สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๘ · ๒๓ เมษายน ๒๕๕๘

พิสิฐ ลี้อาธรรม หารือเรื่องการปฏิรูประบบการคลังเพื่อปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำความสำคัญของการเปิดเผยข้อมูลและตรวจสอบการใช้เงินแผ่นดินของผู้มีอำนาจ พิสิฐ ลี้อาธรรม เสนอแนะว่าควรแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญเพื่อตรวจสอบการใช้เงินกู้ต่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ และจัดตั้งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการคลังและงบประมาณ เพื่อความชัดเจนและความปลอดภัยในการดำเนินนโยบายการคลัง

นายพิสิฐ ลี้อาธรรม

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิก สปช. หมายเลข ๑๕๗ ขออนุญาตนำเสนอแนวความคิดในเรื่องของ การปฏิรูประบบการคลังสำหรับใช้ในการปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญที่ได้มีการยกร่างขึ้นมา ผมขออนุญาตที่จะแจกเอกสาร ๔ ชิ้นด้วยกันถึงท่านสมาชิกทุกท่าน ซึ่งประกอบไปด้วย ชิ้นแรกก็เป็นบทความเกี่ยวกับเรื่องของการปฏิรูประบบการคลัง ซึ่งเป็นผลการศึกษาของ ทีมงานของกระผมและมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ครับ แล้วก็ชิ้นที่ ๒ ก็เป็นบทสรุป ชิ้นที่ ๓ เป็นเพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) สำหรับการใช้ประกอบการพูดของผมในวันนี้ครับ แล้วก็ ชิ้นที่ ๔ ก็เป็นตาราง ๔ ช่องเพื่อแสดงให้เห็นว่ากระผมมีความเห็นว่าควรจะต้องมี การปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างไรในเรื่องของหมวดเกี่ยวกับการคลังครับ ก่อนอื่น ผมขออนุญาตที่จะร่วมกับท่านสมาชิกต่าง ๆ ที่ได้ชื่นชมยินดีกับท่านคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญครับที่ได้ทุ่มเททำงานให้ผลงานชิ้นนี้ออกมาได้สำเร็จตามเวลาครับ แล้วผมก็เห็นด้วยที่เราจะต้องให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ดูแลให้พลเมืองเป็นใหญ่ แต่การที่พลเมือง เป็นใหญ่ได้นั้นมันคงจะไม่ได้เกิดจากการประกาศลอย ๆ ผมเห็นว่าพลเมืองเป็นใหญ่ได้ อย่างน้อยจะต้องมีข้อมูล ข้อมูลที่จะไปติดตามตรวจสอบการทำงานผู้มีอำนาจจาก ฝ่ายการเมืองที่เขาเลือกตั้งเข้ามา แล้วระบบงบประมาณเป็นระบบที่มีการนำเสนอข้อมูล ให้กับสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นการใช้เงินแผ่นดินของผู้มีอำนาจจึงจะต้องเข้าสู่ระบบ งบประมาณให้มากที่สุด จึงจะได้มีการเปิดเผยข้อมูลแล้วก็ตรวจสอบได้ พลเมืองเป็นใหญ่ได้ เพราะสามารถตรวจสอบผู้มีอำนาจในการใช้เงินของเขาได้ อันนี้คือหลักการใหญ่ที่กระผม เห็นด้วย ในอดีตที่ผ่านมาจริง ๆ เราก็ได้มีความพยายามในการดำเนินนโยบายการคลัง อย่างที่ท่านอาจารย์จรัสได้กล่าว แต่ก็มีการยกเว้นให้ผู้มีอำนาจสามารถใช้เงินโดยไม่ผ่าน ระบบงบประมาณได้ด้วยเหตุผลที่ดี ๆ หลายอย่าง อย่างเช่น มีกลไกการตรวจสอบที่ดีแล้ว เช่น การที่เราไปกู้เงินต่างประเทศ เขาก็ตรวจสอบกันมาดี หรือว่าการใช้เงินบางประเภท มันจะมีความยุ่งยากมากที่จะต้องเข้าสู่ระบบงบประมาณ อย่างเช่นเรื่องของงบบำรุง การศึกษา หรืองบค่าใช้จ่ายในโรงพยาบาลบางประการที่จะต้องมีเข้ามีออก อันนั้นก็มีการ ยกเว้นให้ แต่ก็มีกฎหมายรองรับ บางงบก็ต้องมีการใช้ฉุกเฉิน ก็มีกฎหมายเงินคงคลังรองรับ ให้ว่ามีหลักอย่างไรบ้าง สิ่งเหล่านี้เราเรียกว่าเงินนอกงบประมาณ ก็คืออยู่นอกเหนือการควบคุมของสภาในการ ได้ข้อมูล นี่คือเหตุผลว่าทำไมจึงมีเงินบางประเภทที่ไม่ได้มีการเปิดเผยข้อมูล แต่หลักใหญ่ ๆ แล้วเราคงอยากจะให้มีการใช้จ่ายของรัฐเข้าสู่ห้องแห่งนี้ครับ ก็คือผ่านการตรวจสอบ เห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร โดยระบบงบประมาณแผ่นดิน ผมขออนุญาตให้ทาง ท่านเจ้าหน้าที่ได้โปรดขึ้นจอสไลด์ (Slide) ด้วย จะได้พูดไปและท่านจะเห็นภาพ

ในระยะ ๕ ปีที่ผ่านมานี่ เราจะเห็นได้ว่า มีหลักฐานก่อนหน้านี้ว่าได้มี การบิดเบือนระบบนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการกู้เงินอย่างที่ได้มีการกล่าวไปแล้วก็คือ ออกกฎหมายกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มีตัวเลขเพียง ๘ ตัว เอกสารเพียง ๓ หน้ากระดาษ แล้วก็เอาเงินไปใช้ได้โดยที่ไม่ระบุว่าใครเป็นผู้ใช้ แต่ให้เป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรี ซึ่งไม่ใช่ ระบบงบประมาณ แต่เป็นระบบของการฉกฉวยอำนาจเอาเงินไปใช้โดยไม่เปิดเผยข้อมูล มีการโอนเงินงบที่เป็นงบเงินกู้ต่างประเทศจำนวน ๑๓๐,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อต้นปีที่แล้ว เพราะตอนนั้นรัฐบาลเข้าตาจนไม่รู้จะหาเงินที่ไหนไปช่วยชาวนาในเรื่องของจำนำข้าว ก็ยักยอกเอาเงินที่ควรจะเป็นเงินกู้ต่างประเทศตามกฎหมาย แต่กลับจะไปใช้เพื่อการนี้ ซึ่งก็ปรากฏว่าแหล่งเงินเขารู้ทัน แบงก์พาณิชย์ไม่ยอมให้กู้เพราะรู้ว่ารัฐบาลรักษาการไม่มี อำนาจในการทำอย่างนี้ นี่เป็นตัวอย่างหนึ่ง และอีกหลาย ๆ ตัวอย่างที่ผมไม่ขอกล่าวถึง แต่อยู่ในตารางที่ท่านเห็นบนจอนั้น

นอกจากนี้ยังมีงบอีกส่วนหนึ่งในแต่ละปี หลาย ๆ ท่านในที่นี้เป็นหัวหน้า ส่วนราชการมาก่อน ท่านคงจะมีความรู้สึกปีละครั้งเป็นอย่างน้อยครับว่าจะต้องมาตั้งแคมพ์ (Camp) ในสภาแห่งนี้เพื่อปกป้องงบที่ท่านได้รับการจัดสรรจากสำนักงบประมาณแล้ว แต่กลับถูกสภาผู้แทนราษฎรที่ตั้งกรรมาธิการเข้ามาตัดงบของท่าน ตัวเลขบนนั้นท่านเห็น ในแต่ละปีมีการตัดงบไปปีหนึ่งเป็นหมื่น ๆ ล้านบาท อย่างเช่น ปี ๒๕๕๒ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๔ ๓๓,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๕ ๔๓,๐๐๐ ล้านบาท ท่านที่เคยเป็น อธิบดีหรือเป็นปลัดกระทรวงในช่วงนั้นคงไม่ได้มีอันต้องทำงาน เพราะว่าต้องมาช่วยดีเฟนด์ (Defend) ในเรื่องนี้ และถึงแม้ท่านจะมีเหตุผลที่ดีชี้แจงว่างบที่ท่านได้มานั้นมันมีผลประการใด ก็ตาม แต่ ส.ส. เขาจะเอาเสียอย่าง คือขอให้ท่านต้องให้เขา เพราะเขามีเป้าอยู่ครับว่า เขาต้องตัดเพื่อจะไปทำงบ ส.ส. ปีหนึ่งเป็นหมื่น ๆ ล้านบาท และงบเหล่านี้ไม่มีข้อมูลผ่าน สำนักงบประมาณอย่างเช่นงบอื่น ๆ ที่เป็นมา เป็นความสูญเปล่าในแต่ละปีที่ประเทศ ผู้เสียภาษีจะต้องถูกท่านเหล่านี้ที่เราเลือกตั้งเข้ามาฉกฉวยไป และเขาจะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ นี่คือตัวอย่างของความไม่มีธรรมาภิบาล แล้วก็ไม่มีการเปิดเผยข้อมูล ตรวจสอบไม่ได้งบ เหล่านี้ แล้วก็ไปกองอยู่ในกระทรวงบางกระทรวงเป็นพันเป็นหมื่นล้านบาทในแต่ละปี เพราะเขาไปตกลงกัน เพราะ ส.ส. แต่ละคนแต่ละปีจะต้องได้งบอย่างน้อย ๒๐ ๓๐ ๔๐ ล้านบาท เพื่อไปทำโครงการของเขาก็โดยผ่านวิธีการแบบนี้ ทั้งที่รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ เราได้วางเกณฑ์ห้ามพวกนี้ไว้ก็ตาม แต่เขามีวิธีการ นี่เป็นตัวอย่างอีกอันหนึ่งของการที่มี การใช้เงินอย่างไม่โปร่งใส ไม่ได้มีปรากฏอยู่ในเอกสารของสำนักงบประมาณในเอกสารสีขาว คาดแดงให้เราได้ตรวจสอบ

นอกจากนี้ยังมีงบอีกส่วนหนึ่งที่ฝ่ายบริหารเองก็เอาไปใช้ ใช้โอกาสช่องของ กฎหมายที่บอกว่าใช้ฉุกเฉินได้ ก็คือตั้งให้ไม่ครบแล้วก็เอาไปใช้ ก็ไม่มีรายละเอียดปรากฏให้ ผู้แทนประชาชนหรือประชาชน หรือพลเมืองที่จะเป็นใหญ่ได้ตรวจสอบ และยังมีหนี้แฝงอื่น อีกหลาย ๆ ประการด้วยกันที่ถือว่า ยังเป็นการใช้เงินที่ไม่ได้อยู่ในการดูแลของประชาชน อย่างเช่น เงินกู้ต่างประเทศ หรือการค้ำประกันเงินกู้เหล่านั้น เพราะอ้างว่ามีกฎหมายรองรับ ก็คือกฎหมายให้อำนาจเขาไปทำในแต่ละปีแล้ว

เพราะฉะนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องจัดบ้านช่องให้เรียบร้อย ในเรื่องนี้ ในการปฏิรูปครั้งนี้ผมขอยืนยันว่าพวกเราไม่ได้มีเจตนาที่จะจำกัดการดำเนินนโยบาย การคลัง และนั่นไม่ใช่เป้าหมาย แต่เราต้องการที่จะให้ทุกอย่างเข้าระบบ เข้าตามตรอก ออกตามประตู ไม่ใช่ทำอย่างที่ผ่านมา คือลับ ๆ ล่อ ๆ แล้วก็ไม่เปิดเผยข้อมูลเพื่อให้ประชาชน เป็นใหญ่ได้อย่างแท้จริง ได้รับข้อมูล แล้วผมก็เชื่อว่าถ้าประชาชนได้รับข้อมูลก็จะมี เสียงเรียกร้องให้รัฐบาลจะต้องเบา ๆ หน่อยในเรื่องของการใช้จ่าย ไม่จำเป็นที่เราต้องไป ออกเกณฑ์ไปบังคับว่าใช้จ่ายได้ไม่มาก เพราะฉะนั้นหัวใจของการปฏิรูปการคลังครั้งนี้ จึงต้องมีการปรับรื้อระบบกฎหมายที่มีอยู่ โดยเฉพาะกฎหมายสำคัญ ๕ ฉบับ ให้การใช้จ่ายเงิน ต่าง ๆ เหล่านี้ต้องเข้าสู่ระบบงบประมาณให้มากที่สุด ไม่ใช่แค่ผ่านการอนุมัติของคณะรัฐมนตรี เท่านั้นจึงจะมีผล

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเห็นด้วยกับท่านศาสตราจารย์จรัสที่ว่าใน ๕๐ ปี ที่ผ่านมานี้ประเทศไทยของเราได้รับความสำเร็จพอสมควรในเรื่องของการดูแลนโยบาย การคลัง เพราะในอดีตข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มีความตรงไปตรงมาในเรื่องนี้ ฝ่ายการเมืองเองก็ตั้งบุคคลที่ซื่อสัตย์ตรงไปตรงมามาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่ในระยะไม่กี่ปีหลังนี้ เราจะเห็นบุคคลที่ไม่น่าเชื่อถือเข้ามาดำรงตำแหน่งเหล่านี้ แล้วคนในกระทรวงเองก็ไปร่วมมือทำเรื่องเหล่านี้ทำให้สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายการเมืองได้อาศัยความคล่องตัวที่ระบบมีอยู่ในอดีตก็ดีหรือว่า กฎหมายต่าง ๆ ที่มีอยู่ทั้ง ๕ ฉบับเหล่านี้หาช่องในการใช้เงินเพื่อประโยชน์ทางการเมือง ที่เรียกกันว่า โครงการประชานิยม หรือเป็นการใช้เงินเพื่อผลประโยชน์ของพวกพ้องตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการหาช่องในการใช้เงินจากธนาคารของรัฐ โดยให้เป็นมติ ครม. ว่า ให้จ่ายไปก่อนแล้วให้สำนักงบประมาณตั้งงบประมาณชดใช้คืนให้ เพราะฉะนั้นในการ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ เมื่อ ๗ ปีที่แล้ว กระผมและหลาย ๆ ท่านในห้องนี้ ก็ได้พยายามที่จะแก้ไขโดยการเพิ่มหมวด ๘ ว่าด้วยวินัยการคลังเข้าไป แต่เนื่องจากในการ ร่างรัฐธรรมนูญเราก็เห็นด้วยกันใน ๗ ปีที่แล้วว่าไม่ควรจะมีรายละเอียดมากเกินไปจึงได้ มีการเขียนอยู่ในมาตรา ๑๖๗ วรรคท้าย ว่าให้มีกฎหมายการเงินการคลังเพื่อจะได้บรรจุ รายละเอียดต่าง ๆ เข้าไป แต่ปรากฏว่า ๗ ปีผ่านไป ท่านเชื่อไหมครับ กฎหมายนี้ไม่ได้คลอด ไม่ได้มีการออกมาให้เห็น มีแต่ร่างครับ และร่างที่เป็นอยู่ไม่ว่าจะเป็นร่างของ กระทรวงการคลังหรือร่างของคณะกรรมการกฤษฎีกาก็ล้วนแต่เป็นร่างที่ผมเห็นแล้วว่าใช้ไม่ได้ คือเป็นร่างแบบต่อเติม แต่ไม่ใช่ร่างแบบที่จะมีการปฏิรูปการคลังอย่างแท้จริง ท่านคงเห็น ความแตกต่าง การที่จะทำอะไรที่ต่อเติมขึ้นไป ไม่ใช่เป็นการปฏิรูป แล้วก็ท่านนึกภาพนะว่า ถ้าฐานรากไม่แข็งแรง แล้วก็ยังต่อเติมอยู่เรื่อย ๆ ตึกนั้นก็จะพัง เพราะฉะนั้นด้วยเหตุนี้ ในการยกร่างครั้งนี้ผมจึงเห็นด้วยกับท่านอาจารย์ดอกเตอร์จรัสและทีมงานว่า เราสมควร ต้องใช้จังหวะนี้ในการแก้ไข อย่างไรก็ตาม ผมก็อยากจะขอเรียนว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ที่มีหมวด ๘ ไว้ ก็ไม่ได้เสียไปเสียทีเดียวอย่างน้อยเมื่อตอนต้นปีที่แล้วก็เป็นฐานในการให้ ศาลรัฐธรรมนูญได้ใช้ในการตีความว่า เงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้ผิดรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แล้วก็เป็นอันตกไปทำให้พวกเราไม่ต้องทนอีก ๕๐ ปี ในการใช้หนี้ตามที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังท่านนั้นได้ประกาศ อันนี้ก็ถือว่าเป็นอานิสงส์อันหนึ่งที่ ท่านนั้นพยายามจะตะเบ็งว่าเงินกู้ไม่ใช่เงินแผ่นดิน ก็ถือว่าศาลได้เห็นแล้วว่าเงินแผ่นดิน เป็นคำที่น่าจะมีความหมายกว้าง เพราะฉะนั้นในโอกาสนี้ผมจึงอยากจะขอย้ำว่า เป็นโอกาส ที่สำคัญของพวกเราในห้องนี้ที่จะได้ใช้ในการปฏิรูประบบการคลัง เพราะผมเห็นว่าในยามปกติที่มีการเลือกตั้งเป็นการยากครับที่ฝ่ายการเมืองจะมาเสนอ กฎหมายหรือวิธีการที่จะจำกัดอำนาจตัวเอง ที่จะไม่ให้มีการใช้จ่ายเงินเกินตัว แล้วก็ ข้าราชการเอง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการคลังก็ดี สำนักงบก็ดี หรืออื่น ๆ ก็ดี ก็ไม่กล้าที่จะ นำเสนอกฎหมายเหล่านี้ที่เป็นการจำกัดอำนาจของฝ่ายการเมือง ผมเชื่อว่าด้วยความเสี่ยง ที่เราจะเกิดขึ้นในอนาคตในเรื่องของการคลัง เพราะหลายท่านในที่นี้ได้อภิปรายไปแล้วว่า ประเทศไทยจะต้องเข้าสู่สังคมวัยชรา จะต้องมีรายจ่ายอีกมากมายเป็นเอจิง โซไซตี (Aging society) แล้วเราก็จะต้องมีการใช้เงินอีกมากมายเพื่อการสังคมและศึกษา เพราะฉะนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการทำรั้วตรงนี้ให้ดี แล้วก็เชื่อได้เลยว่าหลังเลือกตั้งฝ่ายการเมือง ก็จะมีความเข้มข้นมากขึ้นในการที่จะใช้จ่ายเงินเหล่านี้ครับ ผมจึงดีใจและขอแสดง ความขอบคุณคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ได้กรุณานำเอาหมวด ๘ ในรัฐธรรมนูญ ฉบับที่แล้ว มาใช้ในการร่างครั้งนี้อีก แล้วก็ได้วางรากฐานให้มีการปฏิบัติให้ถูกต้องมากขึ้น ให้ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะในสิ่งที่ท่านอาจารย์จรัสได้กล่าวไปเมื่อสักครู่นี้ ซึ่งโดยหลักใหญ่ แล้วท่านได้พยายามที่จะให้การใช้เงินเหล่านี้เข้าสู่ระบบงบประมาณ ซึ่งผมขอเรียกว่า เป็นงบประมาณแบบเบ็ดเสร็จ เป็นภาษาอังกฤษขออภัยที่ใช้คำนี้ก็คือคอนโซลิเดเท็ด บัดเจท (Consolidated budget) ซึ่งก็จะเป็นการล้อกับเรื่องของการที่จะต้องมีการทำงบประมาณ แบบ ๒ ขา ซึ่งประเดี๋ยวผมจะอธิบายต่อไปว่ามีความหมายว่าอย่างไร

โดยหลักใหญ่แล้วขออนุญาตไปชาร์ท (Chart) ต่อไป ในการปฏิรูปครั้งนี้ จะต้องมีการรื้อ ยกเลิก กฎหมายการคลังทั้ง ๕ ฉบับที่เป็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายตั๋วเงินคลัง ซึ่งใช้มาก่อนผมเกิด ตัวกฎหมายเงินคงคลังใช้มาก่อนผมเกิด รวมไปถึงกฎหมาย พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ ปี ๒๕๐๒ และกฎหมายหนี้สาธารณะ ปี ๒๕๔๘ แล้วก็ให้มี พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการคลังและงบประมาณ เพื่อจะให้การดำเนิน นโยบายการคลังนี้ไม่มีปัญหาเรื่องของความขัดแย้งกัน อย่างที่ท่านประธานกรรมาธิการ ปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลังได้เป็นห่วงไว้ว่าเซฟตี วาล์ว (Safety valve) นั้น เสียหายไปหรือไม่ ผมยืนยันว่าในการยกร่างรัฐธรรมนูญต่อไปนี้เราจะเอาสิ่งดี ๆ ที่ยังมีอยู่ใน กฎหมายเหล่านั้นมาใช้ แต่จะต้องแต่งเติมบางส่วนลงไป เพื่อจะให้การปฏิรูปครั้งนี้ มีผลสำเร็จ เพื่อจะได้ให้ท่านประธานกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลังไม่ต้อง ห่วงว่าเราจะละเลยในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นขออนุญาตอธิบายเรื่องงบ ๒ ขา จริง ๆ อย่างที่ ท่านดอกเตอร์จรัสได้กล่าว ที่ผ่านมาเราเป็นขาเดียว เพราะดูแต่กฎหมายรายจ่าย รายได้เป็น เพียงประมาณการ แต่ปรากฏว่าในระยะหลัง ๆ ท่านก็ได้เห็นว่ารัฐบาลมีพฤติกรรมในการที่ จะเอาช่องโหว่ตรงนี้มาใช้ประโยชน์ เช่นมีการลดภาษีรถคันแรก บ้านหลังแรกเหล่านี้เป็นต้น ทั้งที่มีการตั้งฐานรายได้ เก็บภาษีจากศุลฯ มาเป็นงบประมาณรายจ่ายไปแล้ว เพราะฉะนั้น การที่จะเป็นเพียงประมาณการเฉย ๆ คงจะไม่ได้ คงต้องให้เป็นกฎหมายด้วย ก็คือเป็น มาตราหนึ่งในกฎหมายงบประมาณประจำปีเพื่อที่จะให้การดำเนินนโยบายภาษีเหล่านี้ จะต้องมีการออกกฎหมายคือต้องมาขออนุมัติจากสภาอีก เพราะฉะนั้นภาษีซึ่งเป็นฐาน รายจ่ายนี้จะไม่ถูกเบียดบังไปอีก ถ้าท่านอยากจะทำรายจ่ายใดก็จะต้องไปหาแหล่งภาษีอื่นใด มาใช้ ไม่ใช่อยู่ ๆ ก็ไปเบียดบังส่วนนั้นออก หรือถ้าจะลดภาษีก็ต้องไปลดรายจ่ายด้วย เป็นต้น เพื่อจะรักษาเงินคงคลัง แล้วก็ไม่ต้องมีการก่อหนี้

ในลำดับถัดไป ก็คือผมอยากจะขอให้ท่านเห็นตารางต่อไปเลยครับ ที่เป็น วงกลม ๓ วง ก็อยากจะให้ท่านได้เห็นว่างบประมาณแบบ ๒ ขาก็ดี หรือเป็นคอนโซลิเดเท็ด บัดเจท ก็ดีความหมายคืออะไร ความหมายก็คือว่าที่ผ่านมานี้ รัฐสภาได้เห็นแต่การใช้จ่าย ที่อยู่เฉพาะในวงสีเขียว ก็คือเป็น พ.ร.บ. งบประมาณประจำปี ซึ่งใช้จ่ายจากภาษีอากรและ จากเงินกู้ภายในประเทศเท่านั้น ส่วนที่เป็นวงนอกอีกวงหนึ่ง ก็คือใช้จ่ายจากเงินกู้ ต่างประเทศนี้รัฐสภาไม่ได้เห็น เพราะกระทรวงการคลังอาศัยอำนาจที่มีอยู่ไปกู้เงิน ทำเป็น แผนกู้เงินแล้วก็อาศัยมติ ครม. ใช้ไปเลย หรืออาจจะมีอย่าง พ.ร.บ. เงินกู้ ๒ ล้านล้านบาท ก็เป็นตัวอย่าง ก็คือกู้แล้วใช้เลย รายละเอียดจะไม่ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร อันนี้คือวงที่ ๒

นอกจากนี้ยังมีวงที่ ๓ ที่เป็นสีฟ้า ก็คือมีการค้ำประกันเงินกู้อีกจำนวนหนึ่ง อย่างน้อยอีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของรายจ่าย ก็ไม่ได้มีการอนุมัติโดยสภา เพราะฉะนั้นในการ ปฏิรูประบบการคลังครั้งนี้เราต้องการให้วงทั้ง ๓ วง ต้องเข้ามาเป็นงบประมาณแบบเบ็ดเสร็จ เสนอต่อสภาด้วย ก็คือเป็นหลักการของการนำเสนอกฎหมายงบประมาณประจำปีว่าไม่เสนอ แต่เฉพาะตัวเลขงบประมาณที่เป็นสีเขียวบนนั้นเท่านั้น แต่จะต้องเสนอถึงวงเงินกู้ ต่างประเทศ เสนอวงเงินค้ำประกันเข้ามาด้วย จะได้ตีกรอบไม่ให้รัฐบาลทำอะไรอย่างที่ ทำมาแล้ว อย่างเช่นไปทำเรื่องจำนำข้าวทุกเมล็ดก็ดี หรือเรื่องของการอยู่ ๆ ก็ไปใช้เงินอะไร ก็แล้วแต่ที่ประชาชนไม่รับรู้ ไม่รับทราบด้วย

ก็ขออนุญาตอธิบายต่อไปในชาร์ทต่อไปว่าแต่เดิมทีทำไมบรรพบุรุษของเรา จึงยอมให้การใช้เงินกู้ต่างประเทศออกนอกระบบงบประมาณ เพราะในอดีตก่อนหน้านี้ ๕๐ ปี ประเทศไทยไม่มีเครดิตพอที่จะใช้เงิน ต้องอาศัยแหล่งกู้จากโออีซีเอฟ (OECF) หรือ เวิลด์ แบงก์ (World Bank) ซึ่งท่านก็ทราบดีว่า เวิลด์ แบงก์ โออีซีเอฟ กว่าจะใช้เงินเขาได้ ก็มีการตรวจสอบอย่างมาก แล้ว ณ วันนี้กระทรวงการคลังมีอำนาจ มีเครดิตพอที่จะใช้เงินกู้ จากแหล่งต่าง ๆ เพราะฉะนั้นก็ต้องมีการดูแลเรื่องนี้ว่ามีการตรวจสอบ เนื่องจากเวลาผมหมด ผมขออนุญาตที่จะไม่พูดต่อเพื่อรักษาวินัย แต่ให้ท่านได้เห็นว่าผมขอนำเสนอที่จะให้มี การแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญซึ่งมีปรากฏอยู่ในตาราง ๔ ช่องอันนี้ ด้วยเหตุผลที่ผมจะไม่พูดถึง ในที่นี้ต่อไป ขออนุญาตขอบพระคุณที่ท่านให้ความสนใจครับ สวัสดีครับ