ภูดิศ ทัตติยโชติ หารือเรื่องรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่จะสร้างให้พลเมืองเป็นใหญ่ โดยมีเจตนาสำหรับสร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ในฐานะที่ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ มีความตระหนักในความรู้ หน้าที่ สิทธิ ความรับผิดชอบ จิตสำนึก และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง และยังหารือเรื่องระบบคุณธรรมที่ใช้ในการคัดเลือกข้าราชการ การประเมินความพึงพอใจของประชาชน และการกระจายอำนาจและการบริหารท้องถิ่น โดยเห็นด้วยว่ามาตรการนี้เป็นการส่องกระจกเพื่อประเมินผลการทำงานของข้าราชการ และขอให้มีการประเมินอย่างแท้จริง โดยไม่ส่งผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจของข้าราชการ และเรียกร้องให้เพิ่มภาระหน้าที่ขององค์การบริหารราชการท้องถิ่นในการคุ้มครองผู้บริโภค
เรียนท่านประธานครับ และท่านกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ และเพื่อนสมาชิก ผม พลเอก ภูดิศ ทัตติยโชติ สมาชิก สปช. หมายเลข ๑๖๕ ก่อนที่ผมจะอภิปรายในหัวข้อที่ได้แจ้งไว้ก็คือในภาค ๒ หมวด ๖ ว่าด้วยเรื่องของ ความสัมพันธ์ระหว่างข้าชาการ นักการเมือง แล้วก็ประชาชน ผมก็อยากจะขออนุญาตที่จะ กล่าวถึงรัฐธรรมนูญในภาพรวม ๆ เสียก่อน โดยจะกล่าวถึงในเรื่องเจตนารมณ์ ของรัฐธรรมนูญนี้ที่เราจะสร้างให้พลเมืองเป็นใหญ่ เนื่องจากว่าที่จำเป็นจะต้อง กล่าวย้อนกลับไปถึงตัวรัฐธรรมนูญนั้น ก็เนื่องจากว่าในหมวด ๖ นี้เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ ระหว่างข้าราชการ พลเมือง แล้วก็ประชาชน จึงต้องขออนุญาตว่ามีความจำเป็นต้องกล่าวย้อนไปบ้าง ในประเด็นที่ผมจะพูดถึงดังที่กล่าวมาแล้วก็คือในเรื่องเจตนาที่จะเสริมสร้างให้พลเมือง เป็นใหญ่นั้น ก็อยากจะเรียนว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่เรียกได้ว่า เป็นความคาดหวัง ของประชาชนเป็นอย่างสูง เนื่องจากว่าวิกฤติต่าง ๆ หลาย ๆ ด้านที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ มันก็ส่งผลกระทบ ไปถึงเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ แล้วก็สังคม จึงมีความจำเป็นจะต้องเกิดปฏิรูปประเทศ อย่างขนานใหญ่ แล้วพวกเราจำนวนนี้ก็ได้มีส่วนร่วมในการเข้ามาทำหน้าที่ในสภาแห่งนี้ ถ้าเราไปอ่านดูในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ จะกล่าวถึงจุดเริ่มต้นของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้กล่าวไว้ชัดเจนในหลายประเด็น ก็จะไม่ขอกล่าวแต่ว่าสุดท้ายปลายทางก็คือต้องการที่จะให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ตอบสนอง ต่อความต้องการของประชาชน แล้วก็ให้เกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างยั่งยืน อันนี้ เป็นประเด็นที่เจตนาสุดท้ายที่ตัวรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวได้กล่าวเอาไว้ ต่อมา ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ได้แถลงถึงแนวคิดในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้โดยมี เจตนาหลัก ๆ อยู่ ๔ ประการ ประการแรกก็คือว่า สร้างให้พลเมืองให้เป็นใหญ่ ประการที่ ๒ ก็คือเรื่องการเมืองใสสะอาดและสมดุล ประการที่ ๓ ก็คือหนุนสังคมให้เป็นธรรม ประการที่ ๔ นำชาติสู่สันติสุขและยึดเศรษฐกิจพอเพียง แต่ในที่นี้วันนี้ก็จะขอกล่าวเฉพาะเรื่องของ การสร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ จะเห็นได้ว่าเจตนาของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่จะ สร้างให้พลเมืองเป็นใหญ่นั้น จะปรากฏให้เห็นชัดเจนตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็คือว่า เราจะ เห็นได้ว่าได้เกิดองค์กรใหม่ ๆ ขึ้นหลายองค์กร อาทิเช่น สมัชชาพลเมืองตามมาตรา ๒๑๕ สภาตรวจสอบภาคประชาชนตามมาตรา ๗๑ สมัชชาคุณธรรม ซึ่งไปยึดโยงกับสมัชชาระดับ พื้นที่ตามมาตรา ๗๔ อันนี้ยังไม่นับรวมองค์กรอื่น ๆ ที่จะตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญ แล้วก็ ที่เห็นชัด ๆ แล้วผมเห็นว่ามีความสำคัญอันหนึ่ง ก็คือเรื่ององค์กรอิสระเพื่อการคุ้มครอง ผู้บริโภคเป็นต้น เมื่อ ๒ วันนี้ผมได้มีโอกาสเปิดดูในไลน์ของ สปช. เรา แล้วก็ได้เห็นเพื่อนสมาชิกท่านหนึ่ง ได้โพสต์ (Post) ข้อความอันหนึ่งซึ่งน่าสนใจ แต่ว่ารู้สึกสะเทือนใจต่อข้อความที่ปรากฏในนี้ ข้อความนี้ก็คือว่าสื่อวิจารณ์ พลเมืองเป็นใหญ่เป็นแค่วาทกรรม อันนี้มันก็รู้สึกสะเทือนใจ เหมือนกัน เพราะผมเองนั้นก็เห็นด้วย แล้วก็เห็นในเจตนาดีของคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญว่าที่อยากจะสร้างให้พลเมืองเป็นใหญ่ ผมเองก็ไม่ได้อยากจะให้เป็นแค่วาทกรรม ที่เพราะ เสนาะหู ฟังแล้วดูดี แต่ว่าไม่เป็นมรรคเป็นผล เพราะจริง ๆ แล้วในทัศนะของผมนั้น เจตนาที่ประชาชนเป็นใหญ่ก็คือว่าประชาชนเป็นใหญ่ในฐานะที่เขาเป็นเจ้าของประเทศ เพราะฉะนั้นเขาจะต้องมีความตระหนักในความรู้ถึงหน้าที่ของตนเอง รู้ในสิทธิ มีความรับผิดชอบ มีจิตสำนึก แล้วก็รู้จักพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง คำว่า พลเมืองเป็นใหญ่ ถ้าพลเมือง ไม่พร้อมจะเป็นใหญ่ก็เป็นเรื่องที่น่ากลัวเหมือนกัน ถ้าพลเมืองไม่มีสิ่งที่ผมได้กล่าวไปแล้วคือ หน้าที่ สิทธิ ไม่มีความรู้ในเรื่องเหล่านี้มันก็อาจจะมีบางท่าน เพื่อน ๆ ภายนอกก็เคยแซวผมว่า มันก็เสมือนว่าให้คนป่าได้ปืนนั่นเอง แต่ผมก็ไม่คาดหวัง คงจะเป็นคำพูดเล่น ๆ แต่คง ไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น แล้วก็ไม่อยากให้มีใครมาปรามาสสิ่งเหล่านี้ อยากจะเรียน ท่านประธานไปยังท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่านว่า ในอดีตที่ผ่านมานั้นเราก็มีการเลือกตั้ง ตามรัฐธรรมนูญ ผู้แทนของประชาชน หรือในปัจจุบันเราเรียกว่า พลเมือง ก็สุดแล้วแต่ ก็ได้ เข้ามามีส่วนร่วมในสภาผู้แทนราษฎร มาทำหน้าที่ใน ๒ หน้าที่ที่เราเรียกว่า ฝ่ายนิติบัญญัติ อีกฝ่ายหนึ่งเราก็เรียกว่า เป็นฝ่ายบริหาร แต่รวม ๆ แล้วถึงจะมีหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติ หรือฝ่ายบริหาร ต่อมาเราก็เรียกตัวแทนของพลเมืองเหล่านั้นว่าเป็นนักการเมือง ไป ๆ มา ๆ ตัวแทนพลเมืองเหล่านี้เราก็เกิดความหวาดระแวง แล้วก็รู้สึกว่าพลเมืองที่เป็นตัวแทน ของพลเมืองส่วนใหญ่นั้นเป็นอะไรที่น่ากลัว มีการมุ่งหวังในเรื่องผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่า ผลประโยชน์ของพลเมืองหรือผลประโยชน์ของประชาชนโดยส่วนรวม เราก็เลยได้มี การบัญญัติอะไรต่าง ๆ ขึ้นมามากมาย ที่พูดนี่ไม่ใช่ว่าไม่เห็นด้วยที่จะสร้างให้ประชาชนเป็นใหญ่ เดี๋ยวบทสรุปคงมีข้อเสนอแนะอะไรบางประการที่เป็นประโยชน์ วันนี้เราก็กำลังจะเลือก พลเมืองเข้ามาทำหน้าที่ในองค์กรต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ ก็คือที่เรามักจะเรียกว่า ภาคพลเมืองเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลการบริหารจัดการในภาคส่วนต่าง ๆ ตามที่ รัฐธรรมนูญกำหนด มีการตรวจสอบอะไรหลายอย่างตามที่ปรากฏตามมาตราต่าง ๆ ทีนี้ ประชาชนทั้งสิ้นคงไม่สามารถจะเข้ามาทำหน้าที่ในองค์กรต่าง ๆ ในภาคพลเมือง ก็คงจะ มีหน้าที่ลักษณะเป็นผู้แทนเข้ามา สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือว่าเมื่อตัวแทนพลเมืองที่เข้ามาอยู่ ในภาคส่วนหรือองค์กรต่าง ๆ ที่เราตั้งขึ้นมาตามรัฐธรรมนูญนั้น ในที่สุดแล้วจะมีลักษณะ หรือมีบุคลิกหรือมีนิสัยเช่นเดียวกับกลุ่มแรกที่เราเรียกว่า นักการเมือง หรือเปล่า กลุ่มนี้ เข้ามาก็ทำหน้าที่เสมือนเป็นตำรวจมาตรวจสอบการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริหาร ฝ่ายข้าราชการ แต่ถ้าภาคพลเมืองที่เข้ารับการคัดเลือกเข้ามามันมีฐานเช่นเดียวที่มาจาก กลุ่มที่เราเรียกว่า นักการเมืองแล้วก็เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง ผมไม่อยากให้สิ่งนี้เกิดขึ้น แล้วก็ สิ่งเหล่านี้มันก็จะไปซ้ำรอยเดิม ๆ ผมไม่อยากจะเรียกว่า วงจรอุบาทว์ ผมอยากจะเรียกว่า วงจรชั่วร้าย ก็ว่าได้ มันจะเกิดซ้ำ ๆ วันหนึ่งเราก็ติดกับไปแล้วว่าเราติดกับในเรื่อง การเลือกตั้ง เราต้องเลือกตั้งนักการเมือง ที่จริงก็คือตัวแทนของพลเมืองนั่นละ วันนี้กำลังจะ เลือกตัวแทนเข้ามาทำหน้าที่ในองค์กรต่าง ๆ ดังที่ผมได้กล่าวไปแล้ว อันนี้ก็ไม่แน่ใจว่า ที่มาที่ไป แล้วเราจะดูแลให้ตัวแทนเหล่านี้ไม่มีพฤติกรรมเช่นเดียวกับที่เราเรียกว่า นักการเมืองหรือเปล่า ผมอยากจะเรียนว่าสิ่งเหล่านี้ก็อาจจะสามารถแก้ไขได้ แล้วเชื่อว่าทำได้จึงอยากจะฝาก ท่านที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ท่านกรรมาธิการที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญว่า สิ่งที่ท่านจะต้องให้ความสำคัญก็คือ ตัวประชาชนส่วนใหญ่ที่เขาจะต้องคัดเลือกคนเข้ามา ทำหน้าที่ หัวใจของเรื่องนี้น่าจะอยู่ที่การศึกษา การศึกษาก็จะเป็นหัวใจของการทำงานในเรื่องนี้ ก็อยากจะฝากท่านให้ความสำคัญ ผมคิดว่าเมื่อประชาชนได้รับการศึกษา การศึกษาพัฒนาคน เมื่อคนมีความรู้ พลเมืองก็จะมีคุณภาพก็จะสามารถป้องกันสิ่งที่ผมได้กล่าวไปข้างต้น ซึ่งเป็นความกังวล อันนี้ผมคงไม่ใช่กังวลคนเดียว เพราะว่าผมคุยกับเพื่อน ๆ หลายคน ภายนอกก็มีความกังวลเฉกเช่นเดียวกับผม ก็ฝากท่านไว้ด้วย
ผมเข้าสู่ในภาค ๒ หมวด ๖ มีจำนวนเพียง ๕ มาตรา แต่มาตราที่เป็นมาตรา ยอดนิยม ก็คือมาตรา ๒๐๗ ในเรื่องการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนโดยใช้ระบบคุณธรรม สาระสำคัญผมไม่กล่าว จะกล่าวเพียงประเด็นที่ว่าสาระสำคัญก็คือมุ่งเน้นที่ระบบคุณธรรม ในวันก่อน ๆ ที่ผ่านมาก็จะมีเพื่อนสมาชิกตั้งข้อสังเกตในหลาย ๆ ประการ ทักท้วงและท้วงติง ในข้อกังวลมากมาย แต่ข้อกังวลนั้นผมก็กังวลเช่นเดียวกันเหมือนเพื่อนสมาชิกที่ผ่านมา แต่ว่าก็ต้องขอขอบคุณท่านอาจารย์ปรีชา วัชราภัย ด้วย เมื่อวานท่านได้ชี้แจงต่อข้อสังเกต ของพวกเราที่เป็นข้อกังวลได้อย่างชัดเจน แล้วก็ค่อนข้างจะกระจ่างในเรื่องหลักการ และเหตุผลในเชิงวิชาการ รวมทั้งยึดโยงกับหลักการของต่างประเทศ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ผม คลายความกังวลออกไปได้
ผมมีข้อสังเกตอีกประการหนึ่งที่คล้าย ๆ กับเพื่อนสมาชิกได้เคยกล่าวไปแล้ว ขออนุญาตกล่าวนาม คือท่านเบญจวรรณ ในประเด็นที่ว่าหลักการในเรื่องระบบคุณธรรม ที่จะมาคัดเลือกข้าราชการในระดับปลัดกระทรวงซึ่งเป็นผู้ใหญ่ มันไม่ได้สร้างสิ่งที่ดี ๆ ให้กับ คนที่เขาได้ทำงานอย่างทุ่มเทมาทั้งชีวิต อย่างที่ท่านขจัดภัยได้พูดแล้วก็ได้มีโอกาสได้ขึ้นมา ทำหน้าที่ที่สมควรจะได้เป็น แต่สิ่งเหล่านี้ถ้าระบบคุณธรรมสามารถขับเคลื่อนสิ่งเหล่านี้ ให้เกิดขึ้นได้จริง มันจะส่งผลข้าราชการตั้งแต่ท้ายแถวมาจนถึงหัวแถวให้มีกำลังใจในการที่จะ ทำงาน เพราะเขาจะมีโอกาสได้รับใช้บ้านเมืองได้อย่างเต็มกำลังความสามารถ ความรู้ ความสามารถที่เขาได้ทำ ความดีที่เขาทำให้ปรากฏก็จะส่งผลให้เขามีความก้าวหน้า ในราชการ ได้ทำงานสนองพระเดชพระคุณให้กับบ้านเมือง แล้วก็พี่น้องประชาชนพลเมือง ได้อย่างเต็มกำลังความสามารถ สิ่งที่อยากจะเรียนท่านคณะกรรมาธิการเช่นเดียวกับที่ ท่าน สปช. เบญจวรรณได้พูดก็คือว่า ก็ยังมีข้อสังเกตว่าระบบคุณธรรมซึ่งเป็นระบบที่ดีนี้ ท่านใช้แต่เพียงข้าราชการประเภทเดียว คือกลุ่มข้าราชการพลเรือน ข้าราชการประเภทต่าง ๆ เช่น ข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษา ข้าราชการฝ่ายทหาร ข้าราชการตำรวจ หรืออื่น ๆ ยุติธรรม อัยการ อะไรต่าง ๆ ท่านไม่ได้กล่าวถึง แล้วท่านไม่ได้ใช้ ผมจับความได้เล็กน้อย ก็ไม่แน่ใจนักว่า ท่านมองว่าตำแหน่งที่อยู่ในกลุ่มข้าราชการพลเรือนทั้ง ๑๙ กระทรวงอันนี้ แต่งตั้งโดยรัฐมนตรี แต่ว่าข้าราชการประเภทอื่นเขามีคณะกรรมการ เช่น ฝ่ายทหาร ฝ่ายตำรวจ ก็มีคณะกรรมการตั้ง ไม่ได้ตั้งโดยรัฐมนตรี ผมก็อยากให้ท่านมองข้ามเรื่องนี้ ไปสักเล็กน้อย เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นกระบวนการจัดการ ผมอยากจะให้ท่านมองลงไปถึงเนื้อแท้ ของเรื่องที่เกิดขึ้นว่า การที่ฝ่ายอื่น ๆ มีกระบวนการจัดการซึ่งแตกต่างจากข้าราชการพลเรือนนั้น แล้วท่านไม่เข้าไปยุ่งกับเขาเพราะท่านมองว่าเขามีการจัดการที่ไม่ได้รับการสั่งการโดยตรง จากฝ่ายการเมืองนั้น ในเนื้อแท้มันเป็นเช่นนั้นหรือไม่ ผมอยากให้มองเนื้อแท้ไม่ใช่รูปแบบ หรือกระบวนการที่เกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เพื่อนข้าราชการตำรวจ ในสิ่งที่ปรากฏ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจะเกษียณอายุก่อนประมาณ ๒ เดือน ๓ เดือน เป็นข่าว ในหน้าหนังสือพิมพ์มากมายมหาศาลว่า คนนั้นจะมาเป็น ผู้ใหญ่ท่านนี้จะตั้ง นักการเมือง ท่านนี้สนับสนุน นักการเมืองท่านนี้สนับสนุน ในพรรคการเมืองก็มีมุ้งนั้นมุ้งนี้หรือกลุ่มนั้น กลุ่มนี้สนับสนุน มันส่อหรือมันสื่อถึงว่าระบบที่เขาสร้างขึ้นไว้ยังไม่มีความสมบูรณ์ ถึงแม้จะดูดี ไม่มีการสั่งการโดยตรงได้ แต่ถามว่าการแทรกแซงนั้นมันทำได้จริงหรือไม่ ผมอยากให้ท่านมองตรงนี้ แล้วก็อยากจะให้ ท่านนึกถึงข้าราชการประเภทอื่น ๆ ด้วย อาจจะไม่จำเป็นจะต้องทำให้ครอบคลุมถึง ข้าราชการทุกประเภท เพราะข้าราชการประเภทอื่น ๆ ก็อาจจะมีคุณลักษณะหรือลักษณะ การปฏิบัติงานต่าง ๆ ที่แตกต่างกัน แต่อยากจะให้มองเผื่อไปบ้าง มองไปถึงบ้าง ก็จะไม่ระบุว่า ฝ่ายไหน สมาชิกของเราบางท่านก็อาจจะเสนอว่าให้ทำครอบคลุมไปทุกประเภท แต่ของผมนี่ ผมมองว่าให้ทำเผื่อแผ่ หรือว่าไปถึงเท่าที่จำเป็น เท่าที่เห็นสมควร ไม่อยากจะชี้ลงไปว่า จะต้องทำทางนั้นทางนี้ด้วย ภูมิปัญญาก็มีอยู่ระดับหนึ่ง แต่จากประสบการณ์ที่เป็นข้าราชการ ก็ได้ประสบกับเรื่องระบบคุณธรรมว่ามีมากน้อยเพียงใดในส่วนราชการนั้น ๆ ได้เห็น ได้มีเพื่อนที่ต่างกระทรวงก็ได้เห็นสิ่งที่ปรากฏขึ้น พอพูดถึงระบบคุณธรรมมันก็รู้สึกชื่นใจ ชื่นใจที่ว่าท่านได้เห็นความสำคัญในเรื่องนี้ เรื่องนี้มันมีผลต่อกำลังใจในการทำงาน ของราชการ เพื่อนข้าราชการมีกำลังใจในการทำงาน เพื่อนข้าราชการมีจำนวนมากมาย มหาศาลเป็นแสน ๆ คน สิ่งเหล่านี้ย่อมส่งผลต่อการบริหารราชการแผ่นดินเป็นอย่างยิ่ง ก็ขอให้กำลังใจท่าน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังมีความกังวลเล็ก ๆ ถึงท่านอาจารย์ปรีชาจะชี้แจงได้ ค่อนข้างดีแล้วก็มีความมั่นใจในระดับหนึ่ง แต่จริง ๆ แล้วถ้าเรามองลึกลงกว่านั้นอีกสักนิดหนึ่ง ลองทุ่มเทไปในมาตรานี้เราจะเน้นถึงเรื่องระบบคุณธรรม ทีนี้หัวใจของเรื่องนี้มันอยู่ที่ การปฏิบัติ ในหลักการ ในเรื่องของวิชาการ ในเรื่องของแนวทางในการปฏิบัติมันยึดโยง มาจากต่างประเทศ มีตัวอย่างให้เราเห็นแล้ว ก็ยอมรับได้ แต่ทีนี้เมื่อเรามาพูดถึงเรื่อง คุณธรรมสิ่งที่มันจะปรากฏเป็นจริงมันต้องไปปรากฏอยู่ในหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมาย บัญญัติที่ท่านเขียนไว้ ซึ่งหมายความว่าทุกอย่างตามที่ท่านได้บรรยายให้พวกเราฟังให้เกิด ความสบายใจนั้นจะต้องได้รับการบัญญัติอยู่ในกฎหมายลูก มิฉะนั้นแล้วระบบคุณธรรมของท่าน ที่มีการคัดเลือกกรรมการต่าง ๆ นั้น มันก็อาจจะเป็นเพียงวาทกรรมที่สวยหรูเท่านั้นเอง แต่ก็มีความเชื่อมั่นอยู่ลึก ๆ ว่าท่านคงจะทำได้ดี ก็หวังให้ท่านให้ความรอบคอบในเรื่องนี้อย่างยิ่ง และให้ความใส่ใจมาก เพราะว่าจะสังเกตได้ว่าเพื่อนสมาชิกจะอภิปรายในมาตรานี้ เป็นจำนวนมาก ก็ขอกล่าวในมาตรานี้เพียงเท่านี้
มาตราที่จะกล่าวต่อไปคือมาตรา ๒๐๘ ในข้อความก็สามารถอ่านกันได้ ก็จะกล่าวถึงในวรรคสุดท้ายที่กล่าวถึง การประเมินความพึงพอใจของประชาชน อันนี้ เห็นด้วยอย่างยิ่งว่า มาตรการอันนี้มันก็เปรียบเสมือนการส่องกระจกละครับ สิ่งที่เราทำไป เราไปส่องกระจก เราก็จะเห็นว่าเราทำดีหรือไม่ดี เราแต่งตัวสวยหรือแต่งตัวยังไม่เรียบร้อย มีข้อห่วงใยเล็กน้อยเท่านั้นในเรื่องของบทบัญญัติตามกฎหมายลูกที่ท่านจะออกมารองรับ เรื่องนี้ในเรื่องของมาตรการในการประเมิน ให้ความเป็นมาตรฐานหรืออะไรก็แล้วแต่ ตามที่ ท่านจะทำตามหลักวิชาการนั้น ก็มีสิ่งที่อยากจะกล่าวได้ว่าบางครั้งข้าราชการทำถูกต้อง ตามระเบียบข้อบังคับ คือข้าราชการทำถูกต้อง แต่มันไม่ถูกใจ ถูกต้องแต่ไม่ถูกใจ เพราะฉะนั้นแล้วไม่ถูกใจผลการประเมินมันคงออกไม่ค่อยน่าดูนัก อันนี้ก็ขอฝากให้ท่านว่า มาตรการหรือหลักเกณฑ์ที่ท่านจะออกมาทำการประเมินนั้น ก็ขอให้มันเป็นผลอย่างแท้จริง ที่จะไม่ส่งผลกระทบกระเทือนต่อขวัญ แล้วก็กำลังใจของข้าราชการด้วย เป็นข้อสังเกต เพียงเล็ก ๆ แต่ว่ามันก็อาจจะมีความหมายได้ในบางเรื่อง
มาตราถัดไปที่อยากจะกล่าวถึง ก็กล่าวเพียงสั้น ๆ ก็แล้วกัน เวลาจะหมด มาตรา ๒๑๐ เป็นมาตราที่ผมก็กล่าวนำตั้งแต่แรก ๆ แล้วว่ามันเป็นการเข้ามามีส่วนร่วมของ ภาคประชาชนหรือภาคพลเมือง ในหลักการมีส่วนร่วมของประชาชนในด้านต่าง ๆ มีหลาย ๆ ด้าน อันนี้ไม่มีรายละเอียดเพียงพอ ในหลักการก็เห็นด้วยที่ประชาชนจะเข้ามามีส่วนร่วม ก็เพียงแต่ห่วงใยว่า ประชาชนมีความพร้อมไหมที่จะเข้ามามีส่วนร่วม หรือตัวแทน ของประชาชนที่เข้ามามีส่วนร่วมนั้นมีแหล่งที่มา แล้วก็การคัดสรรมาจากแหล่งเช่นเดียวกับ นักการเมืองหรือไม่ มิฉะนั้นก็จะเข้าสู่วงจรเดิม ๆ ไม่ประสบความสำเร็จ ก็ขอว่ามันก็ขึ้นอยู่กับ กฎหมายลูกของท่าน อันนี้ก็ขอไม่วิจารณ์ แต่ว่าขอฝากความห่วงใยไว้
ผมเหลือเวลาอีก ๑ นาที ก็จะขออนุญาตท่านประธานว่าก้าวล่วงไปถึงหมวด ๗ สักมาตราหนึ่ง เพราะยังเหลืออีก ๑ นาที ก็จะกล่าวถึงมาตรา ๒๑๒ ถึงแม้หมวด ๗ จะเป็น เรื่องของการกระจายอำนาจและการบริหารท้องถิ่น ในมาตรา ๒๑๒ วรรคสอง จะกล่าวถึง อำนาจหน้าที่และภารกิจพื้นฐานขององค์การบริหารราชการท้องถิ่น หน่วยงานท้องถิ่น ซึ่งในมาตรานี้ วรรคสอง ก็จะเป็นเรื่องที่กล่าวถึงการขยายขอบเขตอำนาจหน้าที่ขององค์การ บริหารราชการท้องถิ่นให้ดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวางขึ้นกว่าเดิม ซึ่งการเพิ่ม ภาระหน้าที่หรืออำนาจต่าง ๆ ที่ให้ดูแลเพิ่มเติมนั้นก็ครอบคลุมไปด้วยเรื่องต่าง ๆ มากมาย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่ในระดับข้างล่าง ก็มีความเห็นว่าอยากจะขอความกรุณาท่านแล้วกันว่า ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ท่านยังขาดอยู่ ก็คือ อยากให้ท่านเพิ่มเรื่องภาระหน้าที่ในด้านการคุ้มครองผู้บริโภคเข้าไปสักหน่อย เพราะทุกวันนี้ งานคุ้มครองผู้บริโภคมันมากระจุกหรือว่ามันมีประสิทธิภาพอยู่แค่ในส่วนกลางหรือกรุงเทพฯ ปริมณฑลเท่านั้นเอง ในจังหวัดงานที่อยู่ในส่วนภูมิภาคหรือว่าท้องถิ่นนั้นมันเสมือนว่า เป็นงานฝาก ก็ไม่มีภาระหน้าที่โดยตรงของเขาที่จะต้องไปดูแลเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นการที่จะทำเรื่องนี้ มันก็ทำอย่างเท่าที่ทำได้ แต่ว่าถ้ามันระบุอยู่ในภาระหน้าที่ของเขาแล้ว การจัดการ เรื่องงบประมาณอะไรต่าง ๆ ก็สามารถจะมาสนับสนุนให้เขาดำเนินงานในการคุ้มครอง พี่น้องประชาชน สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเสียหาย สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ กับประชาชนทั้งนั้น ก็ขอฝากท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญด้วยว่าขอให้ท่าน ช่วยเพิ่มเติมให้สักหน่อย จะเป็นพระคุณ แล้วก็เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนโดยส่วนรวม อย่างยิ่งครับ ขอขอบพระคุณครับผม ขอใช้เวลาเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ