สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๘ · ๒๓ เมษายน ๒๕๕๘

เลิศรัตน์ รัตนวานิช หารือเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำว่า "กลุ่มการเมือง" ในร่างนั้น หมายถึงอะไร และควรจะมีความชัดเจนในการใช้คำนี้

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติผู้มีผู้เกียรติทุกท่าน กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ใคร่ขออนุญาตเรียนชี้แจงผ่าน ท่านประธานไปยังท่านสมาชิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านคุณพ่อชัยของผม ปกติเรียกท่านเป็นพ่อ ที่ท่านได้กรุณาให้ความเมตตากล่าวชื่อผมหลายครั้ง ที่อยากจะกราบเรียนคงไม่ใช่เป็นการ โต้วาทีหรือตอบโต้ ฯพณฯ ชัย เพียงแต่จะกราบเรียนข้อมูลสั้น ๆ ถึงเจตนาและถึงที่ไปที่มา ในประเด็นต่าง ๆ ที่ท่านประธานชัยได้เสนอนั้นไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเลือกตั้ง ส.ส. ทั้งหมด การเลือกตั้ง ส.ว. ทั้งหมดให้ลดลงเหลือ ๑๕๐ คน ประเด็นเหล่านี้เราก็ได้รับ ข้อเสนอแนะจากท่านสมาชิกหลายท่าน ซึ่งท่านประธานก็จะได้รับไปใคร่ครวญไตร่ตรอง อีกครั้งหนึ่งในช่วง ๖๐ วันสุดท้ายว่าหนทางไหนจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการออกแบบสภาของเรา ทั้งในส่วนของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา แต่ที่กระผมติดใจก็มีอยู่เพียงประโยคเดียว ที่ท่านประธานชัยได้กล่าวถึงที่ว่า ชาติจะล่มจมเพราะกลุ่มการเมือง ผมก็เลยขอกราบเรียน ชี้แจงให้มีความกระจ่างเพิ่มมากขึ้นว่า คำว่า กลุ่มการเมือง ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ได้ บัญญัติไว้มีความหมายเพียงไรและมีความหมายขนาดไหน คือถ้าเรามองในสถานการณ์ บ้านเมือง แล้วไปเห็นชื่อกลุ่มการเมืองต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ ที่มีการจัดตั้งขึ้น กลุ่มน้อย กลุ่มเล็ก กลุ่มใหญ่ ๆ แล้วก็ใช้ชื่อคำว่า กลุ่ม ก็โดยที่ว่าบรรดากลุ่มเหล่านั้นซึ่งในภาษาอังกฤษใช้คำว่า โพลิติคอล อินเทอเรสท์ กรุ๊ป (Political interest group) คือกลุ่มที่มีความเกี่ยวข้องทางการเมือง มีความสนใจทางการเมือง แล้วก็เป็นกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมือง ถ้าแปลจากภาษา อังกฤษ กลุ่มเหล่านี้เป็นกลุ่มที่จัดตั้งกันขึ้นเองโดยไม่ได้มีกฎหมายรองรับ เรียกกันเอง รับรู้กันเอง สื่อสารมวลชนให้ความสำคัญในชื่อเหล่านั้น และความมุ่งหมายของกลุ่มเหล่านั้นก็มีความมุ่งหมาย ที่หลากหลายแตกต่างกันไป บางกลุ่มก็รณรงค์ในเรื่องของการอนุรักษ์บางเรื่อง บางกลุ่ม ก็สนใจในเรื่องของด้านพลังงาน มีชื่อเป็นเครือข่าย บางกลุ่มสนใจในเรื่องของการดำเนินงาน การบริหารงานของรัฐบาลต่าง ๆ บางกลุ่มสนใจในเรื่องของการที่จะเชิดชูประชาธิปไตย ในแนวคิดของกลุ่มเอง แต่กลุ่มเหล่านี้เป็นกลุ่มอินเทอเรสท์ กรุ๊ป (Interest group) ซึ่งไม่ได้ เป็นกลุ่มที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ในความหมายของเราที่เราใช้คำว่า กลุ่มการเมือง ขึ้นมา ควบคู่กับพรรคการเมืองนั้น มีชัดเจนอยู่อย่างน้อยในมาตรา ๗๖ ครับ ถ้าท่านสมาชิกผู้มีเกียรติ จะกรุณาเปิดดูในมาตรา ๗๖ ก็จะเห็นชัดเจน ซึ่งก็เป็นมาตราเดียวกับที่ท่านประธานชัย ได้กรุณาอ้างถึง ผมกล่าวชื่อท่านหลายครั้งแล้วก็ขออนุญาต ขออนุญาตไปเสียทีเดียวเลย ด้วยความรักและเคารพจึงได้กล่าวชื่อท่านหลายครั้ง มาตรา ๗๖ นั้นใน ๗ วรรคแรก เราตีกรอบพรรคการเมืองออกมาไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งจริง ๆ แล้วคำว่า พรรคการเมือง จะมีบัญญัติ จะมีข้อกำหนด จะมีข้อปฏิบัติอยู่อีกมากมายในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมืองและกลุ่มการเมือง ซึ่งจะนำเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติภายหลังจากที่ รัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับแล้ว และประกาศใช้ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในมาตรา ๗๖ เราได้นิยาม เราได้เพิ่มเติมสิ่งต่าง ๆ ที่เราคาดหวังว่าพรรคการเมืองจะต้อง ปฏิบัติให้เป็นพรรคการเมือง ในระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างครบถ้วน แล้วก็ ด้วยความโปร่งใส มีธรรมาภิบาล จึงได้ให้ความสำคัญบัญญัติไว้ถึง ๘ วรรคในมาตรานี้ แล้ว ท่านก็จะเห็นว่าอย่างในวรรคแรก ผมอ่าน ๔ บรรทัดนี่ พรรคการเมืองต้องจัดองค์กรภายใน ดำเนินกิจการและออกข้อบังคับให้สอดคล้องกับหลักการพื้นฐานแห่งการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่ขัดต่อสถานะและการปฏิบัติหน้าที่ ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฐานะที่เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย และมีหน้าที่พิทักษ์ ผลประโยชน์ของชาติและประชาชน เพราะฉะนั้นตรงนี้ยังมีอีก ๖ วรรคที่จะพูดถึงข้อกำหนด ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการรับเงินบริจาค การดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ การมีมติของ พรรคที่จะให้ ส.ส. ไปโหวต (Vote) ในสภานั้นต้องเป็นมติของ ส.ส. ด้วยกันเอง รวมถึงการที่ จะมี ส.ส. จำนวน ๑ ใน ๔ มีกรรมการบริหารหรือมีประชาชน พลเมืองไม่น้อยกว่า ๕,๐๐๐ คนที่จะสามารถชี้ว่าการดำเนินงานของพรรคนั้นไม่เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมาย หรือไม่เป็นไปตามข้อบังคับของพรรคเอง ซึ่งสามารถที่จะให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ เป็นต้น แต่ที่สำคัญที่ผมจะกราบเรียนคือในวรรคแปดของมาตรานี้ ในวรรคแปด เราได้บัญญัติไว้ว่าให้นำ ความในมาตรานี้ก็คือทั้ง ๗ วรรคแรกมาใช้บังคับกับกลุ่มการเมืองซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยคณะบุคคล ซึ่งมี วัตถุประสงค์ทางการเมืองและมีฐานะเป็นนิติบุคคล ซึ่งได้จดแจ้งหรือได้แจ้งไว้กับคณะกรรมการ การเลือกตั้งเท่าที่จะกระทำได้ ประเด็นก็คือว่าข้อบังคับทั้งหลาย ข้อกำหนดทั้งหลายที่ใช้บังคับกับ พรรคการเมืองนั้นก็จะนำมาใช้บังคับกับกลุ่มการเมืองในความหมายของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ด้วย ผมได้กราบเรียนเมื่อวานนี้ว่าความเป็นกลุ่มการเมืองนั้นมีข้อต่างจากความเป็นพรรค การเมืองที่เราคุ้นเคยกันอยู่ในประเด็นของข้อกำหนด เช่น มีจำนวนกรรมการอาจจะลดลงมา ผู้ไป จด แทนที่จะเป็น ๑๕ คน อาจจะเหลือประมาณสัก ๑๐ คน สมาชิกพรรคเมื่อครบ ๑ ปี อาจจะไม่ จำเป็นต้องมีถึง ๕,๐๐๐ คน ที่ตั้งหรือสำนักงานพรรคในภาคต่าง ๆ อาจจะไม่ต้องมีก็เป็นเรื่องของ กลุ่มการเมืองที่มีความประสงค์ที่จะส่งผู้สมัครเข้ารับการเลือกตั้งเป็น ส.ส. ในระดับภาค ระดับ กลุ่มจังหวัดที่เขามีความคุ้นเคยหรือว่ามีความประสงค์ เพราะฉะนั้นความหมายที่ท่านประธานชัย ได้กรุณาพูดถึงกลุ่มการเมืองที่ท่านคิดว่ามีความเคลื่อนไหวในบ้านเมืองก็คงจะมิใช่ในความหมาย ในกลุ่มการเมืองที่เราได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ถ้าหากกลุ่มการเมืองเหล่านั้นต้องการ จะมาสมัครเป็นผู้ที่สามารถส่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เขาก็ต้องมาเข้าสู่กระบวนการ ตามกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ในการที่จะต้องจดทะเบียน มีวัตถุประสงค์ มีอุดมการณ์อย่างชัดเจนเพื่อการนี้ ฉะนั้นผมก็เชื่อว่าถ้ากลุ่มการเมืองเหล่านั้น จะเล่นการเมืองเขาสามารถเล่นเป็นระดับพรรคได้อยู่แล้วครับ เพราะเขามีกิ่งก้านสาขา มีเครือข่ายอยู่ทั่วประเทศ มีสมาชิกเป็นหมื่นคนเป็นแสนคน ฉะนั้นการที่เราใช้คำว่า กลุ่มการเมืองในความหมายในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็คงมิได้จะทำให้สถานะของกลุ่มการเมืองใด ๆ ที่เคลื่อนไหวอยู่ในประเทศไทยนี้จะมีสถานะที่ถูกต้องตามกฎหมาย จะมีสถานะที่จะทำอะไร ให้เกิดความเสียหายแก่บ้านเมืองได้ ก็ใคร่ขออนุญาตกราบเรียน ฯพณฯ ประธานชัย เพื่อกรุณาทราบเจตจำนงอันแท้จริงของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขอกราบ ขอบพระคุณครับ