เดชฤทธิ์ ปัญจะมูล หารือเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ โดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับวิธีการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. และขอให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญดำเนินการประชาสัมพันธ์ให้ครอบคลุมมากขึ้น นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการเลือกตั้งและปัญหาที่ประชาชนเผชิญอยู่ เช่น ปากท้องไม่อิ่ม และการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการยึดโยงกับประชาชน และการสร้างมาตรฐานในการประเมินผลงานของข้าราชการ เพื่อให้ระบบการบริหารราชการแผ่นดินมีความยืดหยุ่นและสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ยังหารือเรื่องบทบาทพลเมืองในมาตรา ๒๑๐ ของรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญกำหนดหลักเกณฑ์ของพลเมืองให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนและไม่ให้พลเมืองถูกตั้งข้อหาที่ไม่ใช่หน้าที่
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม เดชฤทธิ์ ปัญจะมูล จังหวัดปราจีนบุรี ท่านประธานครับตลอด ๔ วัน ๔ คืนที่ผ่านมานั้นได้รับ เสียงสะท้อนจากพี่น้องประชาชนซึ่งกำลังจะเป็นพลเมืองของจังหวัดปราจีนบุรีว่าขอฝาก เสียงสะท้อนตรงนี้ไปยังคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ๕-๖ ประเด็นครับ
ประเด็นแรก ก็เรื่องของวิธีการเลือกตั้ง การได้มาของ ส.ส. ส.ว. ซึ่งขณะนี้ พี่น้องยังสับสนว่าจะใช้วิธีแบบไหน อะไร อย่างไร เลือกตั้ง ๒ ชั้น ๓ ชั้น อะไรต่าง ๆ พวกนี้ ทั้งเลือกตั้งทางอ้อม ทางตรงอะไรอย่างนี้ ก็ยังสับสนอยู่ ฟังแล้วก็ยังงุนงงสงสัย
ประการที่ ๒ ก็คือเห็นด้วยครับที่วาระของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือ ส.ส. นั้นมีแค่ ๒ สมัย แล้วก็ถ้าจับได้ว่ามีการซื้อสิทธิซื้อเสียงขอให้ตัดสิทธิไปตลอดชีวิตไปเลย อันนี้เห็นด้วย
ประการที่ ๓ บอกว่า ส.ว. ถ้ามาจากการเลือกตั้งอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ยังงุนงง สงสัยอยู่อีกครับ เขาเสนอว่าอย่างนี้ได้ไหมเลือกมันทั้งประเทศไปเลย เพราะไหน ๆ ส.ว. ก็เป็นคนของประชาชนทั้งประเทศอยู่แล้ว แล้วก็แตกต่างจากสภาล่างคือสภาผู้แทนราษฎร เขาเสนอมาอย่างนี้ว่า ขอให้ประชาชนทั้งประเทศเลือก ส.ว. กันเสียเลย ไม่ต้องมาตรงนั้นตรงนี้ และไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็น ๒๐๐ คน ร้อยเดียวก็พอ ๑๒๐ คนก็พอ เพราะว่าเป็นสภาสูง ทำหน้าที่แตกต่างกัน ถ้าเผื่อว่ามาจากจังหวัด หนีไม่พ้นใช้ฐานเสียงเดียวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เหมือนกันเป๊ะเลยครับ เพราะฉะนั้นไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย ไม่ได้เกิดความแตกต่างกันเลย ระหว่าง ส.ส. กับ ส.ว. เพราะมาจากฐานเสียงเดียวกัน
ประการต่อไปครับ ในเรื่องของการประชาสัมพันธ์ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ พี่น้องประชาชนบอกว่ายังไม่ทั่วถึงเลย ฟังจากทีวีก็ยังงง ๆ สงสัย ก็พูดกันไปพูดกันมา ยังหาข้อสรุปไม่ได้ เพราะฉะนั้นฝากท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้กรุณาเถอะครับ คราวที่แล้วผมได้อภิปรายไปแล้วว่าอยากให้พี่น้องประชาชนได้ทำความเข้าใจกับเรื่องนี้ ถ้าพี่น้องผมเข้าใจไม่จำเป็นต้องทำประชามติครับ
อีกเรื่องหนึ่งครับ ในเรื่องของเราไปติดกับดักของประชาธิปไตยไปยึดในเรื่องของ การเลือกตั้ง พี่น้องบอกว่าขณะนี้ปัญหาต่าง ๆ มันไม่ได้อยู่ที่ถ้าแก้ปัญหาเรื่องซื้อสิทธิ ซื้อเสียงไม่ได้ เขาก็บอกว่ายังไม่จำเป็นต้องทำการเลือกตั้งหรอก ไปแก้ปัญหาปากท้องให้ท้อง มันอิ่มก่อนได้ไหม แล้วถ้าถึงตอนนั้นเขาบอกว่าเลือกตั้งอย่างไรก็โอเคครับ เรื่องซื้อสิทธิ ซื้อเสียงก็จะเบาบางลง นี่คือเสียงสะท้อนจากพี่น้องประชาชนซึ่งจะเป็นพลเมืองของผม
ย้อนกลับมาที่มาตรา ๒๐๗ ในเรื่องของระบบคุณธรรม ผมเห็นด้วยกับ ท่านสมาชิกผู้อาวุโสหลาย ๆ ท่านที่อภิปรายไปก่อนหน้าผม แต่ผมจะไม่อภิปรายซ้ำ จะขออนุญาตนำเรียนที่แตกต่าง แล้วก็เพิ่มเติมจากท่านสมาชิกที่อภิปรายไปแล้วว่า ในเรื่องของการที่จะสรรหาหรือเลือกปลัดกระทรวงอย่างเดียวที่เป็นคณะกรรมการระบบ คุณธรรมตรงนี้ ผมว่ายังไม่เพียงพอหรอกครับ เนื่องจากว่ามันเป็นส่วนหัวแล้วก็ยังไม่ยึดโยง กับประชาชน ปัญหาก็คือถ้าภาคการเมืองไม่สามารถที่จะมอบนโยบายให้กับปลัดกระทรวง แล้วปลัดกระทรวงไม่ไปอิมพลีเมนท์ (Implement) ไม่เอานโยบายไปปฏิบัติจะเกิดอะไรขึ้น เพราะว่าเขาก็จะต้องรับผิดชอบต่อนโยบายซึ่งจะต้องมาแถลงกับสภาแห่งนี้ แล้วถ้าเผื่อ ปลัดกระทรวงเกิดไม่พอใจกัน หรือมีปัญหากันขึ้นมา หรือไม่มีความสามารถที่จะทำ ไม่ทำตัวนี้ขึ้นมา อะไรจะเกิดขึ้น แค่นี้ยังไม่พอครับ ผมอยากจะให้คณะกรรมการตรงนี้ลงไปถึงในระดับล่างด้วย ถ้าเป็นส่วนกลางก็เป็นอธิบดี รองอธิบดีหรือผู้อำนวยการสำนักก็ควรจะมีในระบบนี้ด้วย ใน ส่วนภูมิภาคผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการจังหวัด นายอำเภอจนกระทั่งถึงระดับล่างก็ควรจะต้องมีคณะกรรมการระดับนี้ มีการประเมินผล ๓๖๐ องศา ทั้งจากพี่น้องประชาชน ทั้งอะไรถ้าอยู่ในพื้นที่ ยกตัวอย่างเป็นข้าราชการครู ตอนนี้กำลังสอบผู้ช่วยครูกัน ข้าราชการครูสมมุติว่าในพื้นที่หนึ่ง จังหวัดหนึ่งบรรจุพร้อมกัน ๑๐๐ คน สามารถจัดแรงกิง (Ranking) ได้ภายใน ๑ ปีว่าครูผู้สอนหรือครูผู้ช่วยนั้นมีผลงาน เป็นอย่างไร แล้วไม่ต้องไปทำ ไม่ต้องไปประเมินผลงาน ดูจากความรู้ความสามารถ ของนักเรียนที่เขารับผิดชอบ ไม่ต้องไปทำเอกสารเป็นปึก ๆ ใหญ่ ๆ เป็นคืบ กรรมการดูก็ไม่ไหวหรอกครับ ไม่ต้องไปทำถึงขนาดนั้น ประเมินผลสัมฤทธิ์จากเด็กนักเรียนน่าจะดูดีกว่า พี่น้องประชาชน พลเมืองของผมเขาบอกว่า ที่โรงเรียนมีแต่โล่แต่เด็กโง่ไปค่อนโรงเรียน เขาก็บอกว่ามันก็ไม่ได้ เกิดประโยชน์อะไรเลยที่จะไปทำอย่างนั้น มีครูแสนดี ครูล้านดี ครูในดวงใจมีอะไรเยอะแยะ นั่นเป็นภาคของครู ถ้าเป็นในภาคของ ส่วนราชการอื่นที่ผมพอจะรู้จักนั่นก็คือในด้านของ กรมการปกครอง ยกตัวอย่างง่าย ๆ มีการบรรจุปลัดอำเภอสัก ๑๐๐ คน ในแต่ละพื้นที่ จัดแรงกินกันเลยว่ามีการประเมินผล ๓๖๐ องศาอย่างที่ท่านอดีตเลขาธิการ ก.พ. บอกว่า พยายามทำไว้แล้วว่า มันจะมีระดับอาวุโส ผมเห็นด้วยกับท่านเจนเมื่อครู่ ขออภัยที่เอ่ยนาม ว่าอาวุโสไม่พอครับ การทำงานในพื้นที่มันต้องมีความรู้ ความสามารถและผลงานด้วย ผลงานอย่างเดียวก็ยังไม่พอต้องเป็นผลสัมฤทธิ์ของการปฏิบัติงาน ไม่ใช่เพียงทำงานให้แล้วเสร็จ ให้แล้ว ๆ ไปเท่านั้นเองผลสัมฤทธิ์นั้นจะต้องเกิดอยู่กับประชาชน ยึดโยงอยู่กับประชาชน จึงจะเข้ากับมาตรา ๒๐๗ ต้องยึดโยงกันระหว่างข้าราชการ นักการเมืองและประชาชน ถ้ามิเช่นนั้นแล้วถ้าไม่วางกรอบ วางระบบ วางหลักเกณฑ์อย่างนี้แล้ว ผมเชื่อเหลือเกินว่า ข้าราชการพอเข้าเส้นสตาร์ท (Start) ปุ๊บ ไม่เหมือนระบบของศาล ถ้าศาลนี่อายุน้อยที่สุด มีโอกาสที่จะเป็นประธานศาลฎีกา แต่ข้าราชการพลเรือนเข้าเส้นสตาร์ทพร้อมกัน ๑๐๐ คน ไม่มีโอกาสรู้ว่าจุดสุดท้าย คือฟินิช (Finish) ของเขาจะไปถึงไหน อย่างไร เพราะฉะนั้นก็ต้อง วิ่งไปหานักการเมือง เพราะว่าเป็นทางลัด ถ้าวิ่งหาผู้บังคับบัญชาไม่ได้ เราลองคิดดูว่าเรากลับไปบ้านเห็นสุนัขหรือแมวของเรา พอเห็น หน้าตา เรากลับมาดึก ๆ ระริกระรี้ กระดี๊กระด๊าเข้ามาหาเรา เรายังอดที่จะลูบหัว ลูบหลัง ลูบไหล่ เล่นหยอกเย้ากับเขาไม่ได้ ในทางกลับกันถ้าเป็นคนกระดิ๊กกระดี๊ ระรี้ระร้าอย่างนี้ ก็อดไม่ได้ที่ว่าจะต้องอวยยศ เพิ่มยศอะไรก็ว่ากันไป เพราะเขาพูดได้ เอ็นดูได้ มันพูดได้ มันไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นตรงนี้จะได้เป็นมาตรฐาน ถ้าเราไม่ทำอย่างนี้ผมก็ดูแล้วว่า ระบบราชการของเราคงจะวังเวง แล้วก็ไม่ได้ยึดโยงอะไรกับประชาชน ความสัมพันธ์ระหว่าง ข้าราชการ นักการเมืองและประชาชน ไม่ยึดโยงกัน เมื่อไม่ยึดโยงกัน ระบบความสัมพันธ์ ระบบราชการก็จะล้มเหลว แล้วก็หนีไม่พ้นครับที่ข้าราชการจะต้องไปอิงแอบกับนักการเมือง ในอนาคต
มาดูในเรื่องของบทบาทพลเมืองในมาตรา ๒๑๐ บทบาทพลเมืองตรงนี้ ฝากกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่า ท่านควรจะต้องไปออกแบบแล้วก็เพิ่มเติม เอาให้ ชัดเจนครับว่าหลักเกณฑ์ของพลเมืองที่จะเข้ามามีส่วนร่วมหรือตรวจสอบมีบทบาท และหน้าที่ขนาดไหน เพราะว่าพลเมืองไม่ใช่ข้าราชการ ไม่มีโทษ ไม่มีวินัย ถ้าทำต่ำกว่าเกณฑ์ ไม่เป็นอะไร แต่ถ้าหากว่าทำเกิน จัดการงานนอกสั่ง นอกบทบาทหน้าที่จะทำอย่างไร มันเคยมีครับ พอเป็นใหญ่ขึ้นมาถึงปุ๊บ เป็นธรรมาภิบาลเข้ามาก็ไปตรวจสอบที่อำเภอ พอ ๐๘.๓๐ นาฬิกา ก็ขีดเส้นใต้ ซึ่งไม่ใช่หน้าที่เลย ไป ๆ มา ๆ อยู่ไม่ทันถึงอาทิตย์ก็ตีกันบนอำเภอ เพราะว่าไม่ใช่ หน้าที่ ไม่ใช่ฟังก์ชัน (Function) ของความเป็นพลเมือง ต้องกำหนดตรงนี้ให้ชัดเจน
อีกอันหนึ่งก็เป็นเรื่องของการอย่าให้ไปกำหนดในส่วนที่ ๒ ของประเด็น การปฏิรูปในด้านต่าง ๆ เพราะถ้าหากว่ากำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญลอย ๆ อย่างนี้เดี๋ยวก็ เหมือนกับรัฐธรรมนูญที่ผ่าน ๆ มาอีกหลายมาตรา มีอีกหลายเรื่องที่ควรจะเป็น พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ตรงนี้ถ้าไม่ทำให้มันเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนผมก็เชื่อว่า คงเป็นเพียงแค่ลม ๆ แล้ง ๆ แล้วก็ฝากเอาไว้ในร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจะออกไปนี่ล่ะครับ เพราะฉะนั้นฝากตรงนี้ไว้ว่าอยากจะให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ถ้าไม่ทำตอนนี้ก็ไม่มีโอกาสทำ อีกแล้วล่ะครับ กราบขอบพระคุณครับ