กษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด อภิปรายถึงความสัมพันธ์ระหว่างมาตรา ๒๑๐-๒๑๕ และมาตรา ๒๘ ที่เชื่อมโยงสถานะของภาคพลเมืองให้สูงขึ้น โดยเน้นย้ำว่าความเข้มแข็งขององค์กรภาคพลเมืองต้องอาศัยการทำงานร่วมกันอย่างหลากหลายในระดับตำบลและจังหวัด ไม่ใช่การสร้างสมัชชาหรือสภาขึ้นทันที แต่เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ที่มีอยู่จริง
กราบเรียนท่านประธานสภา ท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรม ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผม กษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด หมายเลข ๐๐๑ จังหวัดนครราชสีมา ในรอบนี้ผมมีเวลา ๑๑ นาที ขออนุญาต อภิปราย ๓ มาตราเชื่อมโยงกัน มาตรา ๒๑๐ มาตรา ๒๑๑ แล้วก็มาตรา ๒๑๕ ก็จะสัมพันธ์กับ คำว่า พลเมืองเป็นใหญ่ จากการฟังอภิปรายมาทั้งวันก็จะพูดถึงเรื่องการเมืองเป็นหลัก แล้วก็สาระสำคัญจะอยู่ที่การเมืองแบบเลือกตั้งทั้งนั้น แต่สิ่งหนึ่งที่ผมค้นพบในรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ก็คือว่าแท้ที่จริงแล้วมันมีการเมือง ๒ ระบบที่อยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็คือการเมือง แบบการมีส่วนร่วม แล้วก็การเมืองแบบเลือกตั้ง แต่ว่าทั้งสื่อ ทั้งสาธารณะให้ความสำคัญ กับการเมืองแบบเลือกตั้งมากที่สุด การเมืองแบบการมีส่วนร่วมมีเยอะแยะมากมาย ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมเองผมยินดีกับภาคประชาชนอย่างมาก ๆ ในฐานะที่ทำงาน กับภาคประชาชนมายาวนาน สาระสำคัญของฉบับนี้เห็นบทของการเมืองภาคพลเมืองอย่าง มากมายตามที่ผมได้อภิปรายไปแล้วรอบแรก ในมาตรา ๒๗ มาตรา ๒๘ มาตรา ๖๒ มาตรา ๖๓ มาตรา ๖๔ มาตรา ๘๓ มาตรา ๘๔ ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องของการเมืองแบบมีส่วนร่วม หรือที่ เรียกว่าการเมืองภาคพลเมืองทั้งนั้น สิ่งที่ผมหยิบยกมาตรงนี้ก็คือว่า การเมืองแบบเลือกตั้ง จะออกแบบอย่างไรก็แล้วแต่ รัฐธรรมนูญออกแบบอย่างไรก็แล้วแต่ มันไม่สามารถที่จะ เข้มแข็งได้ในตัวมัน ถ้าการเมืองภาคพลเมืองยังอ่อนแออยู่ แต่ในขณะเดียวกันผมยังคิดด้วยซ้ำไป ผมยังกลัวด้วยซ้ำไปว่า ถ้าการเมืองแบบเลือกตั้งเข้มแข็งพลเมืองยิ่งอ่อนแอ เพราะฉะนั้น สาระสำคัญของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ตามทุกมาตราที่ว่าพลเมืองเป็นใหญ่ ผมยังมีความเชื่อว่าถ้าพลเมืองมีความเข้มแข็ง พลเมืองมีส่วนร่วมทางการเมืองมันจะทำให้ การเมืองระดับบนมันเข้มแข็งไปในตัว การที่บอกว่าพรรคการเมืองเข้มแข็ง ไม่ได้แปลว่า พลเมืองข้างล่างเข้มแข็ง เพราะฉะนั้นผมพยายามที่จะจับตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ สำหรับครั้งนี้ ผมอภิปราย ๓ มาตรา
มาตรา ๒๑๐ พูดถึงเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างราชการ นักการเมือง ประชาชน รัฐธรรมนูญฉบับนี้พูดถึงหมวด ๖ เห็นพื้นที่ของภาคพลเมืองอย่างมาก คำว่า พื้นที่ ของภาคพลเมือง วันนี้ผมอภิปรายรอบแรกรอบหนึ่งว่ามันเป็นโครงสร้างใหม่ของ การจัดความสัมพันธ์ใหม่ของการเมืองประเทศไทย เป็นโครงสร้างที่บอกว่าพื้นที่ทางการเมือง ของภาคพลเมืองมีมากขึ้น ถ้าพื้นที่ทางการเมืองของภาคพลเมืองมีมากขึ้น ภายใต้โครงสร้างนี้ มันจะเป็นโครงสร้างที่สมดุลขึ้นมาทันที ผมไปดูที่มาตรา ๒๑๐ พลเมืองย่อมมีส่วนร่วมในการ บริหารราชการแผ่นดิน กำหนดไว้ ๓ วงเล็บ
(๑) เรื่องให้ข้อมูล
(๒) การมีส่วนร่วมในการบริหารราชการแผ่นดิน
(๓) ตรวจสอบติดตาม แล้วก็การปฏิบัติงานของรัฐ
ใน ๓ วงเล็บนี้ผมว่ามีนัยสำคัญอยู่ตรงที่ว่า ตามกฎหมายบัญญัติ ตามกฎหมายบัญญัติตรงนี้ก็คือ คำว่า ประชาชน นัยความหมายอันนี้คือว่า ถ้าประชาชน ยังเป็นปัจเจกภายใต้มาตรา ๒๑๐ ถ้าประชาชนเป็นปัจเจกอยู่ไม่เป็นสมัชชาพลเมือง ไม่เป็นสภาพลเมือง มันก็จะทำให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วม จะทำอย่างไรให้ภาคการเมือง ภาคประชาชนไปมีพื้นที่ เพราะฉะนั้นสาระสำคัญผมให้ความสำคัญตรงที่ว่าการจัดรูปองค์กรของภาคพลเมืองในการที่จะ มีสถานะภายใต้โครงสร้างรัฐ ราษฎร์ แล้วก็การเมือง ซึ่งมีสถานะ ๓ อย่างเท่ากันในการ กำหนด อันนี้คือประการที่ ๑ ที่ผมคิดว่าเป็นสาระสำคัญที่เป็นการจัดความสัมพันธ์ใหม่ของ โครงสร้างทางการเมือง แปลว่ายกระดับการเมืองของภาคพลเมืองขึ้นมาเทียบกับสถานะ การเมืองของนักการเมือง และการเมืองของราชการประจำ ซึ่งข้าราชการประจำนัยมันก็คือ การเมือง เพราะฉะนั้นถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ยกสถานะการจัดรูปองค์กรของภาคประชาชน เป็นองค์กร ไม่ใช่เป็นเพียงแค่บอกว่าหน่วยงานนี้เชิญประชาชนจำนวนนี้ จำนวนนี้ไปร่วม แค่นั้นไม่พอ ต้องมีความเป็นองค์กร
ในมาตรา ๒๑๑ ที่บอกว่า การกระจายอำนาจและการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐต้องให้ความอิสระแก่องค์กรบริหารท้องถิ่นตามหลักแห่งการปกครองตนเอง ในความหมาย ตรงนี้เองพูดถึงเรื่องว่าสามารถให้มีรูปแบบการบริหารท้องถิ่นได้ นัยความหมายนี้ถ้าบอกว่า พลเมืองเป็นใหญ่ผมกลับมองว่าคำว่า องค์กรท้องถิ่นมันคือองค์กร แต่ในความหมายของผม คือว่ามาตรานี้น่าจะบอกถึงเรื่องของท้องถิ่น ขนาดของท้องถิ่น ท้องถิ่นนี้มีความพร้อม ประชาชนมีฉันทามติร่วมกันว่าพร้อมที่จะเปลี่ยนการปกครองตนเองไปสู่การจัดการตนเอง ไม่น่าจะใช้คำว่า เพียงแค่บอกว่า องค์กรบริหารท้องถิ่นเท่านั้น ถ้าพูดถึงองค์กรบริหารท้องถิ่น มันเป็นเรื่องขององค์กรในการบริหารกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่ทำอย่างไรถึงจะแก้ตรงที่บอกว่า รัฐต้องให้ความอิสระแก่ท้องถิ่น ผมขออนุญาตตัดคำว่า องค์กร อันนี้คือมาตรา ๒๑๑
ส่วนในมาตรา ๒๑๕ ตรงนี้ระบุไว้ว่า พลเมืองอาจรวมกันเป็นสมัชชาพลเมือง จากบทเรียนประสบการณ์ที่ผมได้มีโอกาสได้ไปพูดคุยกับพี่น้องประชาชนทั้ง ๗๗ จังหวัด ประชาชนโดยส่วนใหญ่ก็จะบอกว่าอยากได้สภาพลเมือง แต่ในรัฐธรรมนูญบอกว่า เป็นสมัชชาพลเมือง โอเคครับ บทเรียนประสบการณ์ตรงนี้มีหลายที่ที่ได้ทำงานร่วมกันมา หลายสิบปี ไม่ว่าจะเป็นสถาบันพระปกเกล้าเองทำการเมืองภาคพลเมือง สช. ก็ทำ สภาพัฒนาการเมืองก็ทำ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนก็ทำ สภาเกษตร กองทุนฟื้นฟูทำ ล้วนแล้วแต่มีความเป็นการเมืองภาคพลเมืองทั้งนั้น
ในมาตรา ๒๑๕ ในความหมายของผมก็คือว่าจะทำอย่างไรให้เกิดความเป็น สภาของภาคพลเมือง ที่เป็นองค์กรในการที่จะร่วมกับท้องถิ่น แล้วก็กำหนดการจัดการตนเอง นั่นก็คือแปลว่ามาตรา ๒๑๐ มาตรา ๒๑๑ มาตรา ๒๑๕ นัยความสัมพันธ์ก็คือว่า ถ้าความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ ราษฎร์ แล้วก็นักการเมืองยังเป็นรูปของปัจเจก อย่างไรก็แล้วแต่ การเมืองภาคพลเมืองก็ยังอ่อนแอ ฉะนั้นในมาตรา ๒๘ บอกชัดเจนว่า องค์กรภาคพลเมือง จะเกิดขึ้นหลากหลายองค์กรมากเลย ในความหลากหลายองค์กรสัมพันธ์มาตรา ๒๑๐ มาตรา ๒๑๑ มาตรา ๒๑๕ ตรงนี้ มันจะมีนัยความสัมพันธ์ว่าสถานะของการเมือง ภาคพลเมืองมันจะมีสูงขึ้น การสูงขึ้นไม่ใช่แปลว่า วันนี้ พรุ่งนี้องค์กรภาคประชาชน จะสามารถสร้างสมัชชาขึ้นได้ สร้างสภาขึ้นได้ในทันทีทันใด แต่บทเรียนประสบการณ์ที่มี การทำงานร่วมกันมากับองค์กรต่าง ๆ เหล่านี้ มันมีหลายจังหวัดที่ขยับเรื่องนี้ มีหลายองค์กร หลายพื้นที่ตั้งแต่ระดับตำบลที่เคลื่อนโดยสภาองค์กรชุมชน ระดับจังหวัดก็เคลื่อน โดยสภาพัฒนาการเมือง มีสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนในการเคลื่อนด้วย
ในมาตรา ๘๓ มาตรา ๘๔ บอกชัดเจนอยู่แล้วว่า การเมืองภาคพลเมืองที่ยัง ไม่มีความพร้อม รัฐต้องพัฒนาความเข้มแข็งให้กับการเมืองภาคพลเมือง เพราะฉะนั้น ถ้ามันจัดความสัมพันธ์กันตรงนี้ได้ผมมีความเชื่อ แล้วก็การเมืองภาคพลเมืองจะเป็นคำตอบสำคัญ สำหรับการเมืองแบบเลือกตั้ง เปิดพื้นที่ให้พลเมืองได้ลุกขึ้นมาในการรับผิดชอบท้องถิ่นตัวเอง เปิดพื้นที่ให้กับภาคประชาสังคมได้มาร่วมกับภาคพลเมืองต่าง ๆ ในการมาออกแบบไปสู่ การปกครองตนเอง การจัดการตนเอง ทั้งนี้ทั้งนั้นอยู่ภายใต้ข้อบังคับประการหนึ่ง เพียงแต่ว่า ทำอย่างไรให้ภาคประชาชนลุกขึ้นมาเป็นเจ้าภาพมากขึ้น ไม่ใช่สถานะเพียงแค่เข้ามาร่วมรัฐ แล้วก็การเมืองเท่านั้น ถ้านัยพูดคำว่า ท้องถิ่นหรือแอเรีย เบสด์ (Area based) เป็นตัวตั้ง รัฐที่จะเข้าไปทำงานด้วยต้องฟังเสียงประชาชน ไม่ใช่แปลว่าให้ประชาชนมาบอก ไม่ได้ แปลว่าประชาชนต้องไปช่วยรัฐ ช่วย ๆ มันเหมือนสถานะที่ประชาชนมันเพิ่มจากการขอ แล้วมาช่วยแค่นั้นเอง ถ้าให้ประชาชนเป็นหลักในการออกแบบ การกำหนดเป้าหมาย การพัฒนาของตัวเอง ออกแบบว่าทรัพยากรนี้จะจัดการอย่างไร ออกแบบว่าระบบน้ำตรงนี้ จะทำอย่างไร ระบบดินตรงนี้จะทำอย่างไร แล้วหน่วยงานรัฐที่ลงไปในท้องถิ่น หน่วยงาน ภูมิภาคที่ลงไปที่ระดับจังหวัดก็เอาแผนพัฒนาตรงนี้มาทำงานร่วมกัน ในความหมายตรงนี้ ก็คือว่า ใน ๑ ท้องถิ่น ๑ จังหวัด มันเป็นแผนพัฒนาฉบับเดียวกันได้ไหม ที่มันเป็นแผนพัฒนา ที่เกิดขึ้นจากภาคพลเมืองจริง ไม่ใช่แผนพัฒนาที่เกิดขึ้นจากเวทีตรงนี้ สภาแห่งนี้ ภาคประชาชนเท่านั้นที่รู้ว่ามันควรจะออกแบบอะไร มันควรที่จะกำหนดอย่างไรในชะตาชีวิต ของเขา แรงงานจะวางแผนอย่างไร การศึกษาจะวางอย่างไร ทรัพยากรจะวางอย่างไร น้ำตรงไหนมันขาดบ้าง ถ้าแผนตรงนั้นมันเกิดขึ้นมาจากภาคประชาชนจริง ๆ นี่ละคือ สภาพลเมือง นี่ละคือสภาของการเปลี่ยนแปลง มันคือการเมืองที่พูดคำว่าปากท้อง ไม่ใช่ การเมืองที่ว่าด้วยเรื่องอำนาจอย่างเดียว การเมืองแบบเลือกตั้งที่เป็นอำนาจไม่มีทางที่จะไป ทำให้การเมืองภาคพลเมืองที่เรียกว่า ปากท้องสำเร็จได้ครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน