ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ เสนอแนะให้รัฐบาลแก้ไขพระราชบัญญัติแข่งขันทางการค้า พ.ศ. ๒๕๔๒ เพื่อให้เหมาะสมกับยุคดิจิทัล และยุติธรรมสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขกฎหมายที่ไม่สามารถบังคับใช้ได้ และการบังคับใช้กฎหมายในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความไม่เท่าเทียมกัน และการปรับปรุงกฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ
กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ผม ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ กรรมาธิการและสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านประธานกรรมาธิการ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านเกริกไกร ท่านได้พูดถึง ความเป็นมาเป็นไปในการที่เราทำไมถึงต้องเสนอขอแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติแข่งขัน ทางการค้า ผมจะนำเรียนสั้น ๆ ว่าเท้าความไปอีกนิดวิสัยทัศน์ประเทศไทย ปี ๒๕๗๕ ที่เรา พูดถึงเรื่องของความมั่งคั่งและในยุทธศาสตร์ที่ ๓ คือสร้างพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ อนุกรรมาธิการชุดผม ในชุดพาณิชย์และบริการได้คิดกันว่าโอกาสที่จะเดินไปข้างหน้าคือ เทรดดิง เนชันแน่นอน และในขณะเดียวกันใน ดิจิทัล อิโคโนมี ซึ่งต่อไปหน้าร้านไม่มี ไม่ว่าท่านจะชอบหรือไม่ก็ตาม ร้านค้าเล็ก ร้านค้าน้อย โชห่วย ที่เคยสู้กับเรื่อง โมเดิร์น เทรด (Modern trade) อยู่ ต่อไปหน้าร้านไม่มี เขาไปทางด้านดิจิทัลกันหมดนะครับ ในส่วนของ เทรดดิง เนชัน ตรงนี้ เราดูเป็น ๒ เรื่องครับสั้น ๆ ก็คือเรื่องของ เอาท์วาร์ด (Outward) คือการไปลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งการไปลงทุนในต่างประเทศคงไม่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย แข่งขันเท่าไร แตะอยู่นิดเดียว ในส่วนของอินวาร์ด (Inward) คือการที่จะส่งเสริมการค้า ภายในประเทศ ตรงนี้เกี่ยวข้องเยอะครับ บรรยากาศต่าง ๆ สิ่งต่าง ๆ ถ้าเรายังออกแบบไว้ สำหรับใหญ่กินเล็ก รับรองได้ว่าการค้าภายในประเทศจะกระจุกตัวอยู่ที่คนไม่กี่คน ผมมีตัวเลขของทีดีอาร์ไอ (TDRI) ในปี ๒๕๔๗ ความเหลื่อมล้ำในภาคธุรกิจไทย บริษัทขนาดใหญ่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ในตลาดหลักทรัพย์ สัดส่วนรายได้ ๘๑.๐๒ เปอร์เซ็นต์ บริษัทขนาดกลาง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ มีสัดส่วนรายได้ ๑๘.๐๕ เปอร์เซ็นต์ บริษัทขนาดเล็ก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ มีสัดส่วนรายได้แค่ ๐.๙๓ เปอร์เซ็นต์ แล้วต่อมาในปี ๒๕๕๖ ล่าสุด บริษัทขนาดใหญ่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ รายได้เพิ่มเป็น ๘๙.๔ เปอร์เซ็นต์ บริษัทขนาดกลาง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ รายได้ เพิ่มเป็น ๑๐.๖๑ เปอร์เซ็นต์ แล้วบริษัทขนาดเล็ก ๒๐ เปอร์เซ็นต์นั้น รายได้เหลือแค่ ๐.๒๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วส่วนใหญ่ในบริษัทที่เป็นอันดับต้น ๆ ทั้งหลายเป็นรัฐวิสาหกิจครับ เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าถ้าบรรยากาศของการที่จะสร้างการค้าภายในประเทศ การค้าขาย ที่เป็นธรรมหรือที่ฝรั่งเขาเรียก แฟร์ เทรด แพรคทิซ (Fair trade practice) มันยังไม่เกิด ก็เมินเสียเถอะในการที่เศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย ๆ รายเล็ก ๆ จะได้เกิด และจะไปเกิดการกระจายรายได้ในส่วนนี้ เพราะฉะนั้นถ้ากลับมาดูในสิ่งต่าง ๆ ที่เป็น ตัวบทกฎหมายของประเทศไทยมีอยู่แล้วทั้งนั้น พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็เป็นอีกกฎหมายหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นในระยะต้น ๆ เป็นประเทศแรกในอาเซียน แต่ก็น่าเสียดายว่าหลังจากนั้น ในขณะนั้นมีแค่ ๒๐-๓๐ ประเทศที่ใช้อยู่ หลังจากนั้น มีเป็นร้อยประเทศ ที่ใช้กฎหมายแข่งขัน รวมทั้งที่ท่านประธานได้กล่าวถึงประเทศอินโดนีเซีย เคพีพียู (KPPU) นั้นนะครับเริ่มต้นหลังเรา มีเจ้าหน้าที่แค่ ๔๐ คน ตอนหลังมี ๔๐๐ คนครับ งบประมาณไม่กี่สิบล้านบาท ขณะนี้ ๔๐๐ กว่าล้านบาท ในขณะที่สำนักแข่งขันทางการค้าซึ่งอยู่ในกรมการค้าภายใน มีเจ้าหน้าที่อยู่ ๒๐ กว่าคน ไม่ถึง ๓๐ คน งบประมาณปีหนึ่งประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐- ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท แล้วก็ตัวกรรมการต่าง ๆ หลายท่านทราบว่ากรรมการ ๑๖ คนนั้น ตัวรัฐมนตรีว่าการเป็นประธานกรรมการโดยตำแหน่ง แล้วก็เลขานุการก็คืออธิบดี กรมการค้าภายใน แล้วก็มีปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นรองประธาน แล้วก็ ปลัดกระทรวงการคลังเป็นกรรมการ อันนี้คือตัวบอดี ออฟ ออธอริที (Body of authority) เพราะฉะนั้นถามว่ากฎเหล็ก ๕ ข้อ ในกฎหมายแข่งขันฉบับนี้ ซึ่งท่านประธานเกริกไกร ได้กรุณาพูดไปแล้วมาตรา ๒๕ มาตรา ๒๖ มาตรา ๒๗ มาตรา ๒๘ มาตรา ๒๙ เรื่องง่าย ๆ มันก็มีอยู่ว่าเรื่องมาตรา ๒๕ นั้น เป็นเรื่องของอะบิวซ์ ออฟ โดมิแนนซ์ (Abuse of dominance) คือการใช้อำนาจเหนือตลาด
เรื่องที่ ๒ นั้นเป็นเรื่องของการควบรวมคือเมิร์จ แอนด์ แอคคิซซิซชัน (Merge and acquisition)
แล้วเรื่องที่ ๓ คือเรื่องฮั้ว
เรื่องต่อมาก็เป็นเรื่องของการที่ว่าไปกีดกันการที่จะซื้อสินค้าจากต่างประเทศ
แล้วมาตราสุดท้ายนั้นพูดได้ดี การกระทำการใดก็แล้วแต่ที่ขัดต่อการค้าเสรี และเป็นธรรมก็ถือว่าผิดกฎหมายฉบับนี้ ท่านประธานครับ ท่านทราบไหมว่าการค้าที่ขัดต่อ การค้าเสรีและเป็นธรรมมันคืออะไร มันไม่มีนิยาม เพราะฉะนั้นตัวนี้ก็คือปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นแม้กระทั่งสิ่งที่เขียนไว้ในกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค อย่างในกรณีของการโฆษณา เกินจริงหรือการทำสัญญาที่ไม่เป็นธรรม มันไม่ใช่เรื่องของผู้บริโภคอย่างเดียว เป็นเรื่องที่ว่า บริษัทยักษ์ใหญ่ที่เขาโฆษณาแล้วโกหกหลอกลวงไปกับอีกบริษัทหนึ่งไม่มีปัญญาไปโฆษณา เป็น ๑๐๐ ล้านบาท ๑,๐๐๐ ล้านบาท สู้ไม่ได้ บริษัทนั้นก็เอามาร์เก็ตแชร์ (Market share) ไป ถามว่าไปทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ หรือว่าการควบรวมบริษัท นิยามต่าง ๆ ปัญหา ในกฎหมายที่เขียนไว้นั้นไม่ได้ก่อให้เกิดการค้าที่เสรีและเป็นธรรมกลับไปก่อให้เกิด การผูกขาดโดยไม่จำเป็น เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าถ้าเราไม่มีกติกาที่มันบังคับใช้ได้ การค้าที่เสรี และเป็นธรรมหรือป้องกันการผูกขาดตัดตอนต่าง ๆ มันไม่เกิด เพราะฉะนั้นถ้ามันไม่เกิด สภาพแวดล้อมที่เราอยากจะให้เกิดการค้าหรือเทรดดิง เนชัน ที่เราฝันเอาไว้มันไม่มีปัญญา เกิดหรอกครับ เพราะอะไร เพราะว่าบริษัทต่างประเทศที่จะเข้ามา หรือเอสเอ็มอี ต่างประเทศ ต่อไปในอาเซียนเปิดแล้ว อาเซียนเปิด บริษัทที่เขาจะหิ้วกระเป๋าเข้ามาแล้วมา แข่งขันประเทศไทยปรากฏว่าโดนล็อก (Lock) อยู่บริษัทใหญ่ ๆ หมดใครจะเข้านะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นจุดจำเป็นเร่งด่วนอย่างยิ่งที่เราจะต้องผลักดันให้กฎหมายที่เรามีอยู่ แล้วสามารถบังคับใช้ในทางเป็นจริงได้ แล้วก็มีการศึกษากันไว้แล้วด้วย คณะกรรมการปฏิรูป กฎหมายของอาจารย์คณิต ขออนุญาตที่เอ่ยนาม อาจารย์คณิตก็ศึกษามาแล้วหลายปี เปลี่ยนแปลงรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้ดีขึ้น แม้กระทั่งของกรมการค้าภายในก็มีการศึกษา ขอแก้ไขตรงนี้เพื่อให้สำนักงานเขาเป็นอิสระบ้างนะ มีการทำงานที่ฟูลไทม์ (Full time) คือเต็มเวลา ต่าง ๆ เหล่านี้แต่ก็ไม่ได้รับการแก้ไข ในขณะที่ความสวยหรูของกฎหมายฉบับนี้ ที่เป็นกฎหมายอยู่แล้ว จริง ๆ กฎหมาย พ.ร.บ. แข่งขันทางการค้านี้มันมีที่มาที่ไปจาก กฎหมายป้องกันการผูกขาด จริง ๆ มาจาก พ.ร.บ. ป้องกันการค้ากำไรเกินควร ปี ๒๔๘๐ นั่นจะเป็นฉบับแรก ต่อมาปี ๒๕๒๒ ยกเลิก ออกพระราชบัญญัติกำหนดราคาสินค้าและ ป้องกันการผูกขาด ปี ๒๕๒๒ แล้วก็ยกเลิกไป ในขณะเดียวกันก็มามีปัญหาเรื่องธุรกิจผูกขาด ต่าง ๆ ปี ๒๕๓๔ พยายามออกกฎหมายใหม่ในสมัยรัฐบาลท่านอานันท์ ปันยารชุน แล้วก็มา ล่าสุดในปี ๒๕๓๕ แต่น่าสงสารมาประกาศใช้ได้จริง ๆ ปี ๒๕๔๒ แล้วกฎหมายดีหมด ทุกอย่าง กฎเหล็กก็ดี เพียงแต่ว่านิยามที่จะให้กฎหมายนี้บังคับใช้ได้มันไม่เดิน ขณะเดียวกัน บอดี ออฟ ออธอริทีคือผู้ที่บังคับใช้กฎหมายก็เล็กมากและอยู่ภายใต้การเมืองและมีอีกหลาย อย่างที่ทำให้การบังคับใช้นั้นไม่เกิด ท่านเชื่อไหมว่าตั้งแต่ ปี ๒๕๔๒ มาจนถึง พ.ศ. ๒๕๕๘ เท่าที่เช็กมีแค่ ๙๔ เรื่องเท่านั้นที่เข้ามาแล้วไม่มีเรื่องใดสำเร็จเลย เรื่องที่ท่านเคยได้ยิน อย่างเช่นบริษัทจักรยานยนต์ยี่ห้อหนึ่งก็ฟ้องอะไรต่ออะไรพวกนี้ขึ้นมา ทำท่าจะไปได้ดี ก็ไม่เรียบร้อย การขายเหล้าพ่วงเบียร์อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ก็ได้รับการชี้ออกมาแต่ก็ไปไม่ได้ นี่คือสิ่งที่มันเกิด แล้วถามว่านักลงทุนจากต่างประเทศ แม้กระทั่งนักลงทุนไทยเองรายเล็ก ๆ พอมองแล้วก็มองด้วยความผิดหวัง ถ้ามองด้วยความผิดหวังถามว่าอารมณ์ของการที่จะเกิด การค้าในลักษณะแบบผมผมเป็นนักธุรกิจผมก็ไม่อยากค้าด้วยแล้ว อะไรที่ไปเกี่ยวข้องกับ บริษัทใหญ่ผมก็ไม่เอา เพราะฉะนั้นจะเห็นว่ากฎหมายพระราชบัญญัติแข่งขันทางการค้า เขียนไว้ดีครับ เพื่อให้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการป้องกันการกระทำอันเป็นการผูกขาด ลดหรือ จำกัดการแข่งขันในการประกอบธุรกิจอย่างเป็นระบบ อันจะเป็นการส่งเสริมให้การประกอบ ธุรกิจเป็นไปอย่างเสรี และป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำอันไม่เป็นธรรมในการประกอบธุรกิจ มันเหมือนกับว่ามีกฎหมายฉบับนี้แล้วมาเกิดเรื่องตรงข้ามเกือบหมด มันอะไรเกิดขึ้น ประเด็นปัญหาแล้วมันมีอยู่ ๔ เรื่องหลัก ๆ คือผู้บังคับใช้กฎหมายสำนักงานไม่เป็นอิสระครับ เพราะเป็นสำนักงานที่สังกัดอยู่ในกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ถามว่ารัฐมนตรี เหลียวมองมาหน่อยก็เรื่องนั้นอาจจะเกี่ยวข้องทางการเมืองกับใครก็ไม่รู้ ที่มีทุนมีหุ้นอยู่ในนั้น เรื่องก็จบแล้วไม่มีใครกล้าจัดประชุม บางปีไม่มีการประชุมคณะกรรมการเลยสักครั้งเดียว เพราะฉะนั้นความไม่เป็นอิสระงบประมาณไม่มี แล้วก็เป็นงานแบบแปะฝาก ถ้าข้าราชการ เขาเรียกว่า งานฝาก เหมือนกับไปแปะเอาไว้ มีคนอยู่ ๒๐ กว่าคนเข้าใจว่าประมาณ ๒๘ คน เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าการทำงานก็ไม่ฟูลไทม์ เขามีงานประจำอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการที่ใคร จะร้องเรียนเข้ามา เหมือนผมจำได้ว่าหลายปีก่อนประมาณเกือบ ๆ ๑๐ ปีแล้ว มีบริษัท ที่ทำยาขัดรองเท้าเป็นของคนไทย แต่ไปแข่งกับบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มาจากต่างประเทศ แล้วก็ โดนกีดกัน คือเข้าไปขายในห้างแล้วบอกให้ไปอยู่ห่างไกลปืนเที่ยงเลย เขาก็มาร้อง ร้องเสร็จแล้ว เรื่องก็เงียบไป บริษัทตรงนี้ก็ไปช่วยตัวเอง ทำอะไรไม่ได้ และอีกอย่างหนึ่งก็คือตัวกรรมการ มีสำนักงานซึ่งเป็นข้าราชการทำงานไม่เต็มกำลัง คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาตาม พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า ปี ๒๕๔๒ ใครเป็นประธานรู้ไหมครับ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน ท่านก็รู้อยู่ว่าเป็นนักการเมือง ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นรองประธาน ปลัดกระทรวงการคลังเป็นกรรมการ แล้วก็มีผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านต่าง ๆ ที่เขาเขียนไว้ดี แต่บังคับว่าใน ๘ คนนี้หมายความว่าในส่วนทั้งหมด ๑๒ คน มันต้องมา ครึ่งหนึ่งคือมาจากภาคเอกชนใหญ่ ๆ ก็คือหอการค้า สภาอุตสาหกรรมแล้วก็เข้าใจว่า ๒ แห่งนี้อย่างละ ๓ คน อย่างละ ๓ คนนี่ ทีแรกพอตั้งเข้าไปคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการที่ ฮึกเหิมในการที่จะทำเรื่องนี้ แต่ทำไปทำมาก็กลายเป็นผู้ที่มีธุรกิจใหญ่ ๆ เข้าไป จะมีเอี่ยวกับบริษัท ที่ถูกร้องเรียนหรือเปล่าผมไม่ทราบ แต่มันเริ่มมีคอนฟลิคท์ ออฟ อินเทอเรสท์ (Conflict of interest) ให้เห็น เริ่มจากตัวประธาน ตัวกรรมการ เพราะฉะนั้นใน ๑๖ คนของกรรมการ แข่งขันตามกฎหมายเก่าที่ยังไม่ได้แก้ มันก็เลยไม่ค่อยจะเวิร์ค (Work) เท่าไร เพราะฉะนั้น การโปร่งใสในการทำงานก็ไม่มี เพราะที่มาที่ไปไม่ได้เกิดจากการสรรหา แต่เกิดจาก การแต่งตั้ง ถึงแม้จะผ่าน ครม. ก็ตาม ในส่วนของสาระกฎหมาย คำนิยามผู้ประกอบธุรกิจ บริษัทในเครือก็ไม่มีการนิยามไว้ แนวปฏิบัติมีกฎหมายลูกที่ออกมาเป็นแนวปฏิบัติเยอะแยะ ที่เขาเรียกว่าไกด์ไลน์ (Guild line) ในสมัยที่ผมต่อสู้เรื่องค้าปลีกระหว่างโมเดิร์น เทรด กับผู้ประกอบการรายย่อย ท่านเชื่อไหมว่ามีไกด์ไลน์ออกมาเรื่องหนึ่ง คือเรื่องของการขาย ต่ำกว่าทุน การขายต่ำกว่าทุนท่านคงเห็นเข้าโมเดิร์น เทรดจะมีรายการพิเศษอยู่เรื่อย แต่เขาบังคับท่านบอกให้ซื้อไม่เกิน ๒ ชิ้น ๓ ชิ้น ครอบครัวละ ๓ ชิ้น ครอบครัวละ ๒ ชิ้น ซื้อมากไม่ได้ เพราะไอ้นั้นมันขาดทุน เราก็บอกว่าออกไกด์ไลน์ออกไป ๑ ใน ๘ ข้อนี้ไหม บอกขายต่ำกว่าทุนไปตรวจบัญชีคุณวันไหน สมมุติว่าไปตรวจตอนปลายปีวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน คุณเอารีเบท (Rebate) ทั้งหมดมาหักเลย แต่สินค้าชิ้นนี้ต้นทุน ๑๐๐ บาท ลดรีเบททั้งหมดแล้วอยู่ที่ ๙๐ บาท ถ้าขายต่ำกว่า ๙๐ บาท คือขายต่ำกว่าทุน โอเคไหม เขาบอกไม่โอเค ผมก็ถามว่าไม่โอเคอย่างไร เขาบอกไม่โอเคสิเพราะเขามีเป้าปลายปี ปลายปี เขาขายได้ร้อยล้านบาท เขาได้อีก ๕ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นเขาเอามาลดแล้ว ถามว่า ร้านค้าเล็ก ๆ ของคนไทยไปอยู่ที่ไหน ตายสนิทครับ เพราะว่าเขาสั่งทีเป็นร้อยคันรถ เป็นพันคันรถ เป็นร้อย ๆ คันรถ ราคามันก็ต่างกันอยู่แล้วสินค้าโชห่วยท่านก็ทราบ บางชิ้น กำไรแค่ ๕๐ สตางค์ ๑ บาทเท่านั้นเอง แต่ปรากฏว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้กลับกลายเป็นว่า เอาความได้เปรียบตรงนี้ เพราะอะไร เพราะว่ารายได้ของบรรดาโมเดิร์น เทรดหรือการค้า สมัยใหม่ถ้ามีช่องทาง ๑๐ กว่าช่องทาง ขาดทุน ๙ ช่องทาง อีก ๑ ช่องทางกำไรแล้วคลุมไปหมดนี่เขาใช้ครับ เพราะฉะนั้นตอนนั้นไปเปิดบัญชีดูปรากฏว่า เขามีอยู่ ๒ ช่องใหญ่ ๆ คือซื้อมาขายไปกับอาเธอร์ อินคัม (Other income) คือรายได้อื่น ๆ ซื้อมาขายไปนี่เขาขาดทุนครับ ไปดูบัญชีเขานี่ที่เขาส่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าขาดทุนตั้งเป็น พัน ๆ ล้าน แต่รายได้อื่น ๆ ที่เก็บจากค่าอะไร ค่าเอนทรานซ์ ฟี (Entrance fee) ค่าเชลฟ์ เมเนจเมนท์ (Shelf management) ค่ารอบของเขา ส่วนลดต่าง ๆ ที่ออกมา เดี๋ยวลดแล้วลดอีก ในครบรอบ ๒๕ ปี ก็ต้องลด อันนั้นก็ต้องลด อาเธอร์ อินคัม แม้กระทั่ง เขามีผู้จัดการฝ่ายพลาซ่า (Plaza) พื้นที่ที่เขาขายอยู่นี่รถยนต์คันหนึ่งไปโชว์ (Show) ได้ ๕,๐๐๐ บาทต่อวันนะครับ บูธ (Booth) เล็ก ๆ ที่ท่านเป็นหันหน้าเข้าหากันเมื่อประมาณ สัก ๕-๖ ปีก่อน ๑๗,๐๐๐-๑๘,๐๐๐ บาทนะครับ รวมหมดแล้ว ๓๖,๐๐๐ บาท ต้องเก็บ ล่วงหน้า ๖ เดือน เพราะฉะนั้นถ้าจะออกไปถ้าสมมุติว่าขายแล้วเจ๊งขาดทุนก็ออกไปเลย แต่ค่าเช่าก็ได้แล้ว เพราะฉะนั้นอาเธอร์ อินคัม คือรายได้อื่น ๆ ของเขา ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท หักกับที่เขาขาดทุนจากซื้อมาขายไปมันยังกำไรอีก ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท ตอนนั้น ในปี ๒๕๔๗ ที่เอาบัญชีเขามาดูและถามว่าร้านค้าเล็ก ๆ ตรงนี้มันจะอยู่ได้อย่างไร เพราะตัวนี้มันก็ดิ้นไปได้ กฎหมายก็ดีหมด เพราะฉะนั้นคุณออกมาค้าขายแล้วมันเอาเปรียบ เขานี่มีบทลงโทษ มีอะไรแต่ใช้ไม่ได้เลยเพราะว่ามันมีที่จะดิ้นไป การตีความ การนิยามอะไร ก็ไปไม่ถึง
ในส่วนของการบังคับใช้กฎหมายในเรื่องที่ ๓ ความไม่เสมอภาคก็คือ รัฐวิสาหกิจ รัฐวิสาหกิจตามมาตรา ๔ ของพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้รับการยกเว้น เพราะฉะนั้นท่านจะเห็นว่าถ้าเป็นรัฐวิสาหกกิจที่มี ๒ ซีก แบบที่เมื่อวานนี้เศรษฐกิจ ๑ เขาอภิปรายไป ด้านหนึ่งเพื่อประชาชน อีกด้านหนึ่งของรัฐวิสาหกิจคือเพื่อการค้า แต่เพื่อ การค้าก็ได้รับการยกเว้นตามกฎหมายฉบับนี้ ถามว่าบริษัทต่างประเทศหรือบริษัทที่คิดจะมา เทียบรัศมีขึ้นมา มี กล้าไหมครับ ไม่มีปัญญาหรอกครับ เพราะว่าใหญ่ยังกินเล็กอยู่ เพราะฉะนั้นถ้าสภาพสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เหล่านี้ไม่เกิดเป็นผลพวงการค้าในลักษณะของ โดเมสทิก (Domestic) ซึ่งหลายประเทศเขากำลังมองไปที่การค้าภายในประเทศส่งเสริม ให้คนของเขาทำรายได้ ทำกิจกรรม ทำการค้า หรือแม้แต่กระทั่งต่างประเทศเข้ามาลงทุน ถ้ามาเจอปัญหาตรงนี้ทุกคนถอยทัพหมด อย่างที่ท่านจะเคยได้ยินว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ต่าง ๆ โดยเฉพาะในเรื่องของน้ำมันพอเข้ามาถึงมาเจอปั๊บเขาก็ถอนทัพแล้วไปอยู่ประเทศอื่นดีกว่า แล้วคำว่า เทรดดิง เนชัน ที่เราจะปฏิรูปมันจะไปได้ไหมละ เพราะฉะนั้นตรงจุดนี้การบังคับใช้ กฎหมายจะต้องเสมอภาคครับ รัฐวิสาหกิจที่ทำเพื่อสังคมจะไปยกเว้นไว้ตรงไหนก็เอาแต่อย่า เป็นการยกเว้นรวม เพราะฉะนั้นแล้วพฤติกรรมที่ไม่เป็นธรรมต่าง ๆ ที่จะส่งผลกระทบ ต่อผู้บริโภคซึ่งได้พูดไปแล้วอย่างเช่นในกรณีที่ว่าโฆษณาเกินจริง ต่าง ๆ เหล่านี้ต้องเอากลับเข้ามา อยู่ใน พ.ร.บ. แข่งขันทางการค้า เพราะมันทำให้ ๒ บริษัท เกิดประเภทที่ว่าความไม่เท่าเทียมกัน และความไม่เท่าเทียมกันส่งผลต่อผู้บริโภคด้วย ขณะเดียวกันรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ก็เขียนไว้เข้าใจว่าเป็น มาตรา ๒๖ หรือมาตรา ๒๗ นี้นะ จะต้องลดความเหลื่อมล้ำในตรงนี้ เพราะฉะนั้นการที่จะแก้ไขกฎหมายฉบับนี้มันเท่ากับ ไปปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่ทาง คสช. เขาได้ออกมาด้วยก็เป็นเรื่องสำคัญนะครับ
ในส่วนที่ ๔ คือการสอบสวนดำเนินคดีบทลงโทษ กฎหมายฉบับนี้มีโทษ ทางอาญา ท่านที่เรียนกฎหมายมาก็คงทราบว่ากฎหมายอาญาเวลาขึ้นศาลต้องพิสูจน์ ให้สิ้นสงสัย ถ้าศาลเขาไม่สิ้นสงสัยเขาปล่อยคนผิด ๑๐ คน ดีกว่าขังคนถูกคนเดียว เพราะฉะนั้นถามว่าพยานมาจากไหน พยานมาจากจำเลยครับ กฎหมายฉบับนี้ก็ไม่ได้เวฟ (Wave) เอาไว้ว่าถ้าจำเลยมาให้การที่เป็นประโยชน์ต่อศาลได้รับการยกเว้นโทษไม่ต้องติดคุก ติดตะรางอะไรก็ว่าไป ไม่มีการยกเว้นตรงนี้ไว้ เมื่อไม่มีการยกเว้นตรงนี้ไว้ถามว่าหน้าไหนจะ กล้ามาเป็นพยาน เพราะฉะนั้นกฎหมายที่เราจะปรับปรุงใหม่จะต้องมีเขียนตรงนี้ไว้ถ้าจะ เอาโทษเขาทางอาญา หรือไม่ก็ต้องยกเลิกโทษทางอาญาให้เหลือแต่โทษทางแพ่ง แล้วก็ อาจจะเพิ่มโทษทางปกครองในการที่ว่าหลังจากที่เราตรวจสอบเขาแล้วเขายอมรับผิด ก็เสียค่าปรับมาไม่ต้องดำเนินคดีชั้นศาล อันนี้ก็ต้องมีเอาไว้นะครับ เพราะฉะนั้นใน ๔ เรื่องนี้ คือประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น แม้กระทั่งในเรื่องนโยบายรัฐ ผมแตะนโยบายรัฐนิดหนึ่ง นโยบาย รัฐบางทีอย่างที่บอกว่านักวิชาการเขาเขียนไว้อย่างนี้ครับ เขาบอกว่าปัญหาปัจจัยที่เกิดการ ผูกขาดมันมีอยู่ ๒ เรื่องครับ
คือเรื่องหนึ่ง กฎระเบียบของภาครัฐ ผมก็โยนไปให้ที่ สนช. เขา เขาได้รับการมาร้องเรียนเรื่องอะไร ต้นทุนวัตถุดิบ คือเรามีการ ส่งเสริมบีโอไอ ส่งเสริมให้มีการผลิตวัตถุดิบทางด้านเหล็กซึ่งมีอยู่ไม่กี่บริษัท ส่งเสริมไป ไม่รู้กี่ปีแล้ว เขาก็ผลิตได้ไม่พอที่บรรดาเอสเอ็มอีที่เกิดโตขึ้นทุกวัน เพิ่มจำนวนขึ้นทุกวัน ไม่พอใช้ พอไม่พอใช้ราคาก็ยังสูงอยู่ ทำให้ต้นทุนเขาสูงขึ้น พอต่อมาเขาไปหาแหล่งที่จะ ซัพพลาย (Supply) ตัววัตถุดิบเหล็กของเขาได้จากต่างประเทศ อย่างเช่น ประเทศจีน พอจะนำเข้ามาก็ไปติดขัดในเรื่องนโยบายรัฐเรื่องการส่งเสริมการลงทุน เอาเข้ามาก็จะโดน เอดี (AD) คือแอนไท-ดัมปิง (Anti-dumping) หรือไม่ก็เซฟการ์ด เมเจอร์ (Safeguard major) จะเก็บภาษีเขาอีก ๓๓ เปอร์เซ็นต์ ถามว่าต้นตรงนี้ที่เขาสูงขึ้นขณะเดียวกันผู้ที่ได้รับ การส่งเสริมผลิตไม่พอ ผลิตราคาแพง ถามว่าผู้บริโภคเป็นคนที่ซวยสุดท้าย คือต้องไปใช้ ของแพงโดยที่ตัวเองนึกไม่ถึง จากนโยบายรัฐ จากการที่ไม่เกิดการแข่งขัน อันนี้เป็นสิ่งที่ ควรจะให้เกิดต่อไปหรือไม่ ท่านก็คิดดูแล้วกัน เพราะฉะนั้นในเรื่องของวัตถุประสงค์ต่าง ๆ แล้วก็ข้อเสนอขอให้มีการอาจจะต้องมีกฎหมายฉบับใหม่ที่มาแทน ปี ๒๕๔๒ แล้วแก้ในเรื่อง ต่าง ๆ ที่ได้พูดถึงประเด็นปัญหาไปแล้ว เพื่อให้รูปแบบกฎหมายมีความทันสมัยสอดคล้อง สภาวการณ์ที่เป็นพลวัต ให้ได้มาซึ่งคณะกรรมการ กรรมการในชุดใหม่ตอนนี้กฎหมาย ก็ร่างไว้แล้ว มีเปรียบเทียบกันแล้วของฉบับที่ปฏิรูปกฎหมาย ฉบับของกรมการค้าภายใน กรรมการต่อไปอาจจะเหลือแค่ ๗ คน มีคณะกรรมการสรรหา มีสำนักงานที่เป็นอิสระ นี่คือ การแก้ไขที่ขอปฏิรูปของเรา คณะกรรมการ ๗ คนนี้ให้เลือกกันเองเป็นประธานแต่ว่าต้อง ทำงานฟูลไทม์ คือเต็มกำลัง เต็มเวลา เงินเดือนอาจจะสูงหน่อย แต่คงไม่ใช่ กสทช. ทีแรกวาดภาพไปถึงองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ แต่ปัญหาก็เกิดตรงที่ว่า ทั้ง ๑๖ ปี มีเคส (Case) แค่ประมาณ ๙๔ เคส ผมคิดว่าเสนอให้ใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญนี้คงจะยาก เพราะฉะนั้น กรรมการอิสระคงจะเป็นได้แค่เหมือนกับ คพพ. อันนี้เป็นสิ่งที่กำลังคิดกันไว้ คงจะต้องดีเบท (Debate) กันต่อ คือปรึกษาหารือกันต่อถึงความเหมาะสมในเรื่องนี้ต่อไปในเรื่องของ กรรมการ ขณะเดียวกันเราอยากให้มีการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพและระงับยับยั้ง พฤติกรรมที่ละเมิดกฎหมายได้อย่างทันท่วงที และเกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม เพราะฉะนั้น ประเด็นปฏิรูปหลัก ๆ มันก็ไปสอดรับกับปัญหาที่ได้เสนอท่านประธานได้รับฟังแล้ว เพราะฉะนั้นผู้บังคับใช้กฎหมาย หลักโครงสร้างสำนักงานเป็นองค์กรอิสระ แล้วขณะเดียวกัน กรรมการเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่ปลอดจากการเมืองแล้วผลประโยชน์ทางธุรกิจ แล้วก็เพิ่มภารกิจ ด้านการส่งเสริมด้วย เพราะไม่ใช่ว่าเราจะไปตรวจจับเขาอย่างเดียว ส่งเสริมการแข่งขันด้วย แล้วก็กำหนดระเบียบปฏิบัติด้านความโปร่งใสในการดำเนินงาน เช่น การเปิดเผยข้อมูล ไม่ใช่ว่าไปตรวจสอบหรือตั้งแง่ตรงนี้แล้วข้อมูลปิดหมด ไม่เปิดเผยอะไรเลย เพราะการ ไม่เปิดเผยข้อมูลตรงนี้ล่ะเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันด้วย ในสาระของ กฎหมายให้มีคำนิยามที่ครอบคลุม ในคำนิยามต่าง ๆ ที่ยังเป็นข้อสงสัย เป็นเควสชันมาร์ค (Question mark) อยู่ทุกตัว จะต้องมีคำนิยามออกมา แล้วขณะเดียวกันกำหนดแนวปฏิบัติ ไม่ใช่เป็นแนวปฏิบัติแค่เอ็มโอยู (MOU) มันต้องเป็นแนวปฏิบัติซึ่งบังคับให้เขาปฏิบัติด้วย ถ้าไม่ปฏิบัติตามต้องมีบทลงโทษ การบังคับใช้กฎหมายนั้น รัฐวิสาหกิจที่เคยเว็บก็ต้องยกเลิก ขอบเขตการบังคับใช้กฎหมายต้องให้ครอบคลุมนโยบายและมาตรการของรัฐด้วย เพราะอะไรที่มันขัดแย้งหรือทำให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม อันนี้ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยว แล้วก็ถ้าถูกสอบสวนดำเนินคดีบทลงโทษนั้นให้เพิ่มมาตรการลดหย่อนโทษ เพื่อให้ผู้กระทำผิด ซึ่งเป็นพยานได้รับการยกเว้นตรงนี้จะได้มาสามารถเอาผิดต่อบริษัทได้ ขณะเดียวกันอาจจะ มีโทษทางปกครองอย่างที่ได้ว่าไปแล้ว อันนี้ก็เป็นเรื่องหลัก ๆ แต่จริง ๆ แล้วไม่อยากจะ รบกวนท่านประธานมาก เพราะฉะนั้นในเรื่องของการแก้ไข พ.ร.บ. แข่งขันทางการค้า เป็นแค่เครื่องมือตัวหนึ่งในการที่เราจะไปสู่เทรดดิง เนชัน ที่เราฝันเอาไว้ แล้วเราอยากจะ เพิ่ม ไม่ใช่เป็นเมนูเฟคเจอเรอ (Manufacturer) จากผู้ที่ผลิตสินค้าเอาเซอร์วิส (Service) ขึ้นไปให้มากขึ้น เรายังฝันเห็นว่าถ้าเราสามารถแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ได้ ธุรกิจ การค้า ในเรื่องของการบริการจะเติบโตขึ้นไปไม่น้อยกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำไป เพราะตลาด มันเปิดกว้าง บรรยากาศมันให้ ถ้าเราได้แก้ไขปรับปรุงส่วนต่าง ๆ เหล่านี้ผมคิดว่า ความสำเร็จในการที่เราจะทำให้ประเทศของเราเป็น ๑ ในประเทศที่พูดได้อย่างเต็มปากว่า เทรดดิง เนชันนั้นคือประเทศของเรา ไม่ใช่ฝันลม ๆ แล้ง ๆ เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมก็เสนอท่านประธานในส่วนของการแก้ไขพระราชบัญญัติ แข่งขันทางการค้า ปรับปรุงตรงนี้ให้มันสร้างบรรยากาศในการที่เราจะค้าขายได้ คนของเรา ค้าขายได้ นักลงทุนจากต่างชาติหิ้วกระเป๋าได้ สอดรับกับรัฐธรรมนูญของเรา สอดรับกับ บริบทของโลกนี้ ซึ่งการค้ากระจายไปทั่วไปหมด ต่อไปเราโน เบาน์เดรี (No boundary) คือ ไม่มีขอบเขตทางด้านเรียกว่าประเทศเท่าไร อาเซียนกำลังจะเปิด แต่ขณะเดียวกันการ แข่งขันของเรายังโพรเทคท์ (Protect) หรือว่าคุ้มครองผู้ประกอบการรายใหญ่อยู่ ถ้ายังเป็น อย่างนี้อยู่มันก็ยากในการที่เราจะเปิดประเทศและคนอื่นเขาจูงใจในการที่จะมาสร้าง มาพัฒนาธุรกิจการค้าในประเทศเรา ตลอดจนคนไทยก็จะไม่ได้รับผลพวงในส่วนเรื่องนี้เลย เพราะฉะนั้นผมก็คิดว่าขอให้ท่านประธานได้กรุณาดูตรงนี้ แล้วก็คิดว่าถ้าเราสามารถผ่าน ตรงนี้ไปได้ กฎหมายที่กำลังจะตามมาจะทำให้เราเป็นเทรดดิง เนชัน และบรรลุในการที่เรา จะลดความเหลื่อมล้ำในการประกอบการต่าง ๆ สร้างประโยชน์ให้กับผู้บริโภคและนำเงิน เข้าประเทศอย่างจริงจังและกระจายรายได้ครับ กราบขอบพระคุณครับ