สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๘ · ๒๓ เมษายน ๒๕๕๘

ชาลี เจริญสุข อภิปรายเกี่ยวกับการปฏิรูปการเมือง โดยเน้นย้ำถึงปัญหาการเลือกตั้งและการแบ่งส่วนสิทธิเลือกตั้ง และเสนอแนะให้ปรับปรุงระบบบัญชีรายชื่อของส.ส. และระบบการลงคะแนนเสียงให้เรียบง่ายขึ้น

นายชาลี เจริญสุข

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กระผม นายชาลี เจริญสุข สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ จังหวัดฉะเชิงเทรา ขอกราบเรียน ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทุก ๆ ท่าน แล้วก็ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติในสภาแห่งนี้ ด้วยความเคารพ วันนี้เราก็ในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ แล้วก็ลงเรือลำเดียวกัน แล้วที่จะร่วมกันร่างรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะใช้เดินหน้าประเทศไทยต่อ ก็คงจะต้องขออนุญาตว่า เป็นกำลังใจให้กับกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทุกท่าน ทั้ง ๆ ที่ท่านมาจากหลาย ๆ ภาคส่วนด้วยกัน รวมทั้งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่านด้วยครับ ก็ต้องกราบเรียน ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติแล้วก็ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่า ผมนี่ ๒ ครั้ง แล้วครับที่ขึ้นมาอภิปรายแล้ว ๑๘.๐๐ นาฬิกาพอดี ฉะนั้นก็ถือว่าเป็นความโชคดีของผม ที่คงจะมีดวงที่จงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แล้วก็ได้มีโอกาสอภิปรายตอน ๑๘.๐๐ นาฬิกาทุกครั้งเลยครับ เป็นความภูมิใจของผม แต่ผมก็ตั้งใจที่จะอภิปรายถึงแม้ จะต้องตัดเข้าไปสู่การเคารพธงชาติ คืออย่างนี้ครับท่านประธานผมต้องเรียนว่าโจทย์เดิม ที่เราได้รับมาจากการที่เราต้องหยุดเดินหน้าประเทศไทยโดยการที่จะต้องมาปฏิรูปก่อน ด้วยเหตุผลอะไรคงจะจำกันได้ มีการเรียกร้องให้ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง เพราะอะไรครับ เพราะเกิดมีการใช้อำนาจที่ไม่ฟังเสียงสมาชิกในสภาผู้แทนราษฎร และไม่ฟังเสียงประชาชนว่า จะแก้กฎหมายก็แก้ไป แก้ได้เพราะเสียงในสภาพอ เสียง ครม. เข้มแข็ง และจนเกิดมาถึง กฎหมายนิรโทษกรรม นั่นคือความอึดอัดของประชาชนที่สะสมมานานจนเกิดออกมาต่อสู้ บนท้องถนน และเป็นโจทย์ที่เขาไม่ยอมมีการเลือกตั้งกัน แล้วก็โยนมาว่าจะต้องมีการปฏิรูป ก่อนการเลือกตั้ง เพราะเรื่องของเผด็จการในรัฐสภา เรื่องของการคอร์รัปชันในการที่มี การสร้างหนี้ให้กับประเทศไทย ๒ ล้านล้านบาท ๓.๕ แสนล้านบาท และอื่น ๆ อีกมากมาย จนคนที่เขาเสียภาษีเขาไม่ยอม แล้วก็พี่น้องประชาชนที่มีความเห็นตรงกันก็ออกมายอมเสียสละเวลา ยอมเสียสละเงิน เพื่อจะมาต่อสู้เพื่อให้มีการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง วันนี้ผมถามว่าโจทย์เหล่านั้นเราลืม หรือเปล่า เรามาทำอะไรกันที่นี่ ท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญคงจะให้เหตุผลแล้วว่า การที่จะใช้ระบบเลือกตั้งซึ่งผมจะขออภิปรายต่อไปว่า ในการใช้ระบบการเลือกตั้งที่ได้ กำหนดมานี้จะตอบโจทย์เรื่องอะไรบ้าง ก็คือเอ็มเอ็มพีจะตอบโจทย์อะไรบ้าง แน่นอน ผมเห็นด้วยว่าในการที่ใช้ระบบเอ็มเอ็มพีแล้ว จะไม่มีพรรคการเมืองที่ได้เสียงเกินความเป็นจริง อันนี้ผมเห็นด้วย ผมอยู่ในกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองผมก็เห็นด้วยในหลักการ แต่ก็ยังมี ข้อที่จะขอให้คณะกรรมาธิการได้แก้ไขแล้วก็ปรับปรุง เห็นด้วยในหลักการแต่มีบางเรื่อง ที่ต้องแก้ไข อย่างเช่นในภาค ๒ ในหมวด ๓ ในเรื่องของการได้มาซึ่งสมาชิสภาผู้แทนราษฎร ๔๕๐ คน ผมให้ข้อสังเกตว่าในส่วนของที่จะเป็นปัญหาก็คือเรื่องของระบบบัญชีรายชื่อ ต้องกราบเรียนท่านประธานสภาว่า ตั้งแต่มาตรา ๑๐๓ จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๔๕๐ คน ไม่เกิน ๔๗๐ คน โอเคไม่มีอะไร พอมามาตรา ๑๐๔ ครับ มาตรา ๑๐๔ ก็จะกำหนดถึง ส.ส. เขต ๒๕๐ คน ซึ่งก็เริ่มมีปัญหาแล้วครับ เพราะอะไรรู้ไหมครับ เพราะว่า ส.ส. เขตเดิมทีนั้นมี ๓๗๕ เขต และมี ส.ส. บัญชีรายชื่อ ๑๒๕ ที่ว่ามีปัญหาก็คือปัญหาว่า ส.ส. เขตถูกลดจำนวนลงและคนที่เคยเป็น ส.ส. เขต ๑๒๕ คนที่เคยยึดโยงกับประชาชน ตอนนี้เขาต้องปรับตัวแล้วครับในพรรคเดียวกันหรือคนละพรรคก็ดี หรือในจังหวัดนั้น เขาอาจจะมี ส.ส. พรรคเดียว เขาจะปรับตัวอย่างไรครับ ผมถามนิดหนึ่งครับท่าน กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ท่านอาจจะให้เห็นผลว่าต้องการลดจำนวน ส.ส. ลง อันนั้น ผมเข้าใจ แต่เวลาคนที่ยึดโยงกับประชาชนมานาน ๆ เขาจะเกิดความผูกพัน ถ้าให้เขาไปอยู่ ระบบบัญชีรายชื่อมันก็จะมีปัญหาต่อมาในมาตราต่อไป ซึ่งมาตรา ๑๐๕ จะกำหนด ส.ส. บัญชีรายชื่อและมีการกำหนดโอเพน ลิสต์ ซึ่งหลายท่านอภิปรายมาแล้วว่าโอเพน ลิสต์ ก็จะสร้างความแตกแยก เพราะที่ท่านแบ่งเป็น ๖ ภาค ใน ๑ ภาคจะมี ส.ส. บัญชีรายชื่อ ถึงประมาณ ๓๐ คน แล้ว ๓๐ คนถ้ามีการหยิบยกขึ้นมาว่า นาย ก นาย ข นาย ค ในพรรค เดียวกันถึงแม้จะอยู่ลำดับที่ ๓๐ แต่ถ้าถูกเลือกในบัญชีรายชื่อและระบุชื่อว่าต้องการ คนที่ ๓๐ ขึ้นมาเป็นคนที่ ๑ เพื่อนสมาชิกก็บอกแล้วว่า ๓๐ คนนี้ต้องทะเลาะ ต้องขัดแย้งกัน แน่นอน เพราะว่าเวลาไปหาเสียงด้วยกันทุกคนก็อยากที่จะให้ประชาชนเลือก ฉะนั้นอันนี้ล่ะครับ เริ่มมีปัญหา มาตรา ๑๐๖ การแบ่งพื้นที่หลายท่านก็พูดแล้วว่าเป็นการแบ่งพื้นที่ จริง ๆ แล้ว เราเคยแบ่งพื้นที่ประเทศไทยเป็น ๑๐ เขตมาแล้ว และผมเองผมสังเกตดูว่าการแบ่งพื้นที่ ๑๐ เขตครั้งที่แล้วที่มี ส.ส. ๘๐ คน แล้วมีเขตละ ๑๐ คน เชื่อไหมครับจังหวัดฉะเชิงเทรา ของผม ผมไม่เคยเห็น ส.ส. ในกลุ่มของผมที่เป็นระบบบัญชีรายชื่อ ๑๐ คนนั้นเลย เพราะเขา เหมือนกับว่าเขาลอย ๆ อยู่ ลอย ๆ แล้วก็ไม่ได้คิดว่าเป็น ส.ส. ของจังหวัดโน้น จังหวัดนี้หรอก ก็เหมือนว่าแบ่งไปเท่านั้นละครับ แต่ไม่ได้ยึดโยงจริง ๆ ครับ ฉะนั้นในส่วนข้อสังเกตตรงนี้ ผมต้องเรียนว่าในส่วนนี้ผมเห็นด้วย กับหลายท่านที่เสนอว่า ถ้าจะมีจริง ๆ ไม่ควรแบ่งภาค ต้องเป็นทั้งประเทศ สัดส่วนจำนวนเท่าไร ก็แล้วแต่ท่านกรรมาธิการว่าแล้วแต่เพื่อนสมาชิกที่จะไปเสนอ ไปยื่นญัตติต่อกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญต่อไป

ประการต่อมาที่จะอภิปรายในเรื่องของมาตราที่สำคัญที่สุดแล้ว มาถึง เรื่องของการคิดคำนวณระบบเอ็มเอ็มพี ซึ่งจะมีปัญหามากเลย ในมาตรา ๑๐๗ เพราะว่า มาตรา ๑๐๗ จะมี (๑) ถึง (๕)

(๑) เป็นการเอาบัญชีรายชื่อเพื่อที่จะคำนวณหาเปอร์เซ็นต์ว่าพรรคการเมืองใด ในระบบบัญชีรายชื่อประชาชนนิยมกามาเท่าไร จำนวนเท่าไรของทั้งประเทศ อาทิเช่น หลายท่านได้อภิปรายไปแล้วว่ามีการสมมุติตัวเลขว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ของพรรค ก แล้วจะได้จำนวน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของ ๔๕๐ คน จะได้ ๔๕ คน เพื่อเอามา เปรียบเทียบ แล้วก็หักลบกับ ส.ส. เขต คือถ้าได้จำนวน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๔๕ คน ถ้าได้ ส.ส. เขต ๔๐ คน จะเบิกบัญชีรายชื่อได้กี่คน ก็คือ ๕ คน ปัญหาประการต่อมาอันนี้คือแค่คิดว่า จะได้เปอร์เซ็นต์เท่าไร

(๒) ได้เขียนว่า เอาเปอร์เซ็นต์มาหาเปรียบเทียบก็จะล้อกับ (๑)

(๓) มีการเพิ่ม ส.ส. บัญชีรายชื่อจนครบ พูดง่าย ๆ ว่าครบว่าทุกพรรคเบิก แล้ว ส.ส. บัญชีรายชื่อมีท่านตั้งไว้ ๒๐๐-๒๒๐ ถ้าเบิกแล้วจนครบแล้ว

ต่อไปจะเป็น (๔) ซึ่งจะเป็นอนุมาตราที่มีปัญหาเพราะว่าผมได้พูดคุย ในกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองของท่านศาสตราจารย์ ดอกเตอร์สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ กับเพื่อน สมาชิกแล้วว่า (๔) จะมีปัญหามาก เพราะว่ามันจะเป็นอนุมาตราที่จะชี้ว่าพรรคการเมืองใด ที่ได้ ส.ส. เขตมาก และเท่ากับเปอร์เซ็นต์ที่ได้คำนวณทั้งประเทศมาแล้ว อย่างเช่น ๑๐ เปอร์เซ็นต์ พรรค ก ได้ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ได้ ส.ส. เขต ๔๕ คน ก็แปลว่าจะไม่ได้แถม บัญชีรายชื่อ อันนี้เขาเรียกว่า เสมอตัว ที่จะมีปัญหาคือตอนนี้ล่ะครับ เริ่มมีปัญหาตอนที่เสมอตัว ถ้า ๔๕ เปอร์เซ็นต์แล้วได้ ส.ส. เขต ๔๕ คน เบิกบัญชีรายชื่อไม่ได้เลย อันนี้เริ่มมีปัญหาแล้ว แต่อันแรกถ้าเกิดคำนวณได้ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ได้ ๔๕ คน แต่ ส.ส.เขต ได้ไป ๕๐ คน อันนี้ เขาเรียกว่าโอเวอร์แฮงก์ ซีท (Overhang seat) ซึ่งท่านศาสตราจารย์ ดอกเตอร์พรายพล คุ้มทรัพย์ ได้อภิปรายไปแล้วว่ามีจริงแล้วก็มีโอกาสเกิด เกิดอะไรขึ้นครับ ท่านลองคิดสิครับ ว่าประชาชนเขาเลือกคน เขตนั้น เลือกนาย ก เลือกพรรค ก บัญชีรายชื่อในภาค ๑ ถึง ภาค ๖ นี้ ไม่รู้ล่ะครับ เลือกกันมหาศาลเลยครับ แต่ปรากฏว่าเปอร์เซ็นต์ของบัญชีรายชื่อ ที่กำหนดไว้แล้วให้เบิก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๔๕ คน แต่ ส.ส. เขตได้ไป ๕๐ คน มันเกิดโอเวอร์แฮงก์ แสดงว่าเบิกบัญชีรายชื่อไม่ได้เลย แต่คะแนนที่เขากาไปแล้วล่ะครับ คะแนนที่เขากาไปแล้วว่า ในภาค ๑ นาย ก ได้โอเพน ลิสต์ด้วย ระบุด้วยครับว่าคนนี้จะต้องมาเป็นลำดับ ๑ ของบัญชีรายชื่อ ของพรรค ก นี้ แต่ปรากฏว่าไม่ได้ครับ แล้วจะตอบกับประชาชนได้อย่างไรครับว่า ก็ไหน บอกว่าลงคะแนนแล้วเมื่อลงคะแนนเลือกใครแล้วได้มากที่สุดก็ต้องมาเป็นผู้แทน ปรากฏว่า โอเวอร์แฮงก์ เลือกมาก แต่ไม่ได้เป็นผู้แทน ตรงนี้พวกเรา ส.ส. รับได้ สมมุติว่า ส.ส. เขารู้ เพราะเขารู้กฎกติกา พวกเรา ที่เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติรับได้ เพราะเราร่างกฎกติกาอย่างไรครับ แต่คนที่จะอธิบายเขา ยากที่สุดคือใครรู้ไหมครับ คือประชาชน ประชาชนเขาจะบอกว่า ท่านคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ ท่าน สปช. เขาลงบัญชีรายชื่อ พรรคนี้นาย ก แล้วก็พรรค ก แล้วก็ระบุชื่อ ไหนบอกว่าใส่ชื่อแล้วเขาจะได้มาเป็นตัวแทนเขา แต่เราบอกว่าโอเวอร์แฮง คือเบิกบัญชีรายชื่อ ไม่ได้อีกแล้ว เราจะตอบเขาว่าอย่างไรครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ในอนาคตประชาชนจะครหาไหมครับ ผมจึงขอเสนอแนะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์พรายพล คุ้มทรัพย์ ได้บอกไปแล้ว ว่าพรรคนอมินี มันจะเกิดขึ้นจริงแล้วก็คำนวณให้เราเห็นแล้วเมื่อวานนี้ ฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงครับ ว่าเขาก็ต้องหนีไปตั้งพรรคนอมินี เพราะเมื่อเขารู้กฎ พรรคการเมืองรู้กฎเขาก็ต้องไปอยู่ กลุ่มการเมือง ไปอยู่พรรคนอมินี แล้วเราจะไปอุดช่องโหว่อย่างไรตอนนี้ เราจะไปจับเขา อย่างไร มีเพื่อนสมาชิกเสนอแล้วว่าต้องตัดกลุ่มการเมืองออก ผมเห็นด้วยครับ เพราะว่า ถ้าเรายังขืนอยู่ดำรงไว้ซึ่งกลุ่มการเมือง ข้อดีมันมีครับ ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญครับ แต่ข้อเสียมันมีเยอะ ขออนุญาตเอ่ยนามอีกท่านหนึ่ง ผมฟังแล้วจับใจมาก เพราะไม่คิดว่านัก กฎหมายจะมารู้เรื่องการเมือง ท่านทนายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านบอกเลยว่ากลุ่มการเมืองจะมีกลุ่ม กปปส. กลุ่ม นปช. กลุ่ม คปท. กลุ่มอะไรอีกมากมาย แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นครับ และพรรคการเมืองท่านบอกว่า พรรคการเมืองจะไม่อ่อนแอ มันต้องอ่อนแอ เพราะอะไรรู้ไหมครับ เพราะเขาใช้หนีอย่างไร ครับ หนีไปใช้ช่องทางอื่นที่จะเข้าสู่ระบบการเมือง จริง ๆ แล้วหลายท่านบอกว่าการเมือง จะอ่อนแอ หรือเราสามารถที่จะกำหนดพรรคที่จะมาร่วมรัฐบาลแล้วไม่ได้เสียงมากเกิน ผมว่า ช่องนอมินี ช่องกลุ่มการเมืองที่จะกลับมารวมตัวอาจจะเป็นเผด็จการรัฐสภาอีกครั้งก็ได้ครับ ไม่แน่ เพราะตรงนี้ต้องละเอียด ต้องจำลองสถานการณ์ให้มาก ๆ แล้วก็อุดช่วงโหว่ ผมไม่อยากให้เขียนรัฐธรรมนูญแล้วเรารับรองไปแล้วเกิดปัญหา

เหลือเวลาอีก ๔ นาที ก็ขออนุญาตที่จะหนักไปเรื่องเอ็มเอ็มพี ในส่วนนี้ ผมขออนุญาตที่จะเสนอแนะว่าในเรื่องของ ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อ

ประการแรก คือไม่อยากให้มีภาค อยากให้เป็นทั้งประเทศเลย และเรื่องการ ใช้เอ็มเอ็มพี ผมได้คุยกับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญหลายท่าน ไม่เอ่ยนามก็แล้วกัน การคิดคำนวณ ผมได้ยินศัพท์ใหม่ ๆ เยอะตั้งแต่เข้ามาเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาตินี่ ระบบเอ็มเอ็มพีการคิดคะแนน มีระบบการคิดคะแนนอีกแบบ ซึ่งผมได้ยินมาจาก ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ไม่เอ่ยนามก็แล้วกัน เนียร์ วินเนอร์ (Near winner) ผมถามเนียร์ วินเนอร์คืออะไร เนียร์ วินเนอร์คือไม่มีการลงคะแนนเลือก ส.ส. เขต แล้วไปเลือก ส.ส. บัญชีรายชื่อ แล้วไปเลือกโอเพน ลิสต์ ไม่เอาแบบนี้ ๓ อย่าง ประชาชนงง งงเพราะอะไรครับ ผมขออนุญาตที่จะอ้างอิง ครั้งหนึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งมีการแก้ไขว่าประชาชนชนบท กากบาทกันไม่ถูก บัตรเสียเยอะ บอกให้กากบาทไปขีดถูก บอกให้กากบาทไปขีดวงกลม ก็เลย ทำตรายาง ครั้งหนึ่งจำได้ไหมครับ ทำตรายางให้ประชาชนไปปั๊มตรายางในคูหาผมไปคุยกับ กกต. แล้วก็มีการเช็ก (Check) กัน ปรากฏว่าประชาชนเอาตรายางมาจริงครับ ปั๊มในเบาะตรายาง แต่ขอโทษเขาไปปั๊มเอาที่หัวไม่ได้เอาที่กากบาท ที่หัวมันจะสัญลักษณ์ ของ กกต. อยู่ครับ เขากลับด้านแล้วเขาเอาไปแสตมป์กับตรายางแล้วเขาไปปั๊มในบัตร กลายเป็นรูปโลโก (Logo) ของ กกต. มีอย่างนี้ด้วยครับ แสดงว่าการเลือกตั้งถ้ามีการใช้ ระบบที่ยุ่งยากประชาชนจะสับสน โดยเฉพาะผู้ที่เลือกตั้งอาจจะอยู่ท้องถิ่นซึ่งห่างไกลนิดหนึ่ง ไม่ได้รับการสื่อสารเขาจะมีปัญหาแน่นอน ผมเลยขอกลับมาที่เนียร์ วินเนอร์ มีคนเสนอบอกว่า ทำไมไม่เลือก ส.ส. บัญชีรายชื่อแล้วคิดคะแนนผู้ที่ใกล้เคียงผู้ชนะ อาจจะเป็นคนละพรรค ไม่ใช่พรรคเดียวกัน ใครมาใกล้เคียงก็ใช้ระบบการคิดแบบเอ็มเอ็มพีเหมือนกันเพื่อตัดปัญหา ในเรื่องความยุ่งยากครับ ท่านต้องกาบัตร ส.ส. เขต ส.ส. บัญชีรายชื่อไปกาเลือกชื่อคน ซึ่งเลือก ชื่อคนโอเพน ลิสต์ ก็จะทำให้เกิดความขัดแย้ง ทำไมไม่ทำอะไรให้ง่าย การเลือกตั้งต้องง่าย ๆ และทำให้ประชาชนเข้าใจแล้วมันจะได้ไม่เกิดนอมินี ไม่เกิดไปอยู่กลุ่มโน้น กลุ่มนี้ กลุ่ม การเมือง ก็ขอฝากตรงนี้ไว้ จริง ๆ มีประเด็นอีกเยอะ ถ้ามีโอกาสผมขออนุญาตที่จะเสนอ ญัตติร่วมกับทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง แล้วก็คณะกรรมาธิการอื่น ๆ ที่จะมา ร่วมกันยื่นญัตติเพื่อที่จะไปชี้แจงในคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต่อไป วันนี้ก็ต้อง ขอขอบคุณท่านประธาน แล้วก็กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทุกท่าน เป็นกำลังใจให้ครับ เพราะว่าเราก็อยู่เรือลำเดียวกันครับ ขอบพระคุณครับ