สมศักดิ์ โล่สถาพรพิพิธ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจัดให้ประชาชนมีอำนาจในการเลือกตั้งโดยตรง และเสนอให้ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการเลือกตั้ง ส.ส. และปาร์ตี ลิสต์ โดยเรียกร้องให้เปลี่ยนจาก 4,500 คน เป็น 350 คน และ 200 คน และเสนอให้ผู้บริหารท้องถิ่นต้องจบปริญญาตรี
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สมศักดิ์ โล่สถาพรพิพิธ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ จังหวัดตรัง ผมคิดว่าร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากกระแสของสังคมภายนอกและภายในเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาสื่อมวลชนก็ดี บรรดานักการเมืองก็ดี ตลอดจนกระทั่งผู้ที่สนใจ ในเรื่องของการเมือง ผมได้ฟังนักการเมืองท่านหนึ่งพูดว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญ ฉบับเทวดา จริง ๆ แล้วผมอ่านหนังสือพิมพ์มาหลายฉบับ ไม่มีฉบับไหนที่ชื่นชมรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้เลย แต่ผมไม่ได้มองอย่างนั้น ผมมองว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีส่วนดีอยู่มาก แต่มีบางส่วน ที่จะต้องปรับแก้เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจตนารมณ์ที่จะ สร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ ผมยังนึกไม่ออกว่าประชาชนจะเป็นใหญ่ได้อย่างไรในเมื่อตัวแทน ของประชาชนไม่ผ่านการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน มีคนเลือกเอาไว้ล่วงหน้า แล้วเอาชื่อ มาให้ประชาชนลงคะแนน จะเลือกซ้าย เลือกขวาก็หนีไม่พ้นหวยล็อก (Lock) นี่หรืออำนาจ อธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ผมคิดว่ากรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญคณะนี้คงมีความคิด อยู่ตลอดเวลาบนสมมุติฐานว่านักการเมืองเลว ประชาชนโง่ ผมคิดว่าทุกองค์กรมีทั้งคนดีและ คนไม่ดี เมื่อวานผมได้ฟังคุณวรวิทย์พูดว่ามีกรรมาธิการยกร่างท่านหนึ่งขับรถย้อนศรจาก ที่จอดรถ ผมไม่สบายใจ เพราะท่านคือผู้ร่างกติกาของบ้านเมือง เพื่อเอามาบังคับใช้กับคน ทั้งประเทศ เมื่อท่านทำผิดเสียเองแล้วกติกาจะมีความศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไร ในสภาแห่งนี้ เราไม่ชอบให้มีอภิสิทธิ์ชน ไม่ว่าจะเป็นขาเล็กหรือขาใหญ่ อย่าใช้สำนวนโวหารอวดอ้างว่า เก่งแล้วเอาดีใส่ตัว เอาชั่วให้คนอื่น ท่านจะต้องทำกติกาให้มีความเป็นธรรมกับชนทุกชั้น ไม่ใช่ ๓๐๐,๐๐๐ เสียงในชนบทหรือต่างจังหวัดเท่ากับ ๑ เสียงในกรุงเทพมหานคร ท่านจะต้องหาวิธีทำให้คนดีได้ดูแลบ้านเมือง อย่าให้คนไม่ดีมามีอำนาจและปกครองบ้านเมือง ดังพระบรมราโชวาทของในหลวงของเรา
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมมีข้อสังเกตที่จะมอบให้กับคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญอยู่ ๕-๖ ประเด็น
ประเด็นแรก นายกรัฐมนตรีคนนอก ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะจะยึดโยง กับประชาชนได้อย่างไร ถ้าจะพูดถึงนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้เป็น ส.ส. มาจากคนนอก เราคงจะต้อง ย้อนกลับไป แต่ผมย้อนกลับไปไม่ไกลครับ สมัยหนึ่งปี ๒๕๒๒ มีนายพล ก เป็นนายกรัฐมนตรี กระแสเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีมาจาก ส.ส. ท่านเลยตัดสินใจเพื่อลดกระแสไปลงสมัคร รับเลือกตั้งที่จังหวัดร้อยเอ็ด โรคร้อยเอ็ดก็เลยระบาดมาทั่วทั้งประเทศในขณะนี้ ในที่สุด ท่านก็อยู่ไม่ได้ มีนายพลแถว ๆ บ้านผมเป็นนายกรัฐมนตรีต่อมา เป็นอยู่ ๓ สมัย ๘ ปี ๕ เดือน ไม่มีสักคำเดียวว่านายกรัฐมนตรีจะต้องมาจาก ส.ส. จนกระทั่งปี ๒๕๓๕ นายพล ส เป็นนายกรัฐมนตรี กระแสเรียกร้องว่านายกรัฐมนตรีจะต้องเป็น ส.ส. นำไปสู่เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ คนล้มตายจำนวนมาก นายกรัฐมนตรี ส อยู่ได้ ๔๕ วัน แล้วก็ นำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ปี ๒๕๔๐ ท่านที่ร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ท่านก็นั่งอยู่ ข้างบน อาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ท่านเป็นเลขานุการกรรมาธิการยกร่าง มีนายกรัฐมนตรี อ เป็นประธานยกร่าง แล้วก็มีท่านอุทัยเป็นประธาน ส.ส.ร. มาวันนี้จะเปลี่ยนให้นายกรัฐมนตรี มาจากคนนอกอีกแล้วหรือ เวลาเปลี่ยน คนอาจจะเปลี่ยน แต่บางครั้ง เวลาเปลี่ยน อากาศร้อน ๆ คนก็อาจจะเพี้ยน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมยังยึดมั่นอยู่เหมือนเดิมว่านายกรัฐมนตรี ต้องมาจาก ส.ส. ท่านจะใช้เสียงลงมติ ๒ ใน ๓ ๓ ใน ๔ อย่างไรก็ตาม ถ้าปืนจี้ไปหมด ละครับ เราจะเปิดช่องให้กับนายพลมาเป็นผู้นำอย่างนั้นหรือ
ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นที่ ๒ การเลือกตั้งแบบเขตและปาร์ตี ลิสต์ (Party list) ส.ส. ๔๕๐ คน เขต ๒๕๐ คน ปาร์ตี ลิสต์ ๒๐๐ คน ผมก็ไม่เห็นด้วย ถ้าจะเอา แบบท่านปู่ชัย ๔๕๐ คนก็มากเกินไป เกรงใจ ขอเปลี่ยนเป็น ส.ส. เขต ๓๕๐ คน ปาร์ตี ลิสต์ ๑๐๐ คน ทั้ง ๒ ส่วนมีความสำคัญอย่างยิ่ง ส.ส. เขตพบปะชาวบ้านลงไปรับปัญหาของ ชาวบ้าน มีปัญหาเดือดร้อนมาหา ส.ส. เขตหมด แต่ปาร์ตี ลิสต์ ไม่มี จะไม่ลง ยิ่งท่าน แบ่งเป็น ๖ ภาค บ้านผมภาคใต้ ๑๔ จังหวัด ประชากร ๗ ล้านกว่าคน ท่านต้องไปเอาจังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ เอาจังหวัดเพชรบุรี เอาจังหวัดราชบุรีมารวมด้วยประมาณ ๑๐ ล้านคน คนราชบุรี คนเพชรบุรีคงไม่ลงไปจังหวัดนราธิวาส คนบ้านผมก็ไม่ไป จะให้ขึ้นมาจังหวัด เพชรบุรีก็ไม่มี เพราะฉะนั้น ส.ส. ปาร์ตี ลิสต์ไม่ลงพื้นที่ แต่ ส.ส. เขตลงพื้นที่ ชาวบ้าน ติด ส.ส. เขต มีอะไรก็มาเล่าให้ฟัง มีอะไรก็มาบอก เหมือนอย่างที่สด ๆ ร้อน ๆ เรื่องยางพาราราคาตกต่ำ ๓ กิโลกรัม ๑๐๐ บาท ผมเป็น สปช. ชาวบ้านก็ไปหา ผมก็บอกว่า ผมเป็น สปช. ไม่ได้เป็น ส.ส. ส.ว. ชาวบ้านก็ไปหา เราก็เลยช่วย ดีหน่อยว่า สคช. มีติ่งไว้ นิดหนึ่งว่า สปช. มาจากจังหวัด จังหวัดละ ๑ คน ก็มีอยู่นิดหนึ่งพวกเรา ๗๗ จังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางใต้ สปช. ทางใต้ ๗-๘ คน รวมทั้งคุณอุทัยเราก็ไปหารัฐมนตรีเพื่อบอก ให้ทราบว่าปัญหายางพารามันเป็นอย่างไร รัฐบาลแก้ถูกทางไหม อะไรเหล่านี้ ๓ กิโลกรัม ๑๐๐ บาท กิโลกรัมละ ๔๐ บาท ที่รัฐบาลแก้ไม่ถูกทางครับ เพราะเหตุว่าเปิดตลาดกลาง ยางพาราในประเทศไทย ๖ แห่ง ภาคใต้มีจังหวัดยะลา หาดใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดสุราษฎร์ธานี บ้านผมจังหวัดตรัง จะไปขายที่ไหน จะไปจังหวัดสุราษฎร์ธานี หรือ ๒๕๐ กิโลเมตร จะไปหาดใหญ่ ๑๖๐ กิโลเมตร จะไปจังหวัดนครศรีธรรมราช ๑๖๐ กิโลเมตร ไปเช้าเข้าคิวไม่รู้จะ ได้หรือเปล่า ชาวบ้านเดือดร้อนก็ต้องขายพ่อค้าในตลาด ต้องขายโรงงาน ๒๐๐ กิโลกรัม ๓๐๐ กิโลกรัม พ่อค้าก็ซื้อกิโลกรัมละ ๔๐ บาท รวบรวม ๕๐,๐๐๐ กิโลกรัมก็บรรทุกไปขายหาดใหญ่ บรรทุกไปขายจังหวัดนครศรีธรรมราช นี่คือปัญหาหรือว่าเป็นปัญหาที่จำเป็นจะต้องนำมาบอก รัฐบาลที่แล้วช่วยเกษตรกรไร่ละ ๒,๕๒๐ บาท คนละ ๒๐ ไร่ ๕๐,๐๐๐ บาท เงินจำนวนนั้นไม่ตกถึงมือคนที่กรีด เจ้าของ สวนยางเอาหมด ความจริงแล้วจะต้องแบ่ง ๖ ต่อ ๔ สมมุติว่าขายยางได้ ๑๐๐ บาท คนกรีดได้ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เจ้าของสวนได้ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ แต่เงินที่ช่วย ๕๐,๐๐๐ บาท เจ้าของสวนเอาหมด คนกรีดไม่ได้ ลูกจ้าง ความเหลื่อมล้ำเหล่านี้ห่างออกไปทุกที ชาวบ้านก็มาบอกอีก ผมก็ มาบอกรัฐบาล ถ้าท่านให้ ๒๕๐ คนทั้งประเทศในขณะนี้ เขตมันกว้างขึ้น ผู้แทนราษฎรลำบาก บ้านผมจังหวัดตรังมีผู้แทน ๔ คน ยกเว้นท่านชวนเป็นปาร์ตี ลิสต์ เขตละ ๑ คน ประชากร ๖๐๐,๐๐๐ กว่าคน เขตละ ๑๕๐,๐๐๐-๑๖๐,๐๐๐ คน ไปได้ ๓-๔ อำเภอ แต่เหลือ ๒๕๐ คน บ้านผมเหลือ ๒ คน แบ่งเป็น ๒ เขต ผู้แทนราษฎรจะไปเยี่ยมพี่น้องประชาชนทั่วถึงอย่างไร ส่วนปาร์ตี ลิสต์ก็มีประโยชน์ คนที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน อย่างเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องพลังงานที่มีความเชี่ยวชาญ ก็จำเป็นที่จะต้องเอามาอยู่ในบัญชีรายชื่อมาช่วย เพราะถ้า ให้ลงเลือกตั้งเขตเขาก็ไม่ลง ถ้าลงก็ไม่ได้อีก เพราะฉะนั้นมีความสำคัญทั้ง ๒ ส่วน แต่แบ่ง ความสำคัญให้กับ ส.ส. เขตที่อยู่กับประชาชนให้มากหน่อย ขอเป็น ๓๕๐ คน แล้วก็ ๑๐๐ คน ผมว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ดีมาก ส.ส. เขต ๔๐๐ คน ลงตัวเลย ๖๐ ล้านคน เขตละ ๑๕๐,๐๐๐ คน แล้วปาร์ตี ลิสต์ ๑๐๐ คน ดีมากเลย แล้วใช้เขตประเทศ อย่าไปดูถูก พวกการเมือง เขามีวินัย เขามีกติกา กรรมการบริหารเขาก็จัดเหมือนอย่างท่านประธาน ยกร่างรัฐธรรมนูญ ท่านอาจารย์บวรศักดิ์บอกว่า มี ส.ส. คนหนึ่งอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น มันไม่ใช่อย่างนั้น กรรมการบริหารพรรคเขาจะจัดเรียงลำดับความสำคัญ ถ้าเป็น กรรมการบริหารพรรค เป็นคนที่ช่วยเหลือพรรค เป็นคนที่ดูแลแล้วก็ไปช่วยลูกพรรคเลือกตั้ง ตามต่างจังหวัดต่าง ๆ เขาก็ให้อยู่ลำดับดี ๆ เป็นเรื่องธรรมดา เพราะฉะนั้นเราอย่าไปห่วง ส่วนเรื่องอีกเรื่องหนึ่งก็คือ เรื่อง ส.ส. ต้องสังกัดพรรคการเมืองไม่ใช่กลุ่ม เหตุผลก็คล้าย ๆ กับท่านปู่ชัย แต่ว่าของผมกลุ่มการเมืองไม่ได้หมายถึง กปปส. ไม่ได้หมายถึง นปช. ไม่ใช่ กลุ่มเล็ก ๆ ได้ ส.ส. มา ๑ คน ๒ คนอย่างนี้แย่ เวลา ๒ พรรคที่ได้คะแนนก้ำกึ่งกัน พวกนี้ จะไปหมด มีอยู่ยุคหนึ่งผมไม่ทราบว่าท่านที่อยู่ในสภาแห่งนี้ ท่านอาวุโสทั้งหลายที่อยู่สภาแห่งนี้ จำได้ไหม เขาจ่ายกันในห้องน้ำ ไปเลย ๒ คน ๓ คน แล้วกลุ่มการเมืองเข้ามาก็ไม่มาก อย่างดี ก็ไม่เกิน ๑๐ คน ถ้าเกิน ๑๐ คน เขาก็จดทะเบียนพรรค บางทีลง ๑๐ คนนี้ได้สัก ๑ คน ใหญ่เหลือเกินแล้ว เพราะฉะนั้นกลุ่มการเมืองไม่ดี ไม่มีระเบียบ ไม่เหมือนพรรคการเมืองเขา มีระเบียบ มีกติกา มีการประชุม มีการอะไรต่าง ๆ เขามีสมาชิกทั่วทั้งประเทศ ให้ความสำคัญกับพรรคการเมืองเขาเถอะ
ประการที่ ๔ ส.ว. (๑) (๒) (๓) (๔) ผมคงไม่พูดถึง (๑) (๒) (๓) (๔) ที่สรรหามา ผมไม่พูดถึง ถ้าถามว่าบล็อก (Block) ได้ไหม ขอเวลาผมนิดแล้วผมจะอธิบายให้ฟังว่า เขาบล็อกกันอย่างไร (๑) (๒) (๓) (๔) เขาทำกันอย่างไร แต่ (๕) ท่านยังต้องเอากรรมการมาคัดกรองอีกครั้งหนึ่งก่อนที่จะให้ประชาชนเลือก แล้วอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยได้อย่างไร คณะกรรมการชุดนั้นมีอำนาจมากกว่า คนในจังหวัดหรือ ผมเคยบอกพรรคพวกว่าจังหวัดทางใต้มีอยู่จังหวัดหนึ่งลง ส.ว. ได้คะแนนเสียง ๑๐๐,๐๐๐ พอลง สปช. ไม่ติด ๑ ใน ๕ มีอยู่อีกจังหวัดหนึ่งเป็น ส.ว. ได้คะแนนเสียง ๕๐,๐๐๐ พอมาสมัคร สปช. ซึ่งคัดโดย ๕ คน กรรมการสรรหามีอยู่ ๕ คน มีอิทธิพล เหนือกว่าประชาชน ๑๐๐,๐๐๐ คน ท่านลองนึกดูสิ ผมคิดว่ากรรมการกลั่นกรองตรงนี้ น่าจะเอาออกแล้วปล่อยให้ประชาชนเขาเลือก ให้เขาเลือกของเขาเองเป็นธรรมชาติ
อีกประการหนึ่ง ท่านกลัวว่าพรรคการเมืองจะแทรกแซงหรือว่า ส.ว. ที่มาจาก การเลือกตั้งจะเป็นฐานเสียงของพรรคการเมือง พรรคการเมืองจะแทรกแซง มีแต่ไม่มาก ก็นักการเมืองเขาจะรู้จัก เขาก็มีความผูกพัน มีแต่ไม่มาก ผมจะยกตัวอย่างให้ฟังในจังหวัดตรัง ปี ๒๕๔๓ มี ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์คนหนึ่ง เป็น ส.ส. ปี ๒๕๑๘ แล้วก็ปี ๒๕๑๙ แล้วก็ ปี ๒๕๒๖ ท่านก็หยุดไปทำสวน กลับมาลง ส.ว. ปี ๒๕๔๓ ไม่ได้ครับ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดนครศรีธรรมราชสด ๆ ร้อน ๆ ปี ๒๕๕๑ ใครที่เป็น ส.ว. รุ่นนั้นรู้ว่า ส.ว. จังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นคนของพรรคไหน ถ้าพรรคประชาธิปัตย์เขาจะช่วยจริง ๆ ส.ส. ในจังหวัดนครศรีธรรมราช ๑๐ คน มันจะเหลือหรือ ผมจะบอกให้จะเหลือหรือ ไม่มี เขาไม่ช่วย แต่ความสนิทสนมความผูกพันมี จังหวัดอีกจังหวัดหนึ่งจังหวัดพัทลุง ส.ว. คราวที่แล้ว อาจารย์มาเป็น ส.ว. เคยเป็น ส.ส. พรรคชาติไทย แล้วก็มาชี้แจงให้กับ สนช. ฟังตอนที่ สนช. เรียกมาชี้แจงเรื่องประธานนิคม มาชี้แจงเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านก็มานั่งข้างด้วย เพราะฉะนั้นก็ไม่ใช่พรรคประชาธิปัตย์อีก ถ้าจะเอาจังหวัดพัทลุงจะเหลืออีกหรือ ยกตัวอย่างให้ฟัง ๒-๓ จังหวัดที่อยู่ใกล้ ๆ จังหวัดตรัง ผมไม่ทราบหมดเวลาหรือยัง เห็นออดไม่ดังครับ นึกว่า หมดเวลาแล้ว
ผมฝากอีกเรื่องหนึ่ง ทำไมไม่เขียนให้ ส.ส. จบปริญญาตรี ผมเป็นกรรมาธิการ กฎหมายท้องถิ่น ปี ๒๕๔๕ กฎหมายท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น กฎหมายฉบับนั้นมีจุดประสงค์ อย่างเดียวคือต้องการที่จะให้ผู้บริหารมาจากการเลือกตั้ง สมัยก่อนประชาชนเลือกสมาชิก แล้วสมาชิกไปเลือกสมาชิกเป็นผู้บริหาร เราต้องการที่จะให้ผู้บริหารมาจากการเลือกตั้ง ของประชาชน ผมเป็นกรรมาธิการผมก็เลยกำหนดให้ผู้บริหารต้องจบปริญญาตรี ปริญญาตรี เท่านั้น เพราะผมคิดว่าการศึกษาพัฒนาคน คนไปพัฒนาชาติ แต่เมื่อสักอาทิตย์ที่แล้วผมได้ฟัง มีกรรมาธิการท่านหนึ่งบอกว่าคนที่จบปริญญาตรีคือคนโง่ ผมเศร้าใจคนที่จบปริญญาตรี คือคนโง่
ผมก็ขอฝากอีกประเด็นหนึ่งการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร ขอความกรุณา ได้ทบทวน ผมคิดว่าไม่คุ้ม เลือกนอกราชอาณาจักร ขอบพระคุณครับ