ปรีชา วัชราภัย ยกร่างรัฐธรรมนูญและชี้แจงถึงกรอบแนวความคิดที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการ นักการเมือง และประชาชน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทั้ง ๓ ประเภทนี้ในการบริหารประเทศ และหารือเกี่ยวกับบทบาทของประชาชนในการรับบริการจากรัฐและตรวจสอบการปฏิบัติของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ปรีชา วัชราภัย รองประธานกรรมาธิการ คนที่ห้า ได้รับมอบหมายจากท่านประธานกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญให้มาชี้แจงถึงกรอบแนวความคิดของหมวด ๖ คือเรื่องของความสัมพันธ์ ระหว่างข้าราชการ นักการเมืองและประชาชนแก่ท่านสมาชิกทั้งหลายในวันนี้ ก่อนอื่น ขอเรียนว่าหมวด ๖ นี้ คือความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการ นักการเมืองและประชาชน เป็นการบัญญัติเป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะว่าที่จริงแล้วบุคคลทั้ง ๓ ส่วนนี้ เป็นบุคคลที่จะต้องมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันในการเป็นอยู่ของประเทศตลอดมา นักการเมืองก็เข้ามาสู่วงการนี้ก็เพื่อที่จะทำหน้าที่ในการบริหารประเทศ หรือมาออกกฎหมาย เพื่อที่จะใช้ในการดำเนินการแก่ประชาชนหรือพลเมือง ในขณะที่ข้าราชการก็เป็นบุคคลอีก ประเภทหนึ่งที่จะต้องเป็นผู้นำนโยบายของผู้บริหารประเทศลงไปปฏิบัติให้เกิดสัมฤทธิ์ผล หรือเกิดความสำเร็จ และในส่วนสุดท้ายก็คือประชาชน ซึ่งไม่เพียงแต่จะเป็นผู้รับผล ที่เกิดจากการปฏิบัติของ ๒ กลุ่มแรก แต่ว่าก็จะต้องเป็นผู้ที่มีหน้าที่ในการที่จะส่งสัญญาณหรือว่ามีหน้าที่ที่จะทำให้บุคคล ใน ๒ ฝ่ายแรกนั้นทราบว่าความต้องการนั้นจะเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นเรื่องของ ความสัมพันธ์ของบุคคลทั้ง ๓ ประเภทนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่จริงแล้วหมวดนี้ก็จะเป็นหมวดที่ไม่ยาว มีสั้น ๆ เพียง ๕ มาตราด้วยกัน แล้วก็เป็นหมวดหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่าท่านสมาชิกก็ได้ให้ความสนใจแล้วก็มีความสนใจที่บางท่านถึงขั้นเกรงกลัวว่า หมวดนี้ที่เขียนขึ้นไปแล้ว โดยเฉพาะบางส่วนในมาตราบางมาตรานั้นจะทำให้เกิดรัฐ ของข้าราชการหรือระบบอำมาตยาธิปไตยขึ้นมาในการบริหารประเทศได้ ซึ่งเมื่อวานนี้ ท่านประธานก็ได้อนุญาตให้ผมได้ขึ้นมาชี้แจงเรื่องนี้ ในส่วนเรื่องของระบบการแต่งตั้ง ข้าราชการระดับปลัดกระทรวงไปแล้ว ซึ่งในวันนี้ผมจึงขออนุญาตจะกล่าวถึงในเรื่องนี้สั้น ๆ เพราะว่าเมื่อวานนี้ได้กล่าวไปแล้ว ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าในรัฐธรรมนูญนี้ที่มีอยู่ ๕ มาตรา
ในมาตราแรกที่เริ่มต้น คือมาตรา ๒๐๖ อันนี้ก็เป็นพื้นฐานที่กำหนดให้เห็นถึง ความชัดเจนว่าการเมืองกับข้าราชการประจำนั้นต้องแยกกัน ข้าราชการประจำนั้นจะเข้าไป ทำหน้าที่เป็นดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ได้ อันนี้ก็เขียนอยู่ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ
ส่วนที่สำคัญที่เมื่อวานนี้ได้มีท่านสมาชิกหลายท่านให้ความสนใจ แล้วผม ได้ชี้แจงไปแล้ว วันนี้ผมจะชี้แจงในส่วนนี้เพียงสั้น ๆ ว่ากรณีเรื่องของกรรมการที่จะใช้แต่งตั้ง ผู้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่าปลัดกระทรวงนั้นซึ่งจะมีกรรมการ ๗ คน หลายท่านก็เกรงว่าทั้ง ๗ คน คือกรรมการที่จะมาจากข้าราชการและมาดำเนินการกันเอาเอง เพราะฉะนั้นผมได้ชี้แจงไว้แล้วว่าผู้ที่เป็นกรรมการ ๓ ส่วนนั้น
ส่วนแรกคือผู้ที่เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจาก ก.พ. นั้นไม่ได้จำเป็นที่จะต้อง เป็นข้าราชการ แล้วในปัจจุบันนี้ก็มีหลายท่านที่ไม่ได้เป็นข้าราชการ
ส่วนที่สอง ผู้ที่จะมาเป็นกรรมการอีก ๓ ท่าน ก็คือผู้ที่เป็นอดีตปลัดกระทรวง ที่พ้นจากราชการแล้ว อันนี้ก็แน่นอนครับว่าเป็นผู้ที่เคยเป็นข้าราชการในอดีตมา
และส่วนที่สาม คือเรื่องของผู้ที่เป็นประธานกรรมการจริยธรรมของกระทรวง ทั้งหลายทั้งปวงนั้น อันนี้ก็เหมือนกันครับ ว่าโดยกฎหมายแล้วไม่ได้กำหนดที่จะต้องให้เป็น คนที่เป็นข้าราชการหรืออดีตข้าราชการเข้ามาทำหน้าที่นี้ เพราะฉะนั้นใน ๗ คนที่ ในรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ มีอย่างน้อยที่สุด ๔ คนที่ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นข้าราชการหรืออดีต ข้าราชการ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าท่านสมาชิกคงได้เข้าใจจากการที่ได้อธิบายตั้งแต่เมื่อวานว่า อันนี้ก็ไม่ใช่ข้าราชการจะมาตั้งข้าราชการด้วยกันเองแล้วก็จะตัดอำนาจของรัฐมนตรี หรืออำนาจของท่านนายกรัฐมนตรีออกไป หรือตัดอำนาจทางฝ่ายการเมืองออกไป เพราะว่า สิ่งต่าง ๆ นั้นจะเขียนอยู่ในกฎหมายลำดับรองหรือตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เนื่องจากว่าถ้าเผื่อเราจะเขียนเรื่องทั้งหมดในรายละเอียดลงไปมาตรานี้มาตราเดียว ผมคิดว่า ต้องใช้ความยาวเป็น ๑ หน้าหรือ ๒ หน้า แต่ว่ากระบวนการที่ได้คิดเตรียมไว้ทั้งหมด คือ ที่ท่านห่วงว่าจะเป็นการตัดสิทธิรัฐมนตรี อันนั้นในกฎหมายลำดับรองนั้นก็กำหนดไว้ เตรียมไว้แล้วว่า กรรมการคณะนี้จะต้องเชิญท่านรัฐมนตรีของกระทรวงนั้น ๆ เข้ามานั่งให้ความเห็นว่า บุคคล ที่ท่านประสงค์นั้นจะเป็นบุคคลประเภทใด มีคุณลักษณะอย่างใด จะไปทำงานอย่างใด เพราะฉะนั้นในส่วนนี้รัฐมนตรีจะต้องมีส่วนร่วมในการให้ความเห็นอย่างแน่นอน นอกจาก รัฐมนตรีจะให้ความเห็นแล้ว ที่คิดไว้ในกฎหมายลำดับรองนั้นก็คือจะต้องขอความเห็น จากปลัดกระทรวงผู้ที่จะพ้นตำแหน่งไป คณะกรรมการมีหน้าที่ที่จะต้องถามขอความเห็น จากปลัดกระทรวงผู้ที่จะพ้นจากตำแหน่งไปด้วย แล้วก็ท้ายที่สุดเมื่อพิจารณาคัดเลือกได้ ผมเคยกราบเรียนตั้งแต่เมื่อวานนี้ว่า จะทำบัญชีรายชื่อไม่ใช่เสนอเพียง ๑ คน จะต้อง ทำบัญชีรายชื่อที่เสนอ ๓ คนให้กับท่านนายกรัฐมนตรี แล้วท่านนายกรัฐมนตรีถ้าเผื่อดูแล้วยังเห็นว่ายังไม่ถูกใจที่จะพิจารณาแต่งตั้งก็ส่งมาให้ กรรมการนี้สามารถที่จะพิจารณานำเสนอเพิ่มเติมขึ้นไปได้ เพราะฉะนั้นท้ายที่สุดอำนาจ ในการวินิจฉัยขั้นสุดท้ายนั้นก็คงจะอยู่ที่รัฐบาลอันนี้ก็เป็นข้อที่เป็นรายละเอียดที่จะเห็นว่า ระบบนี้ก็ยังคงไม่ใช่จะเป็นระบบที่ข้าราชการจะเข้ามาดำเนินการกันเอง เพราะฉะนั้นจะเป็นระบบ ที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการ ก็คือผู้ที่จะพิจารณานั้นจะทำให้เกิดรายละเอียด แล้วก็มีการดูที่รอบคอบมากขึ้น แล้วก็อีกประเด็นหนึ่งซึ่งมีหลายท่านอาจจะมีความสงสัยว่า เราทำเรื่องนี้ขึ้นมาโดยที่เป็นประเทศเดียวหรือเปล่าที่เราทำ เมื่อวานนี้ก็ได้ชี้แจงว่า ที่จริงแล้วมีประเทศ อีกหลาย ๆ ประเทศใช้ระบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นประเทศอังกฤษ ประเทศออสเตรเลีย ประเทศนิวซีแลนด์ หลาย ๆ ประเทศก็ใช้ระบบที่มีความใกล้เคียงกันกับที่เราคิดขึ้นมา บางประเทศนั้นมีความเข้มข้น มากกว่าที่เรากำลังพยายามที่จะจัด เพราะฉะนั้นโดยสรุปในส่วนเรื่องของมาตรา ๒๐๗ ซึ่งเป็นมาตรา ๒ ที่อยู่ในหมวดนี้ก็เป็นการแสดงถึงความตั้งใจที่คณะกรรมาธิการนี้ประสงค์ ที่จะให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างฝ่ายการเมืองกับฝ่ายข้าราชการประจำที่จะมีการดู พิจารณาต่าง ๆ อย่างละเอียดถี่ถ้วนรอบด้าน ซึ่งเชื่อว่าจะเกิดประโยชน์มากกว่าวิธีเดิม วิธีเดิมนั้นก็คือรัฐมนตรีพิจารณาจะเลือกใครแต่เพียงผู้เดียว แล้วก็นำรายชื่อเสนอ นายกรัฐมนตรี จะเห็นว่าระบบที่ผมกราบเรียนต่อที่ประชุมจะมีความละเอียดอ่อน แล้วก็มี การดูแลที่ชัดเจนมากขึ้น อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่ง อีกอันหนึ่งที่ท่านเกรงบอกว่าเมื่อเป็นรัฐแล้วก็ เป็นราชการที่ทำขึ้นมาแล้ว ถ้าเผื่อว่ารัฐมนตรีไม่ได้ตั้งเองโดยตรงข้าราชการนั้น จะไม่ปฏิบัติงานตามนโยบายของรัฐบาล ขณะนี้มาตรา ๒๐๘ ในหมวดนี้ก็กำหนดชัดเจนว่า ในรัฐธรรมนูญกำหนดว่าข้าราชการจะต้องปฏิบัติหน้าที่ตามนโยบายเพื่อรักษาประโยชน์ส่วนรวม แล้วก็อำนวยความสะดวกต่อประชาชน แล้วก็ต้องวางตนเป็นกลางทางการเมือง หากไม่ได้ ทำสิ่งเหล่านี้ข้าราชการก็จะมีระบบวินัย แล้วก็มีระบบประมวลจริยธรรมที่จะกำกับ ผมคิดว่า มาตรา ๒๐๘ ถ้าเผื่อข้าราชการผู้ใดที่ไม่ปฏิบัติอย่างนี้ผิดรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าถ้าเกิด เป็นการผิดรัฐธรรมนูญก็ถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรงที่เราเรียกว่า ตามมาตรา ๑๕๗ เพราะฉะนั้น เป็นการผิดตามมาตรา ๑๕๗ เพราะมาตรา ๒๐๘ นี้จะทำให้เป็นเครื่องยืนยันว่า ข้าราชการ ไม่ว่าจะได้รับการแต่งตั้งมาอย่างไรนั้นก็จะต้องเป็นผู้ที่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ คือจะต้อง ทำตามนโยบายรักษาประโยชน์ของส่วนรวม อำนวยความสะดวกต่อประชาชน วางตนเป็นกลาง เพราะฉะนั้นในส่วนนี้เองก็เป็นเครื่องชี้ว่าข้าราชการนั้นก็ยังคงจะต้องเป็นข้าราชการ ที่ปฏิบัติงานเพื่อประชาชน นอกจากมาตรา ๒๐๘ ในมาตรา ๒๐๙ นั้นก็ยังเขียนไว้อีกอย่างหนึ่ง ในส่วนนี้ก็คือ ทำให้เห็นว่ามีหลายท่านที่เกิดความเกรงขึ้นมาว่า ข้าราชการนั้นจะต้อง ไปปฏิบัติงานบางอย่างตามที่ฝ่ายการเมืองบอกตลอดเวลา แล้วก็ปฏิบัติสิ่งที่บางอย่าง ก็ทำไม่ถูกต้องตามกฎหมาย มาตรา ๒๐๙ กำหนดบอกว่าการที่ข้าราชการจะปฏิบัติตามคำสั่งนั้น จะต้องเป็นคำสั่งที่เป็นไปตามลายลักษณ์อักษรของทางฝ่ายการเมือง แล้วก็ยกเว้นในกรณีที่ ฉุกเฉินหรือความจำเป็นเท่านั้น คำสั่งที่ไม่ได้เป็นลายลักษณ์อักษรนั้นจะเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ ตามรัฐธรรมนูญ แล้วก็ข้าราชการไม่จำเป็นที่จะต้องปฏิบัติ และข้าราชการที่ไม่ปฏิบัตินั้น จะได้รับการรับรองจากรัฐธรรมนูญในการดูแล แต่ถ้าข้าราชการนั้นปฏิบัติในสิ่งที่เป็นคำสั่ง ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไปแล้ว ข้าราชการนั้นจะต้องรับผิดชอบในเรื่องนั้นด้วยตนเอง อันนี้ ก็เป็นข้อจำกัดอีกอันหนึ่งที่รัฐธรรมนูญจะกำหนดให้ว่า ผู้ที่ปฏิบัติต่าง ๆ นั้นต้องปฏิบัติในสิ่งที่ ชอบด้วยกฎหมาย ในสิ่งที่เป็นลายลักษณ์อักษร เป็นสิ่งที่จะต้องดำเนินการยกเว้นในกรณี บางกรณีที่เป็นกรณีฉุกเฉินเท่านั้น ผมคิดว่า ๒ มาตรา คือมาตรา ๑๐๘ กับมาตรา ๑๐๙ นี้ จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้ทั้งข้าราชการนั้นจะเป็นผู้ที่ทำงานเพื่อที่จะให้บริการ กับประชาชน และทำงานให้เกิดความสำเร็จของเป้าหมายที่เป็นนโยบายและแผนของรัฐบาล และในขณะเดียวกันก็จะทำให้ข้าราชการที่ไม่จำเป็นที่จะต้องปฏิบัติในคำสั่งที่ไม่ชอบด้วย กฎหมายไปด้วยกัน
สุดท้ายที่สุด ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นอีกประเด็นหนึ่งก็คือเรื่องของประชาชน ซึ่งอยู่ในมาตรา ๒๑๐ ในเรื่องของประชาชนนั้นปกติทั่วไปจะถือว่าเป็นผู้ที่รับบริการจากรัฐ เป็นผู้ที่มีหน้าที่ที่จะได้รับบริการจากสิ่งที่ราชการทำให้หรือรัฐบาลทำให้ มาตรา ๒๑๐ นี้ จะกำหนดให้เป็นหน้าที่ของประชาชนที่จะต้องมีส่วนร่วมให้ข้อมูลต่อทางราชการ มีส่วนร่วม ในการตรวจสอบ ติดตามการปฏิบัติของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีส่วนร่วมต่าง ๆ อีก ตามที่กฎหมายจะบัญญัติ แล้วก็ท้ายที่สุดที่จะเป็นเรื่องที่สำคัญก็คือประชาชนนั้นสามารถ ที่จะมีหน้าที่ในการที่จะได้รับการทราบต่อความพึงพอใจของการบริการของรัฐโดยรัฐนั้น หรือว่าทางราชการนั้นจะต้องทำการประเมินและสำรวจความพึงพอใจของประชาชน ต่อการบริหารหรือจากการให้บริการของรัฐที่จะทำให้รัฐนั้นจะต้องปรับปรุงหรือราชการนั้น จะต้องปรับปรุงการปฏิบัติของราชการเพื่อที่จะเป็นประโยชน์ของประชาชน
ในหมวด ๖ ทั้งหมดที่กระผมได้กราบเรียนต่อที่ประชุม สั้น ๆ นี้ จะเห็นว่า เป็นระบบที่กำลังพยายามจะสร้างความสมดุลของบุคคลทั้ง ๓ กลุ่ม คือ ประชาชน นักการเมืองและข้าราชการ ให้แต่ละฝ่ายนั้นมีความรับผิดชอบที่จะต้องรับผิดชอบร่วมกัน ซึ่งเป้าประสงค์สุดท้ายก็คือหวังที่จะให้เกิดประโยชน์แล้วก็เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการที่จะทำงานทั้งหมด อันนี้ก็เป็นข้อสรุปของการพิจารณาที่ทำให้มีหมวดนี้ขึ้นมา เป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญ ก็หวังว่าหมวดนี้ จะเป็นหมวดที่ทำให้ทุก ๆ ฝ่ายนั้น ทั้ง ๓ ฝ่ายนั้น มีความเข้าใจซึ่งกันและกัน แล้วก็ทำงานต่าง ๆ ร่วมกันได้อย่างสมบูรณ์มากกว่าที่เคยเป็นอยู่ในอดีต อันนี้ก็เป็นโดยสรุปที่ผมจะขออนุญาตกราบเรียนต่อที่ประชุม ขอบพระคุณมากครับ