เจนนำชัยศิริ หารือเรื่องระบบราชการ โดยเน้นย้ำความแข็งแกร่งและความสำคัญของระบบราชการญี่ปุ่น พร้อมเสนอแนะการแก้ไขกฎหมายเพื่อปกป้องข้าราชการที่ดีและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารประเทศ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงการประเมินความพึงพอใจของประชาชนจาก "ประชาชน" เป็น "พลเมือง" และมีผลต่องบประมาณหรือค่าตอบแทน นอกจากนี้ยังแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรา ๒๐๙ และ ๒๑๐ เพื่อแก้ไขข้อจำกัดและเพิ่มรายละเอียด
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพทุกท่านครับ กระผม เจน นำชัยศิริ สปช. หมายเลข ๐๔๖ ผมเรียนว่าสำหรับหมวดนี้เป็นหมวดเล็ก ๆ ก็จริง แต่ว่าเป็นหมวดที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ทำไมผมถึงพูดอย่างนั้น ทั้ง ๆ ที่ผมไม่เคยเป็น ข้าราชการมาเลยในชีวิตผม ผมอยู่ในภาคเอกชนมาโดยตลอด แต่ผมเรียนว่าในหน้าที่การงานของผม ที่เกี่ยวข้องกับทางภาคราชการ ผมได้สังเกตเห็นในหลาย ๆ ครั้งว่า ข้าราชการที่ดีหลาย ๆ คน ในสายตาเขามีความเจ็บปวด มีความอึดอัด แล้วก็มีความไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่งที่บางครั้ง ต้องทำหน้าที่ในสิ่งที่เขาไม่อยากทำ ผมก็เลยมีความรู้สึกว่าถ้ามันเป็นอย่างนี้มันก็คงจะต้อง หาวิธีที่จะดับทุกข์ให้เขา สิ่งที่จะต้องดับทุกข์ให้เขานี้ ส่วนใหญ่ก็เป็นด้วยเรื่องของการทำงาน แล้วก็เป็นการทำงานที่ทำตามนโยบาย ในหมวดนี้มีเพียง ๕ มาตราก็จริง แต่ผมคิดว่ามันเป็น มิติใหม่ที่เราจะเขียนเพื่อปกป้องข้าราชการที่ดี ในประเทศญี่ปุ่นนี้เขาเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี บ่อยพอ ๆ กับเรานั่นล่ะ พรรคการเมืองของเขาก็มีปัญหา ดีไม่ดีจะยิ่งกว่าเราด้วยซ้ำไป แต่ระบบราชการเขาแข็งแกร่ง ระบบราชการเขากล่าวได้เลยว่าอยู่บนพื้นฐานของคุณธรรม เพราะฉะนั้นเขาจะมีปัญหาทางการเมือง ทางความเสถียรภาพต่าง ๆ อย่างไรก็ตามนี้ เขาก็ ยังสามารถที่จะบริหารประเทศอย่างมีประสิทธิภาพได้ เพราะฉะนั้นผมเห็นความสำคัญ ของระบบราชการ อันนี้คือสาเหตุที่ทำไมผมถึงสนใจหมวดนี้ พออ่านข้อความในหมวดนี้แล้ว ด้วยความที่ผมเองไม่เคยอยู่ในระบบราชการมาก่อน ผมก็มีความไม่ค่อยจะเข้าใจ เพราะฉะนั้นข้อสังเกตต่อไปนี้ที่ผมจะเรียน ผมต้องขออภัยไว้ก่อนสำหรับท่านข้าราชการที่มี ประสบการณ์มากกว่าผมอย่างมากมาย บางครั้งข้อสังเกตที่ผมอาจจะให้อาจจะดูสะเหร่อ หรือว่าอาจจะไม่มีเหตุผลเท่าที่ควร แต่ว่าผมก็คิดในแง่ของทางภาคเอกชนว่า ผมมีความเข้าใจ ตามนี้ ผมมี ๘ ประเด็นด้วยกันสำหรับหมวดนี้ ซึ่งออกจะเยอะเสียหน่อยสำหรับหมวดที่มี เพียง ๕ มาตรา
ข้อสังเกตข้อแรก ก็คือชื่อความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการ นักการเมือง และประชาชน ผมก็เลยสงสัยว่าแล้วพลเมืองผมหายไปไหน อันนี้อาจจะมีเหตุผล แต่ผมยัง ไม่เข้าใจในตอนนี้ ก็เลยสงสัยว่าตรงนี้ถ้าเป็นข้าราชการ นักการเมืองและพลเมืองจะได้ หรือไม่ เพราะว่าผมดูในนี้ก็มีหน้าที่ที่จะเป็นพลเมือง ที่จะทำหน้าที่ในหมวดนี้ แล้วก็ ๕ มาตรานี้ ฝากเป็นข้อสังเกตไว้แล้วกัน ผมไม่ได้ตั้งข้อคำถามอะไร
มาตราแรก มาตรา ๒๐๖ เขียนว่า ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมี ตำแหน่ง หรือเงินเดือนประจำ และมิใช่ข้าราชการการเมืองจะเป็นข้าราชการการเมือง หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมิได้ ผมก็เลยมีความรู้สึกว่ามันซ้อน ผมขอแก้ไขนิดหนึ่งได้ไหมว่า ผมตัดคำว่า เป็นข้าราชการการเมืองหรือผู้ ออก แล้วตัดคำว่า อื่น ออกไปด้วย เพราะฉะนั้น จะอ่านว่าอย่างนี้ครับ มาตรา ๒๐๖ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีตำแหน่ง หรือเงินเดือนประจำ และมิใช่ข้าราชการการเมืองจะดำรงตำแหน่งทางการเมืองมิได้ ผมคิดว่า อันนี้ชัดเจนครับ ก็ฝากประเด็นนี้ไว้
มาตรา ๒๐๗ ซึ่งเป็นที่หมายปอง หรือว่าเป็นที่สนใจของหลาย ๆ ท่าน ผมชอบประโยคแรก หรือวรรคแรกว่า การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนต้องใช้ระบบคุณธรรม แต่ผมอยากจะเติมคำว่า และผลงาน เพราะหลายครั้งท่านที่อยู่ในคุณธรรมเป็นคนดีมากเลย แต่งานไม่ออกเลย เพราะฉะนั้นผมอยากจะเติมคำว่า และผลงาน เพื่อที่จะทำให้มี ความสมบูรณ์มากขึ้น
ประเด็นต่อไปในมาตรานี้ คือผมอ่านมาตรานี้ไปประมาณเกือบจะหมดมาตรา ผมยังคิดว่าคณะกรรมการ ๗ คนนี้จะไปแต่งตั้งข้าราชการประมาณเกือบ ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน ของทั่วประเทศ จนกระทั่งมาถึงวรรคสุดท้ายผมถึงเข้าใจว่ามาแต่งตั้งเฉพาะปลัดกระทรวง แล้วก็หัวหน้าหน่วยราชการที่เทียบเท่า เพราะฉะนั้นผมเรียนว่าอย่างนี้ครับ คือถ้าเจตนารมณ์ เป็นอย่างนั้นเขียนไว้ในช่วงต้นของมาตราได้ไหมครับ จะได้รู้ว่าคณะนี้ตั้งขึ้นมาเพื่อที่จะ แต่งตั้งเฉพาะตำแหน่งเหล่านี้เท่านั้น ความคิดมันจะได้โฟล์ว (Flow) มาตั้งแต่ต้นจนจบ แต่ขณะเดียวกันผมอยากจะเรียนอย่างนี้ครับ ผมชอบแนวคิดของท่านสมาชิกที่ได้อภิปราย ไปก่อนหน้าผม ขออภัยที่ต้องเอ่ยนาม คือคุณหมอพลเดช ปิ่นประทีป แล้วก็อาจจะรวมถึง ท่าน สปช. เบญจวรรณ สร่างนิทร ด้วย ผมคิดว่ามันไม่ใช่เฉพาะปลัดกระทรวง จริง ๆ แล้ว ตำแหน่งข้าราชการที่ให้คุณให้โทษกับการทำงาน กับประชาชน กับภาคเอกชน เป็นตำแหน่ง อธิบดีครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถที่จะทำได้ทั้งระบบ แล้วคนที่ขึ้นมาเป็นระดับอธิบดี เป็นปลัดกระทรวง ทั้งหมดอยู่บนระบบคุณธรรมทั้งหมด จะเป็นคุณูปการกับประเทศ อย่างยิ่งเลย เพราะฉะนั้นผมเห็นด้วยกับความเห็นของท่านที่ได้เสนอไปเบื้องต้นแล้ว
ประเด็นต่อไป ประเด็นที่ ๕ ก็คือมาตรา ๒๐๘ มาตรา ๒๐๘ ผมเข้าใจว่า คงจะใช้กับระบบราชการทุกคน คงไม่ใช่เฉพาะปลัดกระทรวง หรือหัวหน้าหน่วยราชการ ที่เทียบเท่า เพราะฉะนั้นผมก็มีความยินดีที่จะเห็นด้วยในมาตรา ๒๐๘ นี้ทั้งหมด ยกเว้น อยู่นิดเดียวครับ ผมอยากจะเติมว่าเรื่องของการประเมินความพึงพอใจของประชาชน ตรงนี้จะเปลี่ยนเป็น พลเมืองหรือไม่ผมไม่ติดใจ แต่ประเมินแล้วเป็นอย่างไร ผมอยากจะเติมคำว่า ผลการประเมิน ต้องมีผลต่องบประมาณ หรือค่าตอบแทนที่หน่วยงาน หรือข้าราชการนั้น ๆ ได้รับ อันนี้คือ วิธีการของเอกชน เพราะไม่เช่นนั้นถ้าท่านประเมินไปแล้วมันไม่มีผลอะไรต่องบประมาณ หรือค่าตอบแทน ประเมินไปมันก็เท่านั้น เพราะฉะนั้นผมอยากจะเรียนว่าตรงนี้ขอว่าให้มี การนำเอาผลประเมินมาให้มันมีผลจริง ๆ ด้วย
มาตรา ๒๐๙ ผมชอบมาก มาตรา ๒๐๙ แต่ติดใจอยู่นิดเดียวจริง ๆ ว่าถ้า การสั่งการด้วยวาจา ให้ผู้รับสั่งบันทึกคำสั่งดังกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรและเสนอให้ผู้สั่งลงนาม ในภายหลัง คำถามก็คือว่าแล้วท่านผู้สั่งถ้าไม่ลงนามจะเกิดอะไรขึ้น มันคือการให้หนู เอากระพรวนไปผูกคอแมวหรือเปล่า ตรงนี้ละครับที่ผมไม่แน่ใจว่าท่านคิดครบถ้วนกระบวนความ หรือยัง ก็ฝากประเด็นตรงนี้ อันนี้คือประเด็นที่ ๗
ประเด็นสุดท้ายประเด็นที่ ๘ คือมาตรา ๒๑๐ ตรงนี้กลับมาแล้วครับ พลเมืองของกระผมกลับมาแล้ว มาตรา ๒๑๐ ผมมีนิดเดียวเท่านั้นเอง เติมคำ ๆ เดียว เท่านั้นเองใน (๓) ตรวจสอบ ผมขอเติมคำว่า ประเมิน เพราะว่ามันอยู่ในมาตรา ๒๐๘ แล้ว ไหน ๆ เราให้เขาประเมินแล้วหน้าที่ของพลเมืองก็คือจะต้องตรวจสอบ ประเมินและติดตาม การปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๒๐๘ อย่างนี้ผมคิดว่าครบถ้วน สวยงาม แล้วก็ยอมรับได้ แล้วก็ สามารถที่จะนำอันนี้ไปปฏิบัติให้เกิดผลอย่างเป็นธรรมและดีที่สุด ผมขอขอบพระคุณครับ เวลาที่เหลือผมมอบให้สมาชิกท่านอื่นทุกท่านครับ ขอบคุณครับ