ไกรฤทธิ์ บุณยเกียรติ อภิปรายเรื่องเศรษฐศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงระบบการเป็นพลเมืองไทย โดยเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานการเป็นพลเมืองไทยให้เหมาะสมยิ่งขึ้น และต้องการให้มีการสัมภาษณ์สดผ่านการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ในการคัดสรรผู้สมัครรับเลือกตั้งวุฒิสภา เพื่อให้ประชาชนตัดสินว่าผู้สมัครนั้นเหมาะสมหรือไม่ นอกจากนี้ยังพูดถึงการนำแบบลีดเดอร์ชิพ และการวัดผลการทำงานในองค์กร
กราบเรียนท่านประธานสภา สปช. ท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ท่านเพื่อนสมาชิก สปช. ผู้มีเกียรติทั้งหลาย ผม ไกรฤทธิ์ บุณยเกียรติ เลขที่ ๐๒๑ วันนี้ขออนุญาตอภิปรายหมวดที่ท่านอาจารย์นครินทร์ ได้พูดไว้คือหมวด ๔ ซึ่งผมมาจากภาคธุรกิจ แล้วสนใจ เป็นนักเรียนการจัดการ แต่ว่าจริง ๆ ก็สังกัดทางด้านเศรษฐศาสตร์ แต่เรื่องที่ท่านอาจารย์นครินทร์พูดเมื่อครู่นี้เซฟ (Save) เวลาผมไปเยอะพอสมควร เพราะว่าผมก็แปลกใจว่าทำไมผมสมัครอยู่คนเดียว แต่อันที่จริง อย่างที่ท่านประธานได้เล่าไปแล้วเมื่อครู่ ก็มีการคร่อมไปคร่อมมา ผมเผอิญไปกาอันนี้ อันเดียว
อย่างแรก เนื่องจากเป็นนักเรียนการจัดการ มุมมองที่ท่านพูดมาทั้งหมด ผมอยากจะเรียกภาษาต่างด้าวหน่อยว่า ทางด้านโพลิทิคอล แอสเปคท์ (Political aspect) ก็คงเพอร์เฟคท์ (Perfect) มากน่าชื่นชมอย่างยิ่ง แต่เนื่องจากมันเป็นสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผมอยากให้มีมิติของการจัดการหรือแมเนจีเรียล แอสเปคท์ (Managerial aspect) อยู่ด้วย ซึ่งผมขออนุญาตเริ่มตั้งแต่มาตรา ๑๗๕ ซึ่งพูดภาษาชาวบ้านแล้วกัน เพราะว่าชาวบ้าน ฟังเยอะ คือเรื่องสเปคของรัฐมนตรีรายตัว มีสมาชิกหลายท่านอภิปรายไปแล้วว่าทำไม มีแต่ข้อห้ามเยอะแยะ ทั้งมาตรา ๑๑๑ อย่างเดียวก็จุกแล้ว อ่านกันไม่หวาดไม่ไหว ซึ่งในมาตรา ๑๑๑ นั้น ข้อต้องห้ามบางอย่างเป็นเรื่องที่เขาไม่ควรจะห้ามกัน ผมขอยกตัวอย่างสัก ๒ อันแล้วกัน ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องข้อเสนอจากผู้น้อย เพราะผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย เรื่องการล้มละลายซึ่งพรุ่งนี้ มะรืนนี้จะอภิปรายเรื่องเกี่ยวกับการเป็นเอ็นเทอเพอเนอร์ชิพ (Entrepreneurship) คือการเป็นวิญญาณเถ้าแก่หรือผู้ประกอบการ สถิติที่ไหนในโลก เขาบอกว่าผู้ประกอบการนี่ล้มละลายประมาณ ๘ ใน ๑๐๐ คน เพราะฉะนั้นผู้ประกอบการ หรืออดีตหรือผู้ประกอบการผมอยากให้เป็นอินคลูซีฟ คลับ (Inclusive club) คือเขามาเล่น เป็นรัฐมนตรีได้ ไม่ใช่ใครล้มละลายแล้วมาเป็นรัฐมนตรีลำบาก ซึ่งเรื่องนี้ผมก็อยากให้ ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญไปเช็ก ดูว่าเขาจะยกเรื่องนี้ออกไปเยอะแล้ว เพราะว่า ถ้าเราต้องการสังคมผู้ประกอบการ ผู้ที่เคยล้มละลายหรือล้มละลายแล้วไม่ควรถูกแบล็คลิสต์ (Blacklist) อันนี้เป็นตัวอย่างเท่านั้น
อีกข้อหนึ่งคือผู้ที่มีคุณูปการอย่างยิ่งผมไม่เกี่ยวอะไรด้วยเพราะผมไม่เกี่ยวกับ การเมืองเลย ก็คือพวกที่เคยเป็นอดีตคนสำคัญเช่นสมาชิกวุฒิสภา ท่านอุตส่าห์เป็นแทบตาย แต่ท่านถูกเว้นวรรค ๒ ปี เป็นรัฐมนตรีก็ไม่ได้อีกแล้ว เรื่องอื่น ๆ ก็ไปไล่ดูแล้วท่านจะอ่าน หรือว่ามันเป็นเอ็กซ์คลูซีฟ คลับ (Exclusive club) ไม่ได้ เพราะว่าถ้าเผื่อผมเชื่อท่านอาจารย์บวรศักดิ์ คือเป้าแรกก็คือถ้าเผื่อประชาชนเป็นใหญ่ต้องเป็นอินคลูซีฟ คลับ คือทุกคนต้องพยายาม อยู่ในนี้ นี่เป็นข้อสเปคอย่างแรกทางด้านข้อห้าม
พวกที่ ๒ ผมขออนุญาตเรียกที่เขาพูดทับศัพท์กันแท็กซี่ก็พูดคำนี้ คือ พวกมัสท์ (Must) กับวอนท์ (Want) คือพวกที่ควรเป็น ๓ ข้อแรกก็เขียนไว้ธรรมดาเกินไป ผมว่ารัฐมนตรีรายบุคคลและคณะรัฐมนตรีก็เหมือนผู้จัดการประเทศไทยเป็นทีม แมเนเจอร์ (Team manager) จริง ๆ เลย อยู่หรือไปอย่างที่ท่านนครินทร์เกริ่นนำ เป็นอะไรไปนี่ยุ่งเลย แต่สเปค ดีไซเนเบิล แอสเปคท์ (Designable aspect) คือผู้ที่ควรจะเป็นแค่นี้ไม่พอ ผมเลย ขอเสนอไปด้วยในตัว ๓ ข้อเลย ถ้าอยากจะปฏิรูปแล้วคิดถึง ๑๐-๒๐ ปีข้างหน้า อายุรัฐมนตรี ๓๕ ปี นี่แก่ไป อาจจะมีผู้ช่วยรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีช่วย ๓๐ ปีต้น ๆ ในอเมริกานั้นมหาเศรษฐี ๑๐ คนแรก อายุต่ำกว่า ๓๐ ปีทั้งนั้นเลย ผมไม่ได้คิดว่าอเมริกาจะยิ่งใหญ่อะไร แต่เด็กเดี๋ยวนี้ ถ้าท่าน คุยกับลูกหรือหลาน ๓๐ ปีเขาเป็นคนสอนดิจิตอลอะไรให้ผมเยอะแยะเลย ผมเชื่อว่าเขาเป็น รัฐมนตรีได้ แต่ของเรา ๓๕ ปี ผมเชื่อว่าอันนี้ข้อแรกเลย ก็คือ (๑) ในมาตรา ๑๗๕ (๒) อีกล่ะ ต่อมา เรื่องการศึกษาเหมือนกัน ขอโทษครับ แถวนั้น ผมอาจจะสับสน ๓ ข้อแรก ก็แล้วกัน การศึกษา ผมคิดว่าตอนหลัง ๆ ตอนผมเกษียณมาหลายสิบปีแล้ว ผมลงพื้นที่เยอะ กลายเป็นเอ็นจีโอ (NGO) ไปทั้ง ๆ ที่เดิมเป็นแมเนจเมนท์ (Management) ผมเห็นชาวบ้าน และนักปราชญ์ ชาวบ้านทั้งหลายทั้งปวง กราบได้ ๑๐ นิ้ว ไม่จบอะไรเลย อันนี้ต้องเป็น อินคลูซีฟเหมือนกัน ไม่ใช่เอ็กซ์คลูซีฟ ผมอยากให้ท่านเหล่านี้เข้ามาเป็นรัฐมนตรีบ้าง อันนี้ก็เป็นตัวอย่างเหมือนกันที่การเขียนแบบปริญญาตรีกีดกันมาก ขออภัย ไม่ได้ตำหนิ แต่อยากให้ทบทวน
เพราะฉะนั้น ๓ เรื่องที่เป็นสิ่งที่ควรจะเป็นมาตรฐานอยากให้ทบทวน เพื่อจะให้ชัด อย่างข้อแรก อีกไม่นาน สัญชาติไทยพอแล้วครับ ไม่ต้องโดยการเกิดหรือ โดยกำเนิด เพราะว่าตัวอย่างประเทศที่รุ่งเรืองมาอย่างเร่งรัดพัฒนา แม้แต่ทางตะวันตก ซึ่งผมไม่เอ่ยชื่อ ท่านอาจารย์รู้ดีกว่าผมอีก เอาสิงคโปร์ก็ได้ ตอนที่สร้างชาติสิงคโปร์ขึ้นมา มี ๔ สัญชาติ ไม่ใช่เป็นสัญชาติสิงคโปร์ด้วยซ้ำไป ท่านอาจจะบอกว่าไม่ใช่ เพราะว่าสิงคโปร์ ไม่มีชาติสมัยโน้น แต่ก็ไม่ได้เปลี่ยนประเทศ ไม่ได้เปลี่ยนสัญชาติเป็นสัญชาติอื่น ๆ ผมไม่เอา มะพร้าวห้าวไปขายสวน เป็นสัญชาติอื่น ผมไม่ได้บอกให้ประเทศไทยเป็นอย่างนั้น แต่ผมเชื่อว่า เอาแค่ว่ามีสัญชาติไทยพอแล้ว เกิด ไม่เกิด อีกหน่อยคนในประเทศไทยที่มีคุณูปการจะไม่ได้เกิด ในประเทศนี้หรอกครับ เขาเกิดทั่วโลกครับ เหมือนนักกีฬาไทยไปแข่งทั่วโลก เราก็เป็น ขวัญใจไทยกันตอนนี้ จะมีขวัญใจเป็นรัฐมนตรีที่สัญชาติไทยแต่ไม่ได้เกิดในเมืองไทยเยอะมาก และเราไม่ควรจะกีดกันพวกนี้ออกไป นั่นเป็น (๑)
(๒) คือเรื่อง ๓๕ ปี ผมอยากให้ทบทวนโดยดูที่หลานท่านอายุ ๒๗-๒๘ ปี เขาอาจจะเล่นไฮไฟว์ (Hi5) กับพ่อหรือเล่นอะไรกับแม่ แต่เวลาเขาอยู่กับพวกเขา เขาเป็น ผู้ใหญ่ พร้อมจะเป็นรัฐมนตรีช่วย อันนี้ก็อยากให้ท่านทบทวน อันนั้นก็เป็น (๒)
(๓) ปริญญาตรีอยากให้ตัดไปเลย ใครก็ได้ ถ้าผ่านการกลั่นกรองซึ่งดีไซน์ (Design) ไว้สุดยอดในมาตราอื่น ๆ มาเป็นเลย เราจะได้มีตัวเลือกเยอะ ๆ นั่นข้อหนึ่ง อันนั้น ผมพูดถึงสเปคก่อน พูดภาษาชาวบ้าน
ต่อไปกระบวนการคัดสรร คือมาตรา ๑๑๑ ให้ส่งให้ ก่อนจะเป็น เดี๋ยวส่งให้ มาตรา ๑๑๑ เช็กหน่อย ก็คือวุฒิสมาชิก แจ๋วมาก แต่เช็กทางด้านเอกสารไม่พอครับ ผมอยากเห็นสัมภาษณ์สดที่เรียกว่าคอนเฟอร์เมชัน เฮียริง (Confirmation hearing) เขาเรียกว่าคณะกรรมการ ถูกแล้ว แต่อยากให้ตั้งแล้วสัมภาษณ์สดออกทีวีแบบวันนี้ ไม่ต้อง ตัดสินครับ ให้ประชาชนตัดสินครับ ว่าอ้ายนี่มันเป็นรัฐมนตรีได้หรือเปล่า ถ้านายกรัฐมนตรี ดันทุรังให้มันรู้ไป เราจะได้ไม่มีสามล้อหรือชื่อซาเล้งอะไรแบบนี้มาเป็นรัฐมนตรี อันนี้ก็ลองดู สิครับ ผมอยากให้มีคอนเฟอร์เมชัน เฮียริง คือจะเรียกว่าอะไร อย่าเรียกไต่สวนเลย น่าเกลียด รับฟังความคิดเห็นสด ๆ ที่กรรมการชุดหนึ่งในวุฒิสมาชิกซักสดออกทีวี ประชาชน ตัดสินเพราะประชาชนเป็นใหญ่ ลองดูสิจะเป็นอย่างไร อยากรู้ อันนั้นคือมาตรา ๑๑๑ ที่ข้ามไป นั่นเป็นสเต็พ (Step) ๒ จากสเปคแล้วคือสกรีนนิ่ง (Screening) นี่คือแมเนจเมนท์ แอสเปคท์ ปัดโธ่ ผมรับภารโรงบริษัทผม ผมยังสัมภาษณ์เลย นี่ดูเอกสาร ผมว่าไม่รอด และ ไม่ใช่ว่าจะดี แต่ดีกว่าแน่นอน อันนี้ถ้าทำได้ ผมไม่มีปัญญาเขียน แต่ว่าท่านลงไปดูสิครับ ทำได้ไหม ในมาตรา ๑๑๑ แค่เติม ๒ คำครับ อันนั้นเป็นทั่วไป
อันที่ ๓ อันนั้นเกริ่นนำไว้ในตอนภาคบอกว่า ลักษณะการนำ ซึ่งพวกผม ก็เรียกว่า ลีดเดอร์ชิพ (Leadership) ลักษณะการนำมันจะต้องนำแบบสง่างามอย่างยิ่ง นี่จ๋อยหมดเลย อยู่ที่นายกรัฐมนตรีว่าอย่างไรว่าตามกัน ผมเชื่อว่าเขาจะต้องแสดงลักษณะ ผู้นำ ๒-๓ ประการ ผมจะเซฟไว้พูดในวันเหลื่อมล้ำ วันนี้ต้องตุนไว้นิดหนึ่งก่อน แต่ก็ใกล้เคียงแล้ว โอเค เพราะฉะนั้นเอานิดหนึ่ง คือมาตรา ๑๑๗ กับมาตรา ๑๑๙ ซึ่งโดดข้ามไป เอามาตรา ๑๑๘ มาแทรก ซึ่งควรจะเป็นมาตรา ๑๑๘ สลับกับมาตรา ๑๑๙ ดีกว่า ผมพูดเรื่องมาตรา ๑๗๗ ก่อน มาตรา ๑๗๗ ก็คือหัวเรือใหญ่ แถลงนโยบายอะไรนิดหน่อยในสภาด้วยความ รีบเร่ง ผ่าน จบ ไม่ได้ ขออนุญาตต่อท่านประธานครับ ต่อโควตาผมที่จะพูดตอนนั้นนิดหนึ่ง ก็คือผมคิดว่าเราควรจะต้องเอามาตรา ๑๗๗ ให้นายกรัฐมนตรีแถลงนโยบายไปก่อน เพราะว่ามันฉุกละหุก คือนโยบายนี้ก็เป็นคำนิยามที่ไม่เหมือนกับเอกชน เอกชนนี้แปลว่าลู่วิ่ง คือกรอบ ดู แอนด์ ดอนท์ (Do and don’t) แต่ราชการแปลว่าเป้าประสงค์ ผมว่า นายกรัฐมนตรีแถลงนโยบายไปก่อน แต่ภายใน ๑ ปี ให้เขียนยุทธศาสตร์ชาติออกมาให้ไป ปรึกษาอาจารย์ยงยุทธ เขียนออกมาให้ได้ แล้วเดี๋ยวหลายคนจะเสนอในภาค ๔ ในเรื่องยุทธศาสตร์ชาติอยู่แล้ว แต่ผมอยากให้นายกรัฐมนตรีมีส่วนเขียน ไม่ใช่ ให้เหมือนบริษัททั่ว ๆ ไป คือให้ท่านรองฯ ฝ่ายยุทธศาสตร์เขียน ผมคิดว่าท่านพวกนี้ไม่เคย ทำงาน นายกรัฐมนตรีต้องรับผิดรับชอบเขียนเอง ภายใน ๑ ปี เอามาเสนอ ไม่อย่างนั้นหลุด อันนั้นคือมาตรา ๑๗๗ ที่ผมอยากเห็น มาตรา ๑๗๙ รัฐมนตรีแต่ละคน ในกระทรวงแต่ละ กระทรวงให้เขียนตรงนี้ แล้วโดยไม่ได้ดูที่นายกรัฐมนตรีจะเขียนอย่างไร มันเขียนได้อย่างไร ผมไม่ทราบว่า กลยุทธ์ออกได้อย่างไร ในเมื่อยุทธศาสตร์มันไม่ออก เราถึงได้ แอด ฮอค (Ad hoc) อย่างไรครับ เดย์ ทู เดย์ (Day to day) ทีละวัน ทีละเดือนไปตลอดเวลา นี่คือ แทคติคอล คันทรี (Tactical country) ทำแค่นี้ลืมหมดว่าเคยทำมาแล้วปีโน้น ปีนี้ ก็เป็น ส่วนหนึ่งของปัญหาเหมือนกัน ซึ่งผมขอไปพูดต่อตอนเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งอีก ๒-๓ วันก็จะเจอ อันนั้นคือเป็นตัวอย่าง เพราะฉะนั้นสลับหมวดเสียก่อน เอาที่ว่านายกรัฐมนตรีต้องมานั่งฟัง ตรงนี้ แล้วเอาไว้มาตรา ๑๗๙ สลับกันเสีย เอามาตรา ๑๗๗ กับมาตรา ๑๗๘ ก่อน คือหัวเรือใหญ่ก่อน ซีอีโอ (CEO) มาตรา ๑๗๗ เขียน มาตรา ๑๗๘ เขียนตาม ให้ล้อ หรือมีอะไลน์เมนท์ (Alignment) กับมาตรา ๑๗๗ ให้ได้ก่อน อันนั้นอันหนึ่ง และที่สำคัญ มากคือเรื่องยุทธศาสตร์ ผมก็ขอติง แผนปัจจุบันที่เขาเรียก ทะเวนตี้เฟิร์สท เซ็นจูรี สกิล (Twenty-First Century Skill) การบริหารจัดการเชิงยุทธศาสตร์ไม่พอ คือ เชิงตะวันตก พูดง่าย ๆ ก็คือปักธงไว้แบบเล่นกอล์ฟ (Golf) พาร์ ๕ (Par5) ตี ๕ ทีลงหลุม ถ้าใครอยากจะเสี่ยงตีหรือข้ามด็อก เลก (Dog leg) เข้าไป ก็ไปเสี่ยงดวงเอาเอง อันนั้น เขาเรียกยุทธศาสตร์ แต่มีอีกอันหนึ่งครับที่ประเทศไทยเก่า ๆ อย่างประเทศไทยซึ่งเก่าแก่กว่า ในประเทศสหรัฐอเมริกาหรือยุโรปที่เราไปเรียนมา เราจะต้องมีอีกชนิดหนึ่งที่ไม่ใช่ ยุทธศาสตร์ ผมขอเรียกว่า ชีวศาสตร์ หรือธรรมศาสตร์ ซึ่งเรามีมหาวิทยาลัยชื่อนี้ด้วยซ้ำไป ก็คือสิ่งที่องค์กรและประเทศเก๋า ๆ อย่างเรานี้มันมี อันได้แก่ คุณสมบัติทางคุณภาพ ควอลิเททีพ ควอลิตี้ (Qualitative Quality) ทางยุทธศาสตร์นั้นเราปักธงใช้กะปิ คือ เคพีไอ (KPI) คีย์ส เพอร์ฟอร์แมนซ์ อินดิเคเตอร์ (Keys Performance Indicator) เข้าไป แล้วก็ ทำอะไรได้เท่าไร แล้วก็วัดตามนั้น ซึ่งเดี๋ยวนี้ข้าราชการหัวฟูก่อเรื่องพรรค์อย่างนี้กันทั้งชาติ ไม่ถูก มันจะต้องมีอีกพวกหนึ่ง องค์กรที่เก๋า ๆ อย่างเราจะต้องวัด ซึ่งมันมีสูตรใหม่ ในประเทศสหรัฐอเมริกาทำแล้ว ผมยกตัวอย่างเลย