เฉลิมศักดิ์ อบสุวรรณ หารือเรื่องการปรับปรุงรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 121 ที่เกี่ยวข้องกับวุฒิสภา โดยมีประเด็น 3 ประการ ได้แก่ การกำหนดสัดส่วนสมาชิกวุฒิสภา การกำหนดจำนวนผู้แทนจากสภาวิชาชีพ และการกำหนดจำนวนผู้แทนองค์กรด้านเกษตรกรรม ด้านแรงงาน และด้านวิชาการ และยังหารือเรื่องการเลือกตั้งสมาชิกสภาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ว.) และขอให้ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญช่วยดูและแก้ไขประเด็นนี้ นอกจากนี้ยังพูดถึงการมองภาพรวมประเทศไทยที่มี 3 แกนหลัก คือ แกนเศรษฐกิจ แกนสังคม และแกนการเมือง และเรียกร้องให้เพิ่มบทที่เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติเพื่อให้มีความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องเศรษฐกิจ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม นายเฉลิมศักดิ์ อบสุวรรณ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๐๕๓ จากจังหวัดพังงา ก็มีประเด็นที่อยากจะนำเรียนท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอยู่ประมาณ ๒ ประเด็น ในหมวด ๒ ส่วนที่ ๓ เรื่องวุฒิสภา มาตรา ๑๒๑ ในเรื่องของวุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกจำนวน ไม่เกิน ๒๐๐ คน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งในแต่ละจังหวัด จังหวัดละ ๑ คน และมาจาก การเลือกกันเอง และการสรรหาเท่ากับจำนวนรวมข้างต้นหักด้วยจำนวนสมาชิกวุฒิสภาที่มาจาก การเลือกตั้ง ดังต่อไปนี้ ซึ่งจะมี
(๑) ผู้ซึ่งเคยเป็นข้าราชการฝ่ายพลเรือน ซึ่งดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง หรือเทียบเท่า ซึ่งเป็นตำแหน่งบริหารและข้าราชการฝ่ายทหารซึ่งดำรงตำแหน่ง ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุดหรือผู้บัญชาการเหล่าทัพ ซึ่งเลือกกันเอง ในแต่ละประเภทประเภทละไม่เกิน ๑๐ คน ประเด็นนี้ผมคิดว่าอยากจะให้ท่าน คณะกรรมาธิการได้พิจารณาทบทวนถึงเรื่องสัดส่วน เพราะว่าเท่าที่มีข้อมูลตัวเลขว่าในส่วน ของข้าราชการพลเรือน ปลัดกระทรวงตามที่เมื่อวานท่าน สนช. ได้พูดถึง ท่านปรีชา วัชราภัย ว่ามีจำนวนประมาณ ๑๕๐ ท่าน แล้วก็ในส่วนของทางข้าราชการทหารน่าจะมีตามตัวเลข ประมาณการน่าจะมีประมาณ ๓๐-๔๐ ท่าน ก็คิดว่าอยากจะให้ทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ลองพิจารณาดูว่า สัดส่วนตรงนี้มันเหมาะสมแล้วหรือยัง มากไปหรือเปล่า หรือว่าควรจะเกลี่ยกัน อย่างไรให้เหมาะสม
รวมทั้ง (๒) ผู้แทนจากสภาวิชาชีพ องค์กรวิชาชีพ หรืออาชีพที่มีกฎหมาย จัดตั้ง อันนี้ก็เป็นประเด็นที่เพื่อนสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติบางท่านเขาบอกว่าจำนวนนี้ สัดส่วนนี้มากเกินไปหรือเปล่า ๑๕ ท่าน ผู้แทนมีสัดส่วนจำนวนองค์กรมากพอไหมที่จะเทียบกับ ๑๕ ท่าน อันนี้ก็อยากฝากในเรื่องของสัดส่วน
ส่วน (๓) ผู้แทนองค์กรด้านเกษตรกรรม ด้านแรงงาน ด้านวิชาการ และอื่น ๆ ซึ่งเลือกกันเองไม่เกิน ๓๐ คน ก็มีประเด็นว่าสัดส่วนตรงนี้เพียงพอไหม คือผมคิดว่าจำนวน สัดส่วนอาจจะต้องทบทวนนิดหนึ่ง อาจจะมากไปหรือน้อยไปก็ว่า เพื่อให้มาตรา ๑๒๑ มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
ในส่วน (๔) ผู้ทรงคุณวุฒิและคุณธรรมด้านการเมือง ด้านความมั่นคงต่าง ๆ รวมทั้งสิ้น จำนวนสรรหา ๕๘ คน ก็มีประเด็นที่เป็นห่วงว่าผู้ที่จะทำการคัดสรรนั้นคณะกรรมการคัดสรร หลายท่านเป็นห่วงว่ากลัวว่าจะไม่ได้ทั่วถึง บางท่านมีความรู้ความสามารถอาจจะไม่ได้ เข้ารับการพิจารณาคัดเลือกเข้ามา ประเด็นนี้ผมคิดว่าฝากไปยังท่านคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญช่วยดูตรงนี้ด้วย เพราะถ้าไม่เป็นเช่นนั้นเดี๋ยวจะได้คนที่เหมือนกับที่ ชาวบ้านเขามักพูดว่าล็อกสเปค (Lock Spec) ไว้
ส่วน (๕) เป็นประเด็นซึ่งผู้ซึ่งมาจากการเลือกตั้งในแต่ละจังหวัด จังหวัดละ ๑ คน โดยให้เลือกตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิและคุณธรรมตามด้านต่าง ๆ ซึ่งได้รับการคัดกรองจังหวัดละ ไม่เกิน ๑๐ คน ประเด็นอยู่ที่ว่ามีท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้กล่าวว่าการเลือกตั้ง ส.ว. ในอดีตที่ผ่านมามีไม่กี่จังหวัดที่มีจำนวนสมาชิกเกิน ๑๐ คน ถ้าผมจำไม่ผิดก็ ๒-๓ จังหวัด แต่ในความจริงนั้นในอนาคตที่จะเกิดการเลือกตั้งใน (๕) มันเป็นการสมัคร มันก็คล้าย ๆ กับ การสมัครสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่ผ่านมาที่พวกผมได้รับการคัดเลือกเข้ามา แต่ละจังหวัดนั้นส่วนใหญ่ก็ไม่ต่ำกว่า ๒๐ คน บางจังหวัด ๔๐ คน ผมคิดว่าครั้งนี้มันคงจะ ไม่แตกต่างกัน เพราะเป็นการสมัครให้มาสรรหาโดยมีคณะกรรมการกลั่นกรอง ผมคิดว่า ประเด็นสำคัญคือคณะผู้ที่ทำการกลั่นกรองจะต้องมีความชัดเจน โปร่งใส เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว ผู้ที่มาสมัคร ผมคิดว่าอย่างน้อย ๆ ๒๕ คนได้เห็นแน่นอน รัฐธรรมนูญบอกว่าเพื่อให้ ประชาชนเป็นใหญ่ เจตนารมณ์เพื่อให้พลเมืองเป็นใหญ่ ทีนี้ถ้าเกิดพลเมืองเป็นใหญ่ ในขณะที่คนที่เขาคาดหวังว่าควรจะมาทำหน้าที่แทนพี่น้องประชาชนเกิดมีคุณสมบัติที่ดี แต่ไม่ได้รับการคัดเลือกอยู่ ๑ ใน ๑๐ ผมคิดว่าประเด็นตรงนี้เป็นประเด็นที่น่าเป็นห่วง เพราะว่าพี่น้องประชาชนพลเมืองคาดหวัง บางครั้งถ้าอยู่ในต่างจังหวัด ผมมาจากจังหวัดพังงา เราจะเห็นหลาย ๆ จังหวัดมักจะพูดว่ามีการขอ มีการโทรศัพท์บอกกล่าว มีการฝาก มีอะไร เยอะแยะหมด เมื่อเราจะทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่มีความตั้งมั่นที่ว่าต้องการให้ เกิดความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน ผมคิดว่าประเด็นที่สำคัญคือคณะกรรมการกลั่นกรอง ฝากท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญช่วยดูให้ละเอียดหน่อยประเด็นนี้ เป็นห่วง ถ้าท่านเขียน ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้ที่มาของคณะกรรมการกลั่นกรองไม่ดีพอ ผมคิดว่า ท่านจะได้ ส.ว. ซึ่งมาจาก ๗๗ จังหวัดอาจจะมีปัญหา อาจจะมีการฟ้องร้องหรือว่าอาจจะมี อะไรต่าง ๆ เกิดขึ้นมาก็ได้ อันนี้ด้วยความเป็นห่วง โดยภาพรวมทั้งหมดก็เห็นด้วยกับจำนวน ๒๐๐ ท่านนี่เห็นด้วย แต่เพียงอยากให้ท่านมองในเรื่องของสัดส่วน และประเด็นหนึ่ง ที่เป็นห่วงคือว่าอาจจะมีการคล้าย ๆ เข้าข่ายลักษณะฮั้วกันมาลงสมัคร อาจจะเป็น (๒) (๓) ก็ได้ อาจจะเป็นคนกลุ่มหนึ่งมารวมตัวกันเพื่อให้ตัวเองมีน้ำหนักคะแนนจำนวนมากเพื่อที่จะ เลือกคนของตัวเองเป็นผู้แทน ใน (๒) หรือ (๓) อันนี้ก็ฝากท่านช่วยดูด้วย เพราะว่าด้วยความ เป็นห่วงว่าถ้าเราจะปฏิรูปครั้งนี้แล้วและเราได้คนที่ยังไม่ใช่เข้ามาสู่สภาทรงเกียรติแห่งนี้ เราเสียเวลา เพราะเราเสียเวลามาเกือบปี วันที่ ๒๒ พฤษภาคมมาถึงวันนี้ และเราจะเลือกตั้ง เข้ามาแล้วก็ยังเดินถอยหลังอยู่ เดินกลับไปในรูปแบบเดิม ผมคิดว่าเราเสียเวลา อันนี้ก็คือ ประเด็นที่อยากฝากว่าให้ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญช่วยดูเป็นพิเศษนิดหนึ่ง ดูในเรื่องของสัดส่วน ดูในเรื่องของขั้นตอนการเลือกกันเอง มีหลายท่านก็พูดกับผมว่า การเลือกกันเองนั้นใช้บรรทัดฐานอะไร โปร่งใสจริงหรือเปล่า เล่นพรรคเล่นพวกไหม ก็ฝากด้วยประเด็นนี้ ผมอาจจะขออนุญาตใช้เวลาที่ยังเหลืออยู่ส่วนที่ ๒ เพราะกลัวว่า จะพูดหมวด ๒ ไม่ทัน
ส่วนประเด็นที่ผมจะพูดต่อไปเป็นภาค ๒ หมวด ๒ ในเรื่องของแนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐ ซึ่งมีทั้งหมด ๑๘ มาตรา ประเด็นของผมคือว่ามาตรา ๘๘ อันสืบเนื่องมาจาก ในร่างรัฐธรรมนูญนี่ครับ ผมมองว่าประเทศไทยแกนหลักของประเทศมีอยู่ ๓ แกนเป็นหลัก
แกนที่ ๑ ก็คือแกนของด้านเศรษฐกิจ
แกนที่ ๒ ด้านสังคม
แกนที่ ๓ ด้านการเมือง
แต่เท่าที่เปิดดูรัฐธรรมนูญฉบับนี้เราจะพบว่าส่วนใหญ่นั้นน้ำหนักของเล่ม ทั้งเล่มหนักไปทางด้านการเมืองและด้านสังคม และผมก็ได้พิจารณาดูว่าส่วนใหญ่ทางด้าน เศรษฐกิจจะไปอยู่ในภาค ๔ ซึ่งหลายท่านก็บอกว่าวาระมันแค่ ๕ ปี ถ้าอยากต่อก็ต้อง ขอมติใหม่ ซึ่งก็เป็นห่วง และประเด็นสำคัญคือในปัจจุบันนี้กระแสของโลกาภิวัตน์โลก มันเปลี่ยนแปลงไปเยอะ ถ้าเราเขียนรัฐธรรมนูญมองเฉพาะภายในประเทศอย่างเดียว เรากลัวแต่นักการเมืองอย่างเดียว เราตั้งกฎกติกาขึ้นมาเพื่อป้องกันหรือว่าต้องการที่จะจำกัด หรืออะไรต่าง ๆ ในเรื่องของการเมืองมากเกินไป โดยเราละเลยที่จะมองในเรื่องของ เศรษฐกิจ ซึ่งขณะนี้กระแสโลกเคลื่อนด้วยระบบเศรษฐกิจ มันไม่ใช่ประเทศใดประเทศหนึ่ง มันเป็นเรื่องของประชาคม แล้วก็ปลายปีนี้เราก็เข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN) ผมคิดว่าประเด็นนี้มันต้องมองทั้งบริบทของโลก ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือประเทศไทยเรา พูดแต่ว่ายุทธศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์ชาติ ในขณะนี้มันยังไม่ค่อยเป็นรูปธรรมเท่าที่ควรนัก ผมคิดว่าควรจะเพิ่มเติมในมาตรา ๘๘ เพิ่มข้อความว่า รัฐต้องจัดให้มีการจัดทำยุทธศาสตร์ เศรษฐกิจของชาติเพื่อให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน เพิ่มในมาตรา ๘๘ ฝากท่าน คณะกรรมาธิการช่วยพิจารณา โทษครับ ผมยังมีเวลาใช่ไหมครับ โดยประเด็นที่ผมพูด เพราะว่าถ้าเราได้เขียนเพิ่มเติมในมาตรา ๘๘ จะทำให้เกิดความมั่นคงในด้านเศรษฐกิจ ขณะนี้เรามีปัญหาด้านเศรษฐกิจมากทั้งภายใน ภายนอก ภายในเราก็เศรษฐกิจตกต่ำทุกภาค เรียล เซคเตอร์ (Real sector) ภาคการผลิตเรามีปัญหาหมด ภาคเกษตร อุตสาหกรรมส่งออก เราก็มีปัญหา ในขณะเดียวกันเราก็ถูกแรงกดดันจากภายนอก สหภาพยุโรปตัดสิทธิจีเอสพี (GSP) รวมทั้งในขณะนี้ก็มีปัญหาเรื่องของประมง ซึ่งไม่รู้จะกระทบกระเทือนอีกเท่าไรในเรื่องของ สินค้าอาหารทะเล ซึ่งประมาณการว่าเป็นแสนล้านบาทที่ต้องส่งออก ด้วยความเป็นห่วงว่า ในเมื่อโลกใบนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยระบบเศรษฐกิจแล้ว แล้วเรายังให้น้ำหนักอยู่แค่การเมือง กับด้านสังคม โดยที่ว่าให้น้ำหนักด้านเศรษฐกิจน้อยวันข้างหน้าเราจะไม่สามารถที่จะก้าวทัน กระแสโลกที่เปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้นผมคิดว่ายุทธศาสตร์ของชาติด้านเศรษฐกิจนั้นควรจะต้อง มีการดำเนินการที่ชัดเจนขึ้นเพื่อกำหนดบริบทของการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งภายในแล้วก็ต่างประเทศให้เชื่อมโยงกัน แล้วก็ตอบรับกับทิศทางการพัฒนาประเทศต่อไป ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเราก็บอกว่าต้องการให้ ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ แล้วก็สร้างความเป็นธรรมในสังคม ขณะนี้ผมคิดว่าท่าน สปช. ทุกท่าน โดยเฉพาะท่านที่มาจากต่างจังหวัด ท่านจะเห็นว่าเศรษฐกิจภายในตัวจังหวัดของท่านแย่มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมมาจากพื้นที่ภาคใต้ซึ่งมียางพาราเป็นแกนหลักของเศรษฐกิจ ขณะนี้ ราคายางพาราตกต่ำมาก ผมคิดว่าเรื่องพวกนี้ถ้าเกิดเราปล่อยให้ไม่ได้มีการกำหนด เป็นยุทธศาสตร์ชาติว่าจะเอาอย่างไรแน่ ปล่อยไปเรื่อย ๆ ต่อไปคนที่จะตายก่อนคือพี่น้อง เกษตรกรชาวสวนยางพารา แล้วก็จะลามถึงระบบเศรษฐกิจในชุมชน ตลาดนัด ตลาดสด ก็จะแย่หมด สุดท้ายคืออะไรครับ มันก็ลามไปในเรื่องของการเก็บภาษี ภาษีก็เก็บไม่ได้ เมื่อท่าน เก็บไม่ได้ท่านจะเอาเงินไหนไปพัฒนาประเทศ ในขณะที่ทางรัฐบาล กระทรวงการคลัง ก็พยายามที่จะมุ่งเน้นในเรื่องของการจัดระบบการเก็บภาษี ภาวะตอนนี้ผมว่าเป็นภาวะที่ไม่ควร จะพูดเรื่องภาษี ควรจะพูดเรื่องวางระบบได้ แต่ไม่ใช่มาพูดให้เกิดความปั่นป่วนทางด้าน เศรษฐกิจ เหมือนเราไปซ้ำเติมพี่น้องที่อยู่ในทั่วประเทศ วันนี้ผมคิดว่าปัญหาเร่งด่วนที่ต้องแก้ไข นอกจากอย่างอื่นแล้ว ผมว่ามีเรื่องเศรษฐกิจนี้ที่เป็นเรื่องปากท้องของพี่น้องประชาชน แล้วก็ ยุทธศาสตร์ชาติที่ผมฝากท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญไว้ ผมคิดว่าเป็นทางหนึ่ง ที่จะช่วยให้ประเทศไทยของเรานั้นสามารถก้าวพ้น แล้วก็ทำให้พี่น้องประชาชนที่อยู่ในแต่ละจังหวัด ทั่วประเทศก็จะอยู่ได้ แล้วก็คงจะสร้างปัญหาให้กับภาครัฐน้อยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขณะนี้เรามีโครงการพัฒนา ไม่ว่าจะด้านโลจิสติกส์ (Logistics)ที่จะเชื่อมโยงในภูมิภาคอาเซียน จากเหนือลงใต้ จากภาคตะวันออกมาทะลุลงใต้ แล้วก็จากอีสท์ เวสต์ คอร์ริดอร์ (East West Corridor) จากซีกซ้ายไปซีกขวาไปเชื่อมทางลาว ทางเขมร ออกเวียดนามอะไรต่าง ๆ ผมคิดว่าวันนี้บริบทของกระแสเศรษฐกิจโลกนี้มันเปลี่ยน แล้วถ้าเราไม่ให้ความสำคัญเรื่องพวกนี้ ถึงเวลาแล้วเราปรับตัวไม่ทัน ปลายปีนี้เราเข้าอาเซียน เออีซี (AEC) แล้วเรายังไม่มี ยุทธศาสตร์ชาติที่มองในเรื่องของเศรษฐกิจเชื่อมโยงกับด้านอื่น ๆ ด้วย ด้านสังคม ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ด้านการศึกษาต่าง ๆ ถ้าเราเอาตัวนี้ไม่ชัด แล้วเรามีแรงกดดันจากภายนอกต่างประเทศเข้ามา ผมว่าสุดท้ายคนที่รับกรรม คือพี่น้องประชาชน แล้วก็สิ่งหนึ่งที่เรากำลังเขียนรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพื่อให้ประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำในสังคมและเป็นธรรมสุดท้ายจะไม่เกิดประโยชน์ แล้วก็ยังมีเรื่องอื่น ๆ ที่จะเกิดขึ้นอีกที่ผมคิดว่ากระแสความเจริญเติบโตที่จะเคลื่อนย้ายจากประเทศตะวันตก มาประเทศตะวันออก แล้วถ้าเราไม่เตรียมตัวพร้อม เราไม่มียุทธศาสตร์ชาติว่าด้วย เรื่องเศรษฐกิจของชาติ อย่างบูรณาการ โดยที่เราไปอยู่ในภาค ๔ ผมคิดว่าถึงวันนั้นเราไม่ได้ ทิ้งมรดกอะไรให้ลูกหลานเลยครับ ๒๐ ปีข้างหน้า เราอาจจะสร้างปัญหาให้ลูกหลาน แล้วก็ ประเทศไทยผมเรียนท่านประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เราโชคดีเรามีชัยภูมิ ที่ตั้งของประเทศเหมือนกับเรียกว่าสุวรรณภูมิจริง ๆ เราอยู่กึ่งกลางในการเชื่อมโยงของ ทุกภาคส่วนในอาเซียน เราน่าจะให้ยุทธศาสตร์ชาติตรงนี้ว่าด้วยเรื่องเศรษฐกิจใช้โอกาส ชัยภูมิที่ตั้งของเราทำประโยชน์ให้เกิดทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ผมมีประเด็น ที่นำเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเพียงเท่านี้ครับ ขอกราบขอบพระคุณท่านครับ