สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๘ · ๒๓ เมษายน ๒๕๕๘

ชัย ชิดชอบ พูดถึงการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยอ้างว่าผู้สมัครหลายคนแสวงหาอำนาจ และไม่เคารพระบบการเมือง ท่านจึงต้องการให้กลุ่มการเมืองไม่มีอยู่จริง และให้พรรคการเมืองเป็นหลัก นอกจากนี้ ท่านยังหารือเรื่องการยกย่องประชาชนให้เป็นพลเมือง และเรียกร้องการแก้ไขปัญหาการจัดสรรเงินในงบประมาณ

นายชัย ชิดชอบ

ประทานโทษครับ อดีตครับไม่ใช่ประธาน ท่านผู้เป็น ประธานของ สปช. ที่เป็นผู้นั่งบัลลังก์พิจารณาความยุติธรรมให้แก่ผู้อภิปรายด้วยความ เคารพ ในหมวด ๒ ซึ่งกระผม นายชัย ชิดชอบ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร หลักใหญ่ของ ประเทศชาติจะเป็นประชาธิปไตยได้ ทั่วโลกเขาเอาสภาเป็นหลัก ในหมวดอะไรต่าง ๆ ไม่มีความสำคัญเท่าสภาครับท่านประธาน สภาทั้งนั้นล่ะ เช่น ท่านประธานเคยเป็นประธาน อยู่วุฒิสภาท่านก็ยังมานั่งต้องการให้เป็นประธานที่นี่ อย่างนี้เป็นต้น สภาเป็นเรื่องสำคัญมาก มันอยู่ที่เกี่ยวกับผู้ที่จะอาสาตามกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ท่านประธานผู้ร่างและ คณะกรรมาธิการผู้ร่างได้ร่างมาเกี่ยวกับมาตรา ๗๓ เราก็เห็นว่าชัดว่าผู้อาสา อาสามาสมัคร รับเลือกตั้ง ท่านประธาน เขาเลือกตั้งทำไมครับ ผู้สมัครรับเลือกตั้งทุกประเภทตั้งแต่ ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ตลอดไปจนถึงท่านผู้นั่งอยู่ในสภาแห่งนี้ ท่านแสวงหาอำนาจทั้งนั้นครับ ผู้ที่นั่งอยู่ตรงนี้ ผู้แสวงหาอำนาจ แล้วก็ต้องหาอำนาจต่อไปอีกครับ บางท่านก็อยากจะ กระโดดไปรัฐมนตรี บางท่านก็อยากจะอยู่ในตำแหน่งนี้นาน ๆ อะไรทำนองนี้ ท่านประธาน ครับ ผมจะกราบเรียนด้วยความเคารพในเรื่องหมวด ๓ ซึ่งผมมีความมั่นใจอย่างมาก และ ขอให้ข้อสังเกตเพราะว่าเรามาเป็นสมาชิกของสภาแห่งนี้ เขาเลือกนักวิชาการ ผมไม่ใช่ นักวิชาการครับ ผมเป็นนักวิชาเกิน มันเกินไปแล้วเรื่องวิชาการเพราะเกี่ยวกับประสบการณ์ ท่านประธานครับ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งของประเทศเรา และเป็นเรื่องที่พวกเราทุกคนยังมีความมั่นใจ พี่น้องประชาชน ๖๕ ล้านคนเศษของประเทศ ก็รอความหวังในเรื่องการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กระผมได้รับเกียรติจาก คสช. เพราะผมมานั่งอยู่ตรงนี้ในนามของพรรคการเมือง คือพรรคภูมิใจไทย เขาส่งผมมาครับ ดูเหมือนจะมี ๒ คนอยู่ตรงนี้ตัวแทนพรรคการเมือง คือท่านอดีตอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ผมไม่เอ่ยนามท่าน เพราะว่าเอ่ยไปเท่ากับหาเสียงให้ท่าน ท่านประธานครับ นั่นคือบทบาทที่เรามาดูมาแลและไม่มีการซ้ำซ้อนอะไรทั้งสิ้น ไม่หาผลประโยชน์ในการที่จะ มานั่งตรงนี้เพื่อหาเสียงใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ต้องการให้ประเทศชาติไปรอด ๑๐ กว่าปีมานี้ เป็นอย่างไรท่านประธาน ท่านเหนื่อยไหมครับ เหนื่อยทุกคน นอนไม่ค่อยหลับในกรุงเทพฯ ท่านจะเห็นในระยะเวลาเมื่อก่อนที่จะเป็นวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ก่อนนั้นเป็นอย่างไร พะวัก พะวงจะไปตรงนี้ไปตรงนั้นได้รับความยากลำบากเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เพราะว่าไปตรงนี้ก็ติดรถ ไปตรงนั้นก็รถติด เพราะอะไร เพราะขบวน ขบวนกลุ่มการเมือง ท่านประธานครับ คือผมฟังท่าน ประทานโทษที่เอ่ยนาม ท่านประธานเสรีท่านพูดเกี่ยวกับเรื่องกลุ่มการเมืองมันไม่ชัด ท่านมัวแต่ เกรงใจ ผมไม่เกรงใจใครครับ เพราะอายุยังน้อยอยู่ ๘๗ ปีเท่านั้น ผมขอเรียนให้ทราบครับ กลุ่มการเมืองตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองปี ๒๔๗๕ จนถึงปัจจุบัน มันไม่มีการดำเนินการ เรื่องกลุ่มการเมือง เพราะทหารเขาบัญญัติไว้เลยมีในอุดมการณ์ตั้งแต่สมัยเปลี่ยนแปลง การปกครอง ท่าน จอมพล ป. พิบูลสงคราม ไม่ให้มีกลุ่มการเมืองเกิดขึ้น ขนาดอย่างนั้นแล้ว ยังมีการปฏิวัติรัฐประหารกันตลอดมา เพราะเรื่องกลุ่มการเมืองนี่ละครับ ผมมาเห็น ท่านมหาปราชญ์ทั้ง ๓๖ คน ท่านมาร่างอันนี้ขึ้นมาท่านไม่ดูเลย ท่านดูให้ลึก ให้พรรคการเมือง ตั้ง ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ คนก็ตั้งได้ ๑๕ คนก็ตั้งได้ อย่างที่ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ ประทานโทษ ที่เอ่ยนาม เพราะผมเคารพท่าน ท่านเป็นทหาร ท่านอยู่ในระเบียบวินัย กลุ่มการเมือง มันอยู่ตรงไหนล่ะครับ ระเบียบไม่มี วินัยไม่มี อยากมาก็มา อยากไปก็ไป อยากนอนก็นอน อยากพักก็พัก ท่านประธานก็เห็น แล้วพอมาให้มีการสมัครรับเลือกตั้ง หมวดรัฐสภา เขียนบัญญัติไว้หลายมาตรา ผมไม่พูดถึงมาตรา ผมพูดถึงความจริง ก็ให้กลุ่มการเมือง เข้าสมัครรับเลือกตั้ง ขนาดพรรคการเมืองยังคุมไม่ค่อยอยู่เลย ยังมีการทุจริตซื้อสิทธิขายเสียงกัน แล้วถ้ากลุ่มการเมืองมันเกิดขึ้น ท่านประธานทราบไหมครับว่าจะไปตรวจสอบตรงไหน ถึงจะ จดทะเบียนอย่างไร กลุ่มการเมืองมันใหญ่มาก ผมมาตกอกตกใจครับ ๒ กลุ่มการเมือง ในประเทศไทยนี้จะสร้างความวุ่นวายให้แก่ประเทศชาติต่อไปในอนาคต ผมพูดตรง ๆ อย่างนี้ครับ ถ้ากลุ่ม ๒ กลุ่มนี้กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกอย่างนี้เข้าไปรับรองว่า ประเทศชาติล่มสลายแน่นอน สร้างความเดือดร้อนแน่นอน ทหารจะเอารถถังออกมากี่คันก็สู้กลุ่มการเมืองไม่ได้ครับ แน่นอนครับ ท่านพลเอก เลิศรัตน์ ท่านวิ่งไม่รอดหรอกครับ ผมยิ่งไม่รอดใหญ่เลย ฉะนั้นผมห่วงครับ ห่วงบ้าน ห่วงเมือง ให้เขา สังกัดพรรคการเมืองเราต้องการพรรคการเมืองให้มันเข้มมันแข็ง ผมเป็นคณะกรรมาธิการ ในเรื่องด้านการเมือง กับท่านศาสตราจารย์สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ แต่ผมก็ไปเป็นอนุคณะ กับท่านดอกเตอร์อมร คณะอนุกรรมาธิการก็ยังยืนยันว่าอย่าให้มีเลยกลุ่มการเมือง เพราะกลุ่มการเมืองจะสร้างปัญหาให้แก่ประเทศชาติ สร้างความวุ่นวายให้แก่ประเทศชาติ ไปในอนาคต ขนาดปัจจุบันนี้จะใช้มาตรา ๔๔ ข่าวยังบอกว่ายังเชิญผู้นำกลุ่มการเมืองเข้าไป ค่ายทหารอีก ท่านเห็นชัด ๆ อย่างนี้ท่านมองสินอนฝันมาสิครับ ให้มันเห็นของจริง ให้มันมีเถอะ เฉพาะพรรคการเมืองและควบคุมให้อยู่ อย่าบอกว่า ๗๔ พรรคการเมืองเขาอยากเป็นใหญ่เป็นโต เขาอยากได้อำนาจเขาก็สมัครรับเลือกตั้งแล้วก็ควบคุมออกระเบียบแบบแผนให้มันแน่นอน สิ่งเหล่านี้จึงจะควบคุมได้ แต่ถ้าเอากลุ่มการเมืองมากระผมยืนยันเลย ท้าทายกับท่านมหาปราชญ์ ทั้ง ๓๖ ท่านไปสาบานกันต่อหน้าพระแก้วก็ได้ว่าจะไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น ผมยืนยัน ผมกล้าท้าไว้เลย ว่าเหตุการณ์จะเกิดขึ้น ความปรองดองไม่เกิดขึ้นครับถ้าไม่สร้างความสามัคคีในชาติ พรรคการเมืองมันสร้างความสามัคคีเพราะมันมีระเบียบวินัย ท่านให้ กกต. ออกระเบียบ ให้มันชัดแจ้งอะไรต่าง ๆ มันจะเกิดผลประโยชน์อย่างมหาศาล ที่กระผมเรียนให้ท่านทราบ ก็เพราะว่ากระผมมีความห่วงวิตกกังวลลูกหลานเหลนของเราในอนาคต ตอนนี้นักศึกษา ยังไม่เคยออกก็เริ่มออกมาบ้างแล้ว ก็ยังเห็นชัด ๆ กลุ่มต่าง ๆ กลุ่มเล็ก กลุ่มน้อยผมไม่ห่วงหรอก ผมห่วง ๒ กลุ่มนี้ล่ะ กลุ่มเสื้อที่มีกับกลุ่มเสื้ออะไรต่าง ๆ ๒ กลุ่มใหญ่ ๆ ห่วงมากครับ ชาติจะล่มจม ก็เพราะกลุ่มล่ะครับ ฉะนั้นปัญหาต่าง ๆ เราจะต้องดูประวัติศาสตร์ครับ กี่ก๊ก กี่เหล่าก็เป็นกลุ่ม เป็นก้อนทั้งนั้น ฉะนั้นปัญหาต่าง ๆ ผมห่วงครับ ห่วงทหารของผม ทหารจะออกมาเอ็กเซอร์ไซส์ (Exercise) อีก ต่อไปทหารออกมาไม่มีดอกกุหลาบแล้วครับ ห่วงมากครับ ท่านนายพล พลเอก เลิศรัตน์ ผมห่วงมาก ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ห่วงจริง ๆ ครับ ด้วยความเคารพ และผมห่วงประธานผมด้วยครับ จะหนีไปจังหวัดสุราษฎร์ธานีก็ไกลครับ หนีไปไม่ได้ครับ ประทานโทษที่ต้องเอ่ย ขอประทานอภัย ด้วยความเคารพครับ ตัดออกไปเถอะครับ คำว่า กลุ่มการเมือง อย่าให้มันมีปัญหา ท่านให้มีพรรคการเมืองอย่างเดียวก็พอแล้ว เพราะเรา ได้ศึกษารายละเอียดแล้วก็ดูข้อเท็จจริงมา ๑๐ ปีแล้ว ปัญหาก็เกิดขึ้นจากสิ่งเหล่านี้ อันนี้ ประเด็นที่กระผมกราบเรียน

ทีนี้ผมมากราบเรียนต่อไปอีกว่า ผมดีใจที่ท่านมหาปราชญ์ทั้ง ๓๖ ท่าน ท่านได้ยกฐานะประชาชนให้เป็นพลเมือง โอ้โหพองโตเลยครับ ประชาชนอยู่ ๆ ก็มาเป็น พลเมือง แล้วมันได้อะไรขึ้นมาครับ พลเมือง ได้อะไรขึ้นมา ท่านประธาน ท่านต้องเปลี่ยน บัตรประชาชน กฎหมายทุกฉบับต้องแก้อีกเท่าไรครับ ทั้งแพ่ง ทั้งอาญา สภานี้ต้องอยู่ยืดไป อีก ๕๐ ปีหรืออย่างไรครับ อยู่ไม่ได้ อย่างมากไม่เกิน ๑๔๑ ปี อย่างคนที่มีอายุยืนก็ไปแล้ว ฉะนั้นเรื่องประชาชนพลเมืองผมไม่ทักท้วงท่าน ผมดีใจครับ แต่มันเป็นไปได้ไหมครับ เรื่องประชาชนเป็นพลเมือง อำนาจหน้าที่มีอะไรครับ ได้เงินเดือนหรือเปล่าพลเมือง ถ้าได้ ประชาชนเห็นชอบด้วย ทีนี้เอาภาษีตรงไหนครับ ทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนี้ส่วนใหญ่ผมฟังแล้ว ท่านปราชญ์ทั้งหลายท่านก็บอกว่าเศรษฐกิจ เพราะถ้าเศรษฐกิจไม่ดีภาษีเก็บไม่ได้ งบประมาณเอาจากไหน มันเรื่องสำคัญทั้งสิ้นครับ ฉะนั้นผมกราบเรียน เมื่อท่านยกย่อง ประชาชนเป็นพลเมืองก็ต้องยกย่องเขาให้ตลอดครับ ผมไม่คัดค้าน ผมให้ข้อสังเกตเท่านั้น เพราะวันนี้เรามาพิจารณาตัวร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ เราไม่ได้มาคัดค้านว่าไม่ให้ออกหรือให้ออก หรือรับ หรือไม่รับ ไม่ใช่ เรามาให้ข้อสังเกต ให้มหาปราชญ์ทั้ง ๓๖ ท่าน ท่านไปพิจารณา แก้ไขปัญหาว่า ฟังข้อคิดเห็นจากสภาแห่งนี้ไปแล้วท่านจะได้ไปคิดไปพิจารณาเพื่อให้ประเทศไทย อยู่รอด ให้ประเทศไทยอยู่ได้ นั่นเป็นสิ่งสำคัญมาก กระผมขอกราบเรียนท่านประธานว่า เมื่อเราจะยกย่องแล้วเราไปมีทำไมครับบัญชีรายชื่อผู้แทนราษฎร ทำไมไม่เลือกตั้งล่ะ ให้เขา เลือกไปเลย ๔๕๐ คน เมื่อวานผมตกใจ ขอต่อสักนิดได้ไหมครับ