ่มเติมด้านสื่อสารมวลชนเข้าไปด้วย เพราะว่า ณ วันนี้ก็คือในต่างจังหวัดนี้เขาจะมีองค์กรสื่อสารมวลชน มีการตั้งรวมกลุ่มกัน แล้วก็ (๔) ก็คือผู้ทรงคุณวุฒิและคุณธรรมด้านการเมือง ความมั่นคง โดยใช้จากการสรรหา ซึ่งตัวนี้ดิฉันเองเห็นว่าในส่วนของตั้งแต่ (๒) (๓) (๔) ดิฉันมองว่าน่าจะให้มีการสรรหา โดยวิธีการที่เลือกเป็นสาขาวิชาชีพแล้วให้ไปเลือกลำดับภาคแบบที่เมื่อวานท่าน สปช. กงกฤช ได้เสนอไว้ เพราะดิฉันมองว่าตรงนี้สิ่งที่เราเป็นห่วงก็คือในการที่เลือกกันเองแล้ว ส่วนใหญ่พอเลือกกันเองสาขาอาชีพต่าง ๆ บางทีคนในภูมิภาคเขาเข้าไม่ถึงหรือว่าไม่ได้รับ การถูกคัดเลือกเข้ามาเป็นตัวแทน ดิฉันก็เลยอยากจะให้ในส่วนนี้ให้คนที่ภูมิภาคมาอยู่ ต่างจังหวัดเพราะเป็นคนที่เขามีความรู้ ความเก่งเขาก็เทียบเทียมเท่ากับส่วนกลางให้เขา ได้มีโอกาสเข้ามาตรงนี้บ้าง ก็เลยอยากให้กระจายให้ไปเลือกในระดับภาคเหมือนที่เมื่อวาน ท่าน สปช. กงกฤช ได้พูดไว้นี้
อีกส่วนหนึ่ง ส่วนที่ ๕ ซึ่งเลือกตั้งในแต่ละจังหวัด จังหวัดละ ๑ คน จริง ๆ ดิฉันก็มาจากต่างจังหวัด แต่ดิฉันเองก็ยังมองไม่เห็นความแตกต่าง กรณีถ้าสมมุติว่าไม่ให้มี กรรมการคัดสรร ให้เหลือ ๑๐ คน แล้วถึงค่อยให้ประชาชนเลือกตั้ง กรณีที่ไม่มีกรรมการ ส่วนนี้ ก็คือให้ประชาชนเลือกตั้งมาเองเลย ดิฉันมองไม่เห็นความแตกต่างว่าระหว่างสมัคร ส.ส. กับ สมัคร ส.ว. มันต่างกันอย่างไร เพราะว่าจริง ๆ แล้วก็คือมันไม่น่าจะเหมือนกัน เพราะจริง ๆ ถ้าท่านที่อยากจะสมัครตรงนี้ก็ไปสมัครเป็น ส.ส. ไปสมัครในส่วนของ ส.ส. จะดีกว่า แต่ ส.ว. เรามองว่าเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ประชาชนเขาไม่ค่อยทราบหรอกว่า ส.ว. ทำหน้าที่อะไร แต่เวลาเลือก ถ้าเผื่อไปให้ประชาชนเลือกมันก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกับการเลือก ส.ส. เพราะฉะนั้นพอมาพูดถึงว่าถ้าจะต้องมีตัวนี้แล้ว และให้มีกรรมการคัดสรร ดิฉันก็ยัง นึกสงสารกรรมการด้วยซ้ำว่า แล้วกรรมการจะตอบเหตุผลได้อย่างไรว่า สมมุติมีผู้สมัคร ๑๐ คนหรือ ๒๐ คน ให้เหลือ ๑๐ คน แล้ว ๑๐ คนที่เหลือ ที่จะต้องคัดเขาออก กรรมการ ก็จะต้องหาเหตุผลมาอธิบายยากมาก เพราะว่ามันก็มีเหตุการณ์จากการเลือก สปช. มาแล้วว่า แล้วที่ไม่เลือกเขาให้อยู่ในโควตาตามที่กำหนดไว้คุณเอาเหตุผลอะไรไปคัดเขาออก ถ้าเป็น ในความเห็นของดิฉันเองอาจจะไม่เหมือนกับ สปช. หลายท่านจากต่างจังหวัด ก็คือดิฉัน ยังมองว่าส่วนนี้ก็ทำไมไม่เข้าไปสู่ในส่วนของผู้แทนองค์กรไปเสียเลย หรือสภาวิชาชีพ ถ้าท่าน มีส่วนนั้นด้วย เพราะว่าถ้ามันยังมองไม่เห็นว่ามันแตกต่างจากการสมัคร ส.ส. มันแตกต่าง อย่างไรในการให้ประชาชนเลือกกัน ส่วนที่ ๕ ดิฉันก็ยังนึกไม่ออกเลยว่า มันมีอะไรที่มัน แตกต่างกัน ก็อยากจะให้พิจารณาตรงนี้ด้วย
อีกประเด็นหนึ่งจากประเด็นนี้ ดิฉันขอกลับไปเมื่อวานนี้มีเรื่องของพูดถึง แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มันจะมีประเด็นที่มีผู้อภิปราย ขออนุญาตเอ่ยนาม คุณไพบูลย์ ซึ่งอยู่ในคณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง ก็เสนอว่าให้เพิ่มในหมวดของ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ นั่นก็คือรัฐควรจะต้องมีหน้าที่ส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้ ทางการเงิน ตรงนี้ดิฉันว่ามันเป็นเรื่องสำคัญมาก ณ วันนี้ จากประสบการณ์ที่ทำงานในพื้นที่ ดิฉันเองทำงานด้านสังคมสงเคราะห์ในพื้นที่ ๓๗ ปีที่เราทำงานมาเราเห็นความแตกต่าง อย่างมากของคนยากจน เมื่อก่อนเราไปช่วยเหลือคนยากจนก็คือผู้ยากไร้จริง ๆ ไม่มีคนที่มา ดูแล แต่ ณ วันนี้คนยากจนมากขึ้นทุกวัน แล้วก็คนยากจนเหล่านั้นมีตั้งแต่คนชั้นกลาง ที่กลายมาเป็นคนยากจน คนที่มีกำลังที่สามารถจะพึ่งตัวเองได้ก็กลายมาเป็นผู้ด้อยโอกาส ที่จะไปขอรับการช่วยเหลือ แต่จริง ๆ แล้วพอไปดูปัญหาแล้วก็คือคนที่มีหนี้สิน คนที่มีหนี้สิน จากการกู้ กู้ทุกประเภท ในพื้นที่ท่านทราบไหมคะว่า เรื่องของการกู้ชาวบ้านจะชำนาญมาก มีตั้งแต่กองทุนหมู่บ้าน กองทุนพัฒนาสตรี หรือแม้แต่เด็กเรียนหนังสือก็ต้องมีการกู้ยืม เพื่อการศึกษาแล้ว ผู้สูงอายุ ผู้พิการเขาจะมีหมด ยังไม่นับกับกู้อื่น ๆ แต่ตรงนี้ก็ยังไม่เพียงพอ ปรากฏวันนี้ชาวบ้านเองนอกจากกู้ทุกระบบ คือในระบบแล้ว ก็ยังไปกู้นอกระบบ แล้วปัญหา ที่เกิดกับชาวบ้านทุกวันนี้ท่านลงไปดูเถอะค่ะ ชาวบ้านที่กู้นอกระบบเยอะมาก แล้วก็จะถูก ตามทวงหนี้ทุกวิถีทาง ทุกวิธีการ บางคนต้องหนีหัวซุกหัวซุน เพราะว่าเจ้าหนี้ โดยเฉพาะ เราก็จะรู้ เขาจะเรียกกันว่าพวกหมวกกันน็อก เพราะคนทวงหนี้เขาใส่หมวกกันน็อกมา แล้วก็นั่งมอเตอร์ไซค์มา ตรงนี้พ่อค้าแม่ค้าอาชีพที่อยู่ในระดับล่างโดนกันหมด ดิฉันเอง ทำงานอยู่ศาลากลาง รอบศาลากลางเขาบอกเขาเป็นหนี้นอกระบบหมดเลย เพราะฉะนั้น ตรงนี้ดิฉันมองว่าบางทีพอเราไปค้นหาปัญหาเขา คือการที่เขาไม่รู้จักการจัดการด้านการเงิน ไม่ใช่ว่าเขากู้มาแล้วเขาไม่พอ แต่เป็นเพราะว่าไม่รู้วิธีการของการจัดการเรื่องการเงิน ดิฉัน ก็เลยเห็นว่าทุกวันนี้ โดยเฉพาะสื่อเองก็เป็นตัวกระตุ้นเรื่องความอยากขึ้นมาด้วย ดิฉันก็เลย เห็นความจำเป็นว่า ณ วันนี้เราคงจะต้องสอน แล้วก็ต้องสอนตั้งแต่เด็กด้วย คือมันต้องเป็นบรรจุไปในหลักสูตรของการเรียนเลยว่าเรื่องของ การเงิน การรับจ่าย และมันก็รวมไปถึงเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง แต่ดิฉันก็ดีใจที่มีบรรจุ ไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ด้วย ตรงนี้มันต้องไปด้วยกัน เรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง เรื่องของการ ใช้จ่ายเงิน เพราะฉะนั้นตัวนี้มันต้องสอนเด็กตั้งแต่เล็ก แล้วก็รวมไปถึงชาวบ้าน ไม่ใช่ยื่น แต่เรื่องของบริการเงินกู้ให้เขา แต่ไม่ได้สอนว่าเขาควรจะจัดการกับการเงินเขาอย่างไร ก็สนับสนุนที่มันน่าจะมีการบรรจุเรื่องนี้เข้าไปในนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐเรื่องของการส่งเสริม ให้ประชาชนมีความรู้ทางการเงิน
ส่วนอีกประเด็นหนึ่งเรื่องของกีฬาเมื่อวานมีการพูดกันไปเยอะ แต่สิ่งที่ดิฉัน มองเห็นความสำคัญก็คือว่าเราเองจะเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ดิฉันว่ามันต้องไปเริ่มตั้งแต่เล็ก การที่ จะดูแลสุขภาพ การส่งเสริมให้เด็กรักในการกีฬาหรือการออกกำลังกาย ดิฉันว่ามันจะไปรอ ตอนที่เขาเข้าวัยกลางคน วัยแก่ ตอนนั้นมันไม่ทันแล้วล่ะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันมองว่าตรงนี้ มันจะต้องบรรจุในหลักสูตรการศึกษา แล้วก็ต้องไปแทรกอยู่ในของสังคมทุกวัย จริง ๆ แล้ว ทั้งวัยผู้พิการ ผู้สูงอายุ จริง ๆ แล้วต้องการมากในเรื่องของการกีฬา แต่ว่าส่วนใหญ่เราก็ ไม่ค่อยจะไปสนับสนุนเขาเท่าไร ก็ต้องฝากไว้ตรงนี้
กับอีกประเด็นหนึ่งดิฉันมองว่าการกีฬาวันนี้เราอย่ามองเรื่องของความเป็นเลิศ ของการที่จะสร้างนักกีฬา แต่เราต้องเอากีฬาเป็นกิจกรรมที่เป็นเครื่องมือในการที่จะส่งเสริม พลเมืองของเราให้เขามีความเป็นจิตใจของความเป็นนักกีฬานอกเหนือจากกำลังกายที่ดีแล้ว เขาจะต้องมีจิตใจที่เป็นนักกีฬารู้จักแพ้ รู้จักชนะ รู้จักอภัย ตรงนี้ดิฉันว่ามันเป็นพื้นฐาน ของการสร้างพลเมือง เพราะว่าทุกวันนี้ที่เราเจอปัญหาถ้าทุกคนมีใจเป็นนักกีฬาแล้ว ประเทศชาติเราก็คงไม่มีปัญหาอย่างทุกวันนี้ ก็ฝากไว้ว่าเรื่องของการกีฬากับการออกกำลังกาย การสร้างเสริมสุขภาพเป็นเรื่องที่ดิฉันว่าต้องคิดให้ลึกซึ้งว่ามันต้องคิดตั้งแต่เรื่องของวัยเด็กขึ้นไปด้วย
ส่วนประเด็นสุดท้าย ดิฉันอยากจะขอสนับสนุนเลยไปถึงหมวดในเรื่องของ การปฏิรูปที่ว่าให้มีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปในหมวด ๒ มาตรา ๒๗๙ นี้ ดิฉันยังเห็นความ จำเป็นว่าต้องมี ไม่ใช่เป็นเรื่องของการสืบทอดอำนาจ แต่ดิฉันเห็นสิ่งดี ๆ ของรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้อย่างมากเลย รวมไปถึงหมวดปฏิรูป เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ดิฉันไม่อยากให้สูญหาย แล้วก็ไม่อยากให้ที่ว่าพอเราหยิบยื่นให้กับรัฐบาลชุดใหม่แล้ว แล้วไม่มีกลไก ไม่มีกรรมการ ไม่มีคณะทำงานที่จะไปติดตามหรือจะไปสานต่อเลย ดิฉันคิดว่ามันเป็นเรื่องมีความจำเป็น อย่ามองแค่ประเด็นเล็ก ๆ อย่ามองประเด็นเรื่องของการสืบอำนาจ แต่มองให้มันกว้างไกล ไปถึงอนาคตด้วยว่าสิ่งที่เราร่วมกันสร้างมา เหน็ดเหนื่อยมาด้วยกัน เพราะฉะนั้นมันจะต้อง ได้รับการสานต่อให้ไปบรรลุเป้าหมายให้ได้ในแผนปฏิบัติการในภาคพื้นที่ ก็ต้องฝากตรงนี้ ไว้ด้วย ขอบพระคุณค่ะ