อุดม เฟื่องฟุ้ง หารือเรื่องร่างรัฐธรรมนูญและร่างกฎหมาย โดยเรียกร้องให้มีการแก้ไขเพื่อป้องกันคนที่ไม่ดีเข้ามามีอำนาจ และการปฏิบัติตามหลักการของรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการไม่ให้พรรคการเมืองที่ไม่เคารพกติกาเข้ามามีอำนาจ
กราบเรียนท่านประธานสภา ท่านกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญและสมาชิกที่เคารพทุกท่าน กระผม นายอุดม เฟื่องฟุ้ง สมาชิกอันดับที่ ๒๔๔ ขออภิปรายร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอมาให้ สปช. พิจารณาตามหน้าที่ดังต่อไปนี้ ก่อนที่จะ อภิปรายในประเด็นนั้นผมต้องขออภัยท่านกรรมาธิการเสียก่อนว่า ผมไม่ได้ลอกข้อสอบ ท่านชัย ไม่ได้ลอกข้อสอบท่านสมศักดิ์ แต่ว่าผมทำข้อสอบมาล่วงหน้าแล้ว
ประเด็นที่ ๑ เรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้ง ตามร่างมาตรา ๑๑๐ และมาตรา ๑๑๑ นั้น กระผมเห็นว่าน่าจะไม่ครบถ้วนตามร่าง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ มาตรา ๓๕ ที่ท่าน กำหนดให้มีกลไก มีประสิทธิภาพในเชิงป้องกันผู้ที่จะเข้ามาสู่การเมือง อันจะทำให้เกิดปัญหา ทางการเมืองอีกต่อไป กระผมขอเรียนต่อสภาแห่งนี้ได้ทราบว่าบทบัญญัติของกฎหมาย ที่เกี่ยวกับการเข้ารับราชการในทุกประเภทจะมีบทบัญญัติในทำนองเดียวกันว่า ข้าราชการ ผู้ใดที่ทำผิดวินัยถึงกับถูกออกจากราชการไปแล้ว ไม่ว่าออกไปในตำแหน่งใดจะไม่สามารถ เข้ามาสู่แวดวงราชการได้อีก แม้จะเข้ามาเป็นภารโรงหรือเข้ามาเป็นลูกจ้างของภาคราชการก็ตาม หลักการนี้ใช้กันมาเป็น ๑๐๐ ปี อันเป็นการป้องกันคนไม่ดีไม่ให้เข้าสู่ภาคราชการ แล้วทำไม นักการเมืองที่กระทำผิดต่อกฎหมายเกี่ยวกับการเมืองจนมีการลงโทษจากศาลหรือคำสั่ง ที่ชอบด้วยกฎหมายที่เกี่ยวกับการนี้ เมื่อพ้นจากการถูกเพิกถอนแล้วจึงมีสิทธิ สมัครรับเลือกตั้งหรือดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้อีก ทำให้หลักการที่จะป้องกันคนที่ไม่ดี เข้ามามีอำนาจไม่อาจทำได้ ซึ่งกระผมเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้น่าจะคลาดเคลื่อนไปจาก หลักการป้องกันและการตรวจสอบตามหลักประการต่าง ๆ ที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓๕ (๓) ถึง (๑๐)
ในประเด็นที่ ๒ ตามร่างที่ท่านเสนอมานั้น ท่านมิได้นำหลักการในบทบัญญัติ ของมาตรา ๒๓๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตราไว้ในร่างที่เสนอด้วย ผมได้ หารือในประเด็นนี้กับท่านเสรี ขออนุญาตที่ต้องเอ่ยนามท่าน ในฐานะที่ท่านเป็นประธาน กรรมาธิการด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ท่านก็ให้ความเห็นว่าหลักการที่กล่าว เป็นการใช้ยาแรง ผมก็เรียนท่านว่าขนาดเรามียาแรงใช้กับนักการเมืองและพรรคการเมือง ตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ แต่ก็เป็นที่เห็นเป็นการทั่วไปว่าก่อนถึงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ นั้น เป็นเวลาประมาณ ๕ ปี มีนักการเมืองที่ไม่เคารพกติกานำพาบ้านเมืองไปสู่ความขัดแย้ง จนสังคมทั่วไปอยู่ไม่เป็นสุข ทำมาหากินไม่สะดวก ไม่รู้ว่าจะมีเหตุอะไรที่เป็นภัยจากการ เคลื่อนไหวทางการเมือง ทั้งในท้องถนนและในที่สาธารณะ ท่านก็บอกว่าก็แล้วแต่กระผม จะเห็นอย่างไร ผมจึงเห็นว่าผมสมควรที่จะพูดในปัญหานี้ ปัญหาดังกล่าวหรือหลักการ ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ นั้น เป็นหลักกฎหมายที่บัญญัติไว้ในบ้านเมืองนี้มาตั้งแต่ ก่อนปี ๒๔๗๘ แล้ว ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๓ ในเรื่องห้างหุ้นส่วนสามัญ และห้างหุ้นจำกัด ต่อมาก็มีบัญญัติไว้ในเรื่องบริษัทมหาชน ในเรื่องกฎหมายเกี่ยวกับ การศึกษาเอกชน ในเรื่องกฎหมายเรื่องตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมีลักษณะและกิจการ ของกรรมการที่จะต้องรับผิดร่วมกันในทำนองเดียวกันกับพรรคการเมือง แม้ในทางอาญา ก็ยังใช้กฎหมายปิดปากในลักษณะของกฎหมายนี้เหมือนกัน อย่างเช่นพระราชบัญญัติว่าด้วย ยาเสพติด ซึ่งถ้าอธิบายในหลักการของกฎหมายปิดปากเป็นอย่างไรแล้วคงจะต้องใช้เวลายาว ผมก็กราบเรียนให้ท่านทั้งหลายได้เข้าใจว่า ถ้าท่านไปถามนักกฎหมายที่ศึกษากฎหมาย ลักษณะพยาน หรืออาจารย์ผู้ที่สอนลักษณะพยานท่านจะเข้าใจว่ากฎหมายปิดปากนั่นคืออะไร ที่ต้องขอให้มี หลักการดังกล่าวก็โดยที่เห็นว่าพรรคการเมืองของไทยนั้นไม่อยู่ในสถานะที่เป็นพรรคการเมือง ตามทฤษฎีของการเมืองที่เป็นสากล ข้อความตอนนี้ต้องขออภัยท่านผู้แทนนักการเมืองที่ว่ามีอยู่ ๒ คนในสภานี้ด้วย แต่เป็นพรรคการเมืองที่มีเจ้าของเกือบทั้งหมด เจ้าของพรรคก็มีทั้งเจ้าของพรรค ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ต่อไปอาจจะมีทางภาคใต้ ก็เป็นได้ กระผมจึงไม่เข้าใจว่าร่างนี้ท่านไม่เข้าใจสภาพของพรรคการเมืองในเมืองไทยเรา หรืออย่างไร ทั้งที่มีนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ได้แพร่ไวรัสเข้ามาสู่ประชาธิปไตยจนเป็น ไข้หวัดนกมาตั้งหลายปี ท่านไม่ควรจะปล่อยไว้โดยไม่นำยาแรงมาใช้ ยิ่งกว่านั้นนอกจากท่าน ไม่นำยาแรงมาใช้แล้ว ท่านยังสร้างพาหะนำไวรัสมาสู่ประชาธิปไตยที่ร้ายแรงมากขึ้นไปอีก กล่าวคือท่านสถาปนากลุ่มการเมืองขึ้นมา ถ้าเป็นอย่างที่ท่านเสนอร่างมานั้นประชาธิปไตยต่อไป ไม่เพียงแต่จะเป็นไข้หวัดนก แต่ติดเชื้ออีโบลา (Ebola) ทำให้ประชาธิปไตยได้ตายไป ส่วนที่จะพูด ผมเตรียมการมาเท่านี้ แต่ว่าต้องพูดต่อไปอีกสักนิดหนึ่ง ก็คือว่าหลังจากท่านชัย ชี้แจงแล้ว ท่านกรรมาธิการท่านชี้แจงต่าง ๆ ออกมาผมก็ฟังท่านแล้วก็หนาว กล่าวคือว่าถ้าท่านจะไปปรับปรุง แล้วถ้าปรับปรุงเพิ่มขึ้นเอาก๊วนการเมือง แก๊งการเมืองมาด้วย ก็ขอความกรุณาเถอะครับ สงสารประเทศไทยบ้าง ขอขอบคุณครับ เวลาที่เหลือผมขอไปใช้ในการอภิปรายส่วนอื่นครับ