เกริกไกร จีระแพทย์ หารือเรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีภาพรวมของการปฏิรูป และเรียกร้องให้สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการนี้ โดยเสนอแผนการปฏิรูปที่ครอบคลุม 4 เรื่อง ได้แก่ การปรับปรุงยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาในสถานการณ์ที่มีข้อจำกัดและความท้าทาย โครงสร้างเศรษฐกิจไทย และความสามารถในการแข่งขันของไทย โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับปรุงและปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ เพื่อให้ไทยมีบทบาทและเจริญรุ่งเรืองในอนาคต โดยต้องคำนึงถึงปัญหาทั้งภายในและระหว่างประเทศ รวมถึงความสามารถและความฝันของประเทศ
กราบเรียน ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ท่านประธานครับ ผมมองไปข้างล่างแล้ว ผมอยากจะขอให้ท่านประธานเมตตาใช้สำนวนของท่านบวรศักดิ์ กดออดให้แสดงตน และลงมติเลยครับ จะได้มีคนเข้ามาเยอะ ๆ กระผมไม่ทราบว่าการพูดกับร่างกายที่ไม่มี จิตวิญญาณกับจิตวิญญาณที่ไม่ปรากฏร่างกายอันไหนจะสนุกกว่ากัน ผมหวังว่าจะมี ท่านสมาชิกเข้ามามาก ๆ ในเวลาอันรวดเร็วนะครับ ท่านประธานครับ วันนี้กรรมาธิการ ที่มีชื่อยาว ๆ นี้นะครับ ผมเรียกว่าเศรษฐกิจ ๒ ได้มีเกียรติมาเสนอวาระ ๓ วาระด้วยกัน กระผมคิดว่าก่อนที่ผมจะให้ท่านประธานอนุกรรมาธิการทั้ง ๓ คณะได้มีโอกาสแสดงความ อันเป็นสาระสำคัญของทั้ง ๓ วาระนั้น กระผมในฐานะกรรมาธิการขอกระทำในสิ่ง ๒ สิ่ง ที่ผมคิดว่าพึงกระทำ นั่นก็คือการทำให้เกิดภาพ เห็นภาพรวมของการปฏิรูปในเชิงเศรษฐกิจ ที่เราคิดอยู่ในใจและที่เราเคยเสนอไว้ เมื่อวานซืนนี้ท่านประธานกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง คณะแรกนั้น ได้เสนอกรอบใหญ่ไปนิดหนึ่ง แล้วก็มีการรวมถึงการทำงานของทั้ง ๒ คณะว่ามีอะไรบ้าง กล่าวคือในเรื่องของแมคโคร อีโคโนมิก (Macro economic) นั้นก็มีการเงิน การธนาคาร ในเรื่องของอัตราดอกเบี้ย การแลกเปลี่ยนสถาบันการเงิน การคลังก็มีเรื่องของภาษีอากร เรื่องของการงบประมาณจิปาถะแล้วก็มาถึงเรียล เซคเตอร์ (Real sector) แต่เรียล เซคเตอร์นั้น กระผมขอเรียนสั้น ๆ อย่างนี้ครับว่ามิได้มีเพียง ๓ ประเด็นที่ปรากฏอยู่บนโต๊ะในขณะนี้เท่านั้น ผมก็นำให้ท่านได้มองเห็นถึงภาพรวมเสมือนหนึ่งเป็นภาพที่เห็นนกบนอากาศ ผมหวังว่าผมจะพาท่าน ไปดูป่า แต่ไม่ใช่พาท่านเข้าป่า ถ้าผมเข้าป่าเมื่อไรท่านก็ดึงผมออกจากป่าก็แล้วกัน เราควรจะเข้าไปในป่า เพื่อเห็นดอกไม้ แต่ไม่ใช่เห็นดอกไม้แล้วถึงไปเห็นป่า กับการปฏิรูปเศรษฐกิจนั้นมีมากกว่า ที่ปรากฏให้เห็น แล้วกำลังจะทยอยออกมา ผมขอเรียนอย่างนี้ครับ เรามาจากรัฐธรรมนูญ ใน ๖ ประเด็นหลัก ๖ ประเด็นหลักนั้นมีประเด็นทางขวามือข้างล่าง คือเรื่องของเศรษฐกิจ ขจัดความเหลื่อมล้ำ ความยั่งยืน และความสามารถในการแข่งขัน นี่เป็นโจทย์ใหญ่ของเรา ทีนี้เรามาจากไหน ผมคิดว่าเรามาจากสะพานหัวช้าง ที่โรงแรมเอเชียนั้นเรามาจากสะพานหัวช้าง เราก็มีวิสัยทัศน์ ๓ ประการด้วยกัน คือ มั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน นี่คือที่มาของแนวความคิด ที่ไหลลงมาเป็นระลอก ๆ จนกระทั่งถึงสิ่งที่ผมจะกราบเรียนท่าน ผมคิดว่าดอกเตอร์สุวิทย์ เมษินทรีย์ กับท่านดอกเตอร์สีลาภรณ์ บัวสาย ได้เปลี่ยนใจเปลี่ยนความคิดล้างสมองเรา เรียบร้อยแล้วว่า มันมีแค่ยุทธศาสตร์ ๔ อันเท่านั้น อย่าไปคิดฟุ้งออกไปตรงนี้ ในยุทธศาสตร์ ๔ อันที่มาจากความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืนนั้นก็จะมีก้อนหนึ่งอยู่ที่คำว่า สร้างพลังขับเคลื่อน เศรษฐกิจยุคใหม่ สีเขียวทางซ้ายมือท่าน และที่สะพานหัวช้าง ที่เอเชียโฮเทลนั้นเราก็ออกมา เป็น ๓๖ วาระปฏิรูป และ ๗ วาระพัฒนา ผมขอเรียนว่าอันนี้เป็นการแสดงความคิดเห็น ของทั้งหมด ๒๕๐ ท่าน มันก็เกิดการประนีประนอมความคิดออกมา บางอย่างอาจจะหลุดไป บางอย่างอาจจะเข้ามาไม่สมบูรณ์ แต่ขณะนี้ก็คือ ๓๖ วาระปฏิรูปกับ ๗ วาระพัฒนา ในจำนวนนี้เราก็ตัดจากกลุ่มใหม่กลายเป็น ๘ กลุ่ม ในเรื่องของเศรษฐกิจผมสรุปสั้น ๆ ว่า มันจะเข้ามาใน ๒ ก้อนใหญ่ด้วยกัน
ก้อนที่ ๑ คือก้อนที่ได้เสนอไปแล้วเมื่อวานกับวานซืนนี้อยู่ทั้งหมด ๔ เรื่อง สำคัญ
ก้อนที่ ๒ ที่ท่านกำลังจะดูในวันนี้คือก้อนเศรษฐกิจ ๒ ๓ เรื่องใหญ่ด้วยกัน แล้วก็มีวาระที่เกี่ยวกับการพัฒนาอีกจำนวนหนึ่งที่เกี่ยวพันกับเศรษฐกิจ ๒ ผมคิดว่ามันจะ เกี่ยวพัน ทั้ง ๆ ที่ขณะนี้ยังมีประเด็นไม่ค่อยชัดเจนว่าเราจะหมายถึงอะไร แล้วจะไปอยู่ที่งาน ของคณะกรรมาธิการไหน ทั้ง ๗ เรื่องนั้นก็มีเรื่องของความเป็นเซนเตอร์ ออฟ เอกเซลเลนท์ (Center of excellent) เป็นศูนย์กลางของความดีเลิศในการผลิต ในการประกอบกิจการ บริการธุรกิจต่าง ๆ เรื่องของโลจิสติกส์ (Logistics) เรื่องของการพัฒนาเศรษฐกิจเชิงพื้นที่ และเรื่องของกลไกในการพัฒนาใหม่ ความคิดเหล่านี้มาอย่างไร ก็มาจากการระดมสมองที่ โรงแรมเอเชีย แต่ผมขอเรียนว่าระหว่างการระดมสมองซึ่งออกมาเป็นวิสัยทัศน์ ๓ ประการ ยุทธศาสตร์ ๔ ประการ ๓๖ วาระปฏิรูป ๗ วาระพัฒนานั้นมีการยึดโยงและมีการเคลื่อนย้าย เคลื่อนไหว ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่กรรมาธิการคณะที่ผมเป็นประธานอยู่เสนอไปยัง คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม เราเห็นถึงความสอดคล้องกันของ แนวคิดในการพัฒนาเศรษฐกิจในเชิงต่าง ๆ เพราะฉะนั้นจึงไม่เป็นเรื่องที่ประหลาดใจว่า เราสามารถจะแปลงยุทธศาสตร์ที่เกิดจากสะพานหัวช้างกับที่เสนอโดยคณะกรรมาธิการ คณะนี้ใน ณ ที่แห่งนี้เมื่อเกิดขึ้น เราได้มองปัญหาทั้งความท้าทายของเศรษฐกิจไทย ทั้งภายในและระหว่างประเทศ ผมขอเรียนเพื่อฟื้นความจำท่านนิดหนึ่ง เพราะตัวนี้จะเป็นตัว ที่ทำให้เกิดทิศทางเป้าหมายที่เราอยากจะไปในอนาคต เราต้องไม่ลืมว่าเราพึ่งพิงการส่งออกมาก สั้น ๆ ประโยคเดียวแค่นี้ ๖๕ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) นั้นมาจากการส่งออก ตลาดภายใน เราเล็ก ๖๔-๖๕ ล้านคน ทรัพยากรธรรมชาติเราก็ไม่มีสมบูรณ์ เหล็กเราก็ไม่มี โลหะหนักเราก็ไม่มี เราแข่งขัน ได้น้อยลง เรามีนวัตกรรมที่ต่ำ จิปาถะเหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาที่เราจะต้องเข้าไปหาทางปรับปรุง แก้ไขให้ได้ ถ้าเราอยากจะเป็นประเทศที่มีบทบาทและมีความเจริญรุ่งเรืองในอนาคต ในระหว่างประเทศนั้นเราก็อยู่ท่ามกลาง เมื่อเราพึ่งพิงการส่งออกเราก็ต้องพึ่งพิงสิ่งที่เป็น ปัจจัยภายนอกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแข่งขัน เรื่องของการเปลี่ยนแปลง เรื่องของปัญหาโลกร้อนจิปาถะนะครับ รวมทั้งเรื่องของเราจะต้องมีคู่แข่งมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นจากปัญหาทั้งภายในและระหว่างประเทศนั้นเราจึงเป็นที่มาของสิ่งที่เรียกว่า จำเป็นต้องปรับปรัชญาเศรษฐกิจ และจำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์ โดยการมองถึงประเด็น ทางโลกและทางภายใน โดยเกิดเป็นข้อเสนอเศรษฐกิจภายในขึ้นเป็นจำนวนหนึ่ง ผมคิดว่า ขณะนี้ผมลดแล้วเหลือประมาณทั้งหมด ๑๗ บวก ๗ ก็จะเหลือ ๑๒ บวก ๒ บวก ๒ อะไรทำนองนั้นนะครับ ท่านประธานครับในการแปลงแนวความคิดยุทธศาสตร์มาเป็น แนวคิดเพื่อทำการปฏิรูปนั้นมันจำเป็นจะต้องมีจุดยึด แล้วก็จำเป็นจะต้องคำนึงถึงความสามารถ หลัก ๆ ของเรา รวมทั้งความฝันที่เราอยากจะไป ผมเรียกให้มันเป็นลิเกหน่อยเป็นความ ปรารถนาของหัวใจ เราอยากจะไปอะไร ไปไหน แล้วเราจะต้องมองถึงความเป็นไปได้ว่า มันจะต้องอยู่ในวิสัยที่จะทำได้ คือมีฟีสซิบิลิตี (Feasibility) แล้วก็ขณะเดียวกันต้อง มีความทะเยอทะยานในตัวมันเองด้วยนะครับ มิฉะนั้นแล้วเราก็จะดีขึ้นไม่ได้
ประเด็นต่อไปที่ผมอยากกราบเรียน เราอาจจะคิดได้จากปัญหา จากความ ท้าทาย จากวิชัน (Vision) จากยุทธศาสตร์ แต่เราไม่อาจจะทำได้ทุกอย่าง เพราะว่า เงื่อนเวลาที่ปรากฏกับกำลังความสามารถเครื่องมือที่มีนะครับ แล้วเราจะต้องตอบโจทย์ บางอย่างที่เป็นหัวใจของปัญหา
โจทย์ของเราประการที่ ๑ โครงสร้างเศรษฐกิจไทยมีปัญหา ผมเคยนำเสนอ รูปนี้ในลักษณะหนึ่ง ท่านจะเห็นว่าเรากำลังใช้แรงงานแต่ไม่ได้ใช้ปัญญาเท่าไรนัก เรากำลัง ขาดทิศทางและยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน เรามีผลิตภาพที่ต่ำ แล้วก็มีผลการตอบแทนจากการ ลงทุนต่ำ ถ้าเป็นภาษาธุรกิจก็ต้องเอา เรท ออฟ อินเวสท์เมนท์ (Rate of investment) กลับมาไม่คุ้มค่าที่เราลงไปเท่าที่เราอยากจะให้เป็น เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าในสัดส่วนของจีดีพี ๑๒ เปอร์เซ็นต์นั้นมาจากคน ๔๐ มาจากเกษตร ซึ่งใช้แรงงาน ๔๐ เปอร์เซ็นต์นั้น ทำผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้น ๑๒ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้มีสิ่งที่ต้องคิดและต้องทำ ต้องปรับได้เยอะ เดี๋ยวท่านประธานคณะอนุกรรมาธิการการเกษตรคงจะมาชี้แจง ในรายละเอียดว่าเราจะทำอย่างไรถึงจะให้ ๑๒ เปอร์เซ็นต์ ๑๔ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ เปอร์เซ็นต์นี้ สร้างแรงงาน สร้างผลงานให้มากกว่า ๑๒ เปอร์เซ็นต์ในจีดีพี เราจะมีกลไกอย่างไรบ้าง แนวคิดควรจะปรับอย่างไร ในกรอบของการจ้างงานทางภาคอุตสาหกรรมนั้น ๑๔ เปอร์เซ็นต์ของแรงงานทั้งหมดสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นได้ ๓๗ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้ถ้ามอง ลึกเข้าไปในไส้แล้วก็จะเห็นว่า ๑๔ เปอร์เซ็นต์นั้นทำอะไรที่ควรจะได้มากกว่านั้นหรือเปล่า หรือว่าทำแต่ของที่มีราคาผลตอบแทนต่ำ เราน่าจะได้ผลประโยชน์ในประเทศมากกว่านั้น หรือไม่ ถ้ามองเข้าไปในอุตสาหกรรมที่ทำอยู่นั้นมันก็จะปรากฏหลายตัวที่เป็นการรับจ้าง เราใช้แรงงานเข้าไปแลกเปลี่ยนแล้วผลประโยชน์ส่วนใหญ่ไปอยู่กับต่างประเทศ เราจะทำอย่างไรถึงจะทำให้สมรรถนะของแรงงานจำนวนนี้สร้างผลประกอบการที่สูงขึ้น มีค่าที่สูงขึ้น และให้ผลประโยชน์กับแผ่นดินนี้มากขึ้น และทางซ้ายมือแรงงาน ๔๖ เปอร์เซ็นต์ในภาคบริการนั้นสร้างรายได้ให้เกิดขึ้น จีดีพีเกิดขึ้น ๕๑ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่น่าดีใจอัตราส่วนเหมือนกับจะ ๑ ต่อ ๑ แล้ว แต่ว่าถ้ามองเข้าไปในไส้ในแล้ว เราก็จะเป็นบริการที่ไม่มีราคาค่างวดเท่าไรนัก แล้วก็ใช้ทรัพยากรค่อนข้างจะไม่คุ้มค่า แล้วก็ ไม่บันยะบันยังจนอาจจะนำไปสู่ประเด็นของความเสื่อมโทรมทางสิ่งแวดล้อมได้ นั่นคือ ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจไทยนะครับ และในแต่ละภาคผมคงไม่กราบเรียนให้เสียเวลาท่าน ทีนี้โครงสร้างของธุรกิจไทยนั้นท่านจะเห็นว่าธุรกิจไทยในภาคของการผลิตนั้น เกือบทุกภาค เกษตรด้วย เรามีเอสเอ็มอี (SMEs) อยู่ประมาณ ๒,๘๐๐,๐๐๐ ราย ตัวเลขล่าสุด ในจำนวนนี้ เป็นที่เรียกว่าใหญ่ ๆ ๗,๐๐๐ ราย เป็นกลาง ๆ ๑๕,๐๐๐ ราย ที่เหลือเป็นระดับย่อย ที่จดทะเบียนไม่จดทะเบียนอีกรวมกันแล้วก็เกือบ ๙๗ เปอร์เซ็นต์ ๙๘ เปอร์เซ็นต์ ๙๙ เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนทั้งหมด ประเด็นก็คือว่าเราจะทำอย่างไรถึงจะทำให้ ๒,๗๐๐,๐๐๐ รายเหล่านี้ ซึ่งมีเกษตรกรอยู่จำนวนมากเติบโตขึ้นจากเอส (S) อาจจะมีไมโคร (Micro) เป็นเอส สมอล (S Small) เป็นมีเดียม (Medium) เป็นแอล (L) และออกไปเป็นผู้ เล่นในระหว่างประเทศได้อย่างไร นี่คือประเด็นที่ ๒ เป็นโจทย์ที่เราอยากจะแก้นะครับ
อันที่ ๓ ก็คือความสามารถในการแข่งขันของไทย ผมไม่ซ้ำนะครับเพราะเรา พูดได้มากมายแล้ว ทีนี้ถ้ามองสิ่งเหล่านี้แล้วผมไม่อยากจะให้มองด้วยความหดหู่ เพราะว่า เราก็มีจุดแข็งของเรามากมาย สิ่งที่เป็นจุดแข็งของเราก็คือภาคเอกชน เรามีส่วนผสม เศรษฐกิจที่ดี ผมเชื่อว่าในภูมิภาคของอาเซียน (ASEAN) ไม่มีใครมีส่วนผสมเศรษฐกิจที่ดี เท่าเรา เราเป็นผู้ผลิตอาหารอันดับ ๑ ของโลกติดท็อปไฟว์ (Top five) หลายอย่าง ข้าว ยาง มัน น้ำตาล อาหารทะเลกระป๋อง เรือประมงเรามีกองทัพเรือประมงลำดับ ๗ ของโลก เรามีสินค้าบริโภคอุปโภคที่สมบูรณ์ แม้เราจะขาดทรัพยากรธรรมชาติบางอย่าง แต่เราสามารถอยู่ได้ พึ่งพาตนเองได้ ปิดประเทศก็ได้ แต่เราจะปิดไปทำไมครับ ในเมื่อแผ่นดินนี้เป็นแผ่นดินที่สามารถสร้างรายได้ สร้างความเจริญได้ เราเป็นผู้ส่งอาหาร อันดับต้น ๆ ของโลกนะครับ เรามีเครือข่ายการคมนาคมที่ใช้ได้ มีประชากรที่ไม่เล็กเกินไป ไม่น้อยไม่ใหญ่เกินไปนัก แล้วก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกทางสังคมที่ดี มีวัฒนธรรมที่มีไมตรีจิต และที่สำคัญเราอยู่ในชัยภูมิที่ดีมาก ๆ ใครไปใครมาได้สะดวกถ้าเราทำให้มันดี เพราะฉะนั้น นี่คือจุดแข็ง จากสิ่งเหล่านี้เราก็คิดว่าถ้าเช่นนั้นแล้วในกรอบของภาพเศรษฐกิจรวม เรามองเห็นอะไร เราอยากจะเอาอะไรเป็นจุดยึด ผมขอใช้คำว่าเทรดดิง เนชัน (Trading nation) เป็นจุดยึด ท่านจะเห็นว่าทำไมถึงใช้เทรดดิง เนชัน ผมคิดว่าสิ่งที่ทำเงิน ทำรายได้ ทำความเจริญนั้น ให้กับสังคมต่าง ๆ เศรษฐกิจต่าง ๆ คือการค้า คือธุรกิจการค้า ไม่ได้เป็นการผลิตอย่างเดียว นะครับ ผลิตอย่างเดียวยังไม่พอ มันจะต้องมีประกอบด้วยเป็นธุรกิจ เป็นการค้า เป็นการ แลกเปลี่ยนหลายอย่างด้วยกัน
ประการที่ ๒ คำว่าเทรดดิง เนชันใช้โดยรัฐบาล หลายคำนี้ใช้โดยรัฐบาล เพราะฉะนั้นถ้าหากเราใช้คำที่เข้าใจร่วมกันระหว่างรัฐบาล สังคม และในสภานี้ ผมคิดว่า น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นคิดที่ดี เพราะฉะนั้นกรอบความคิดของความเป็นเทรดดิง เนชัน จึงประกอบด้วย ๖ เสี้ยวใหญ่ ๆ มันอาจจะไม่สมบูรณ์นะครับ ท่านช่วยเติมเต็มหน่อย
เสี้ยวที่ ๑ คือเรื่องของปรัชญาทางเศรษฐกิจและนโยบายเศรษฐกิจ เรื่องนี้ เราจำเป็นต้องมีนโยบายที่เปิดเสรี แล้วก็เป็นธรรม เพราะว่าถ้าเราจะเป็นผู้ค้าผู้ขายแล้ว นโยบายเศรษฐกิจเราปิดไม่ให้เขาเข้ามาขาย ไม่ให้เขาเข้ามาประกอบการ ผมคิดว่าไม่รู้เราจะ เป็นเทรดเดอร์ (Trader) ไปได้อย่างไร
อันที่ ๒ มันจำเป็นจะต้องมียุทธศาสตร์ของชาติที่มีความทันสมัยวิชันนารี (Visionary) ล้ำสมัย มองไปข้างหน้าแล้วก็มีความต่อเนื่อง มีกลไกปรับเปลี่ยนที่ดีนะครับ รวมทั้งจะต้องทำให้เกิดการแข่งขันพร้อมที่จะแข่งขันและต้องเชื่อว่าเราสามารถแข่งขันได้ ในโลกนี้นะครับ นี่คือจุดที่เราคิดว่ามันเป็นแนวนโยบายพื้นฐานของรัฐและขอให้ใส่ไว้ ในรัฐธรรมนูญ เรากำลังจะตรวจสอบว่า ๓ ประเด็นนี้อยู่ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ อย่างไร แล้วก็ จะเป็นประเด็นหนึ่งที่จะเสนอหลังจากนี้คือเรื่องของคอมเพททิชัน ลอว์ (Competition law) ถ้าเราจะเป็นประเทศที่ค้าขายนั้นเราจำเป็นจะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎระเบียบของ การแข่งขันที่เอื้อต่อทุกคนให้เกิดความเป็นธรรม แล้วจำเป็นจะต้องมีรัฐวิสาหกิจที่มี ความสามารถ มีความรับผิดชอบและแข่งขันบนพื้นฐานเดียวกัน นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นผ่านไปแล้ว เมื่อวานนี้นะครับ ท่านจะเห็นว่าในเสี้ยวแรกนั้นมันจะเป็นเรื่องแนวนโยบายของรัฐ แนวความคิดปรัชญาแล้วก็มีเรื่องที่ท่านต้องพิจารณาอีกเรื่องหนึ่งแล้วในหลังจากนี้ไปนะครับ
ในเสี้ยวที่ ๒ ถ้าเราอยากจะเป็นเทรดดิง เนชัน สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งคือเราต้อง เป็นโปรดัคชัน เบส (Production base) และเป็นโปรดัคชัน เอ็กเซลเลนท์ (Production excellent) ของโลกให้ได้ เรากำลังมองถึงเรื่องของโปรดัคชัน เอ็กเซลเลนท์ ในเรื่องของ เกษตร เราจะทำอย่างไรให้เกษตรกรนั้นกลายเป็นผู้ประกอบการ เราทำอย่างไรจึงจะให้ เกษตรกรเป็นเถ้าแก่ คงดูพิลึกแต่หล่อน่าดูนะครับ ทำอย่างไรถึงจะให้สินค้าหลาย ๆ ตัว ของเรานั้นเป็นพระเอกขึ้นมาได้ ขณะนี้เรามียานยนต์ มีเรื่องท่องเที่ยว มีเรื่องของบริการ ทางการแพทย์ สาธารณสุขจิปาถะนะครับ เรากำลังดูสิว่ามันจะมีตัวใหม่ ๆ อะไรหรือไม่ที่เรา จะก้าวต่อไปได้ เราจะต้องทำประเทศนี้ให้เป็นสังคมที่มีผู้ประกอบการขึ้นมามาก ๆ ไม่ใช่ เป็นเพียงแต่มนุษย์เงินเดือนเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นวันนี้จึงจะมีประเด็นที่ ๓ ที่จะขอให้ท่าน ได้พิจารณาคือเรื่องของสังคมผู้ประกอบการ หัวใจหลักคือทำอย่างไรจึงจะให้ผู้ประกอบการ มี จิตวิญญาณเหล่านี้เกิดขึ้นในหมู่คนไทยด้วยกันโดยเฉพาะคนที่กำลังจะเข้ามาในสังคม การทำงานและประกอบการในอนาคต และทำอย่างไรถึงจะทำให้ผู้ประกอบการที่มีอยู่แล้ว ในขณะนี้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ รายเกือบ ๓,๐๐๐,๐๐๐ รายนั้นสามารถเจริญเติบโตมีความกล้า แข็งขึ้นมาเป็นพลังทางเศรษฐกิจได้
เสี้ยวที่ ๓ เราจะเป็นเทรดดิง เนชัน เราจะมีเศรษฐกิจที่ดีไม่ได้ถ้าสิ่งแวดล้อม ทางเศรษฐกิจนั้นไม่เปิด ไม่เอื้อ และไม่อำนวยนะครับ ในตัวนี้ผมยกตัวอย่างให้เห็นอยู่ ๔-๕ ประการด้วยกัน ๑. คือสิ่งที่ได้เกิดขึ้นแล้วเมื่อวันจันทร์ วันอังคาร นะครับ เรื่องของ ระบบภาษี เรื่องของระบบงบประมาณ เรื่องของความร่วมมือ และเรื่องของการเงิน ตลาดทุน จิปาถะ นโยบายการเงินการคลังที่ให้ความมั่นใจในเรื่องของเสถียรภาพ ขณะเดียวกันก็ให้ความมั่นใจว่าเราสามารถจะแข่งขันได้ นี่เป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศ ทางธุรกิจในเชิงมหภาคที่ควรจะมี
ประเด็นต่อไปคือเรื่องของกัฟเวอร์แนนซ์ (Governance) ผมไปเรียกว่า บรรษัทภิบาล เรื่องของการมีความธรรมาภิบาลในการเป็นรัฐบาล ในหมู่ผู้ประกอบการ ในหมู่เอกชนและในหมู่ราชการ กฎหมายต้องมีการบังคับใช้ที่ดี ประเด็นนี้เหมือนกับไม่ใช่ เศรษฐกิจแต่เศรษฐกิจอาศัยสิ่งเหล่านี้มาก เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการไม่ว่าจะเป็น ร่างรัฐธรรมนูญก็ดีหรือคณะกรรมาธิการเรื่องคอร์รัปชัน (Corruption) ของท่านประมนต์ก็ดี หรือเรื่องของบริหารราชการแผ่นดินก็ดี ล้วนมีบทบาทอย่างยิ่งที่จะทำให้ประเทศไทยนี้เป็น เทรดดิง เนชัน ที่ดีและสำเร็จ ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้มันก็คงไม่ไปไหนนะครับ
ประเด็นต่อไปคือเรื่องของการให้ความสะดวกทางการค้า ประเทศไทย มีลีดดิง (Leading) ของความสะดวกในการทำธุรกิจอยู่อันดับที่ ๒๖ ของโลก ไปติดขัดที่ต้อง ใต้โต๊ะบ้าง เรื่องหนึ่งผ่านไป ๓๐ หน่วยงาน ๓๐ โต๊ะ ไปแล้วไปมา กลับไปแล้วกลับไปเล่า สิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องแก้ไขครับ ต้องมีการปรับระเบียบให้มันน้อยที่สุด สะดวกที่สุด แล้วก็มี ข้อมูลดาตา อินฟอร์เมชัน (Data information) ที่สมบูรณ์ที่สุด เมื่อวานนี้ท่านศักรินทร์ ประธานเอสจีไอ (SGI) ได้เชิญผมไปร่วมประชุมด้วย เรื่องเกี่ยวกับการทำบิ๊ก ดาตา (Big data) ผมคิดว่าตัวนี้สำคัญมาก ถ้าเรายังไม่มีตัวนี้ ผมเชื่อว่าความเป็นเทรดดิง เนชัน ของเรานั้นอาจจะไม่ราบรื่นเท่าไรนัก
เสี้ยวที่ ๔ ข้างล่าง ตรงประมาณหนึ่งทุ่มของนาฬิกาเอาท์วาร์ด อินเวสท์เมนท์ (Outward investment) ถ้าเราอยากจะเป็นเทรดดิง เนชัน เราจะต้องมีเครื่องมืออันหนึ่ง ก็คือเรื่องการลงทุนไปยังต่างประเทศเพื่ออะไร เพื่อ ๑. ไปหาทรัพยากรทั้งแรงงาน พลังงาน วัตถุดิบจิปาถะ อันที่ ๒ คือไปสร้างแหล่งผลิตที่นั่นเพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของเขา เป็นตลาด ของเรา ขยายตลาดแล้วก็ไปใช้สิทธิประโยชน์ที่เขาได้รับจากต่างประเทศ เช่น ซีแอลเอ็มวี (CLMV) ได้สิทธิประโยชน์จากยุโรป จากประเทศสหรัฐอเมริกา เราไปเป็นส่วนหนึ่ง เป็นคนของเขาในการไปลงทุน แล้วเราก็ได้สิทธิประโยชน์นั้นเพราะมันเข้าข่ายเรื่องเรียกว่า รูล ออฟ ออริจิน (Rule of origin) แหล่งกำเนิดสินค้า ตัวนี้เป็นประเด็นสำคัญมาก ผมได้เชิญส่วนราชการและผู้ใหญ่พูดเรื่องนี้ ทุกคนเห็นพ้องต้องกันหมด ประเด็นคือจะผลัก อย่างไรต่อไป แล้วเราจำเป็นจะต้องทำให้คนของเราในประเทศนี้เป็นมนุษย์สากล นี่คือที่มา ของข้อเสนอว่าเราจะทำให้เป็นสังคม ๒ ภาษาได้อย่างไร
เสี้ยวต่อไปประมาณสามทุ่มหรือ ๙ โมงเช้านี่ล่ะ คอนเนคทิวิตี(Connectivity) ถ้าเราจะเป็นเทรดดิง เนชัน เราต้องมองเห็นว่าประเทศไทยเหมือนประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ท่านไปยุโรปมาเยอะ ท่านจะเห็นว่ามันเป็นทางผ่านของมนุษย์ไปเหนือ ใต้ ซ้าย ขวา ตัวเขาเองก็ทำตัวเป็นมนุษย์ที่มีการค้าขาย มีทั้งการผลิตที่ตั้งแต่เกษตรกรรมไปจนกระทั่งถึง นาฬิกาเรือนละเป็นล้านล้านบาท เลี้ยงวัวกินหญ้า รีดนมวัว ทำเนย ทำช็อกโกแลต จากช็อกโกแลตไปเป็นอะไร ข้าง ๆ แม้กระทั่งน้ำก็ยังขนมาขายในโลกต่าง ๆ ได้ด้วยราคา ที่สูงมาก เพราะฉะนั้นถ้าเราทำอัลโลว์ (Allow) ตัวของเราให้เป็นจุดเชื่อมโยงทั้งทางด้าน โลจิสติกส์ อินฟราสตรัคเจอร์ (Infrastructure) การค้าการผลิต ผมเชื่อว่าความเป็นเทรดดิง เนชัน นั้นจะดีขึ้นมาได้ จะเป็นไปได้
แล้วก็เสี้ยวสุดท้ายที่ปรากฏก็คือเรื่องของการทำให้เศรษฐกิจนี้เป็นเศรษฐกิจ ที่ใช้ดิจิทัลไลเซชัน (Digitalization) ให้เกิดขึ้นนะครับ และเป็นเซอร์วิส อีโคโนมี (Service economy) เป็นเซอร์วิซที่มีมูลค่าธุรกรรมทางการเงิน การแลกเปลี่ยน ตลาดทุน ทั้งหลายทั้งปวง ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องมีความเข้าใจในเรื่องนี้ดี ท่านประธานครับนี่คือ กรอบภาพใหญ่ที่ผมเองอยากจะให้ท่านได้เห็นว่าเราอยู่ในเสี้ยวพวกนี้หมดนะครับ ไม่มีอะไร ที่เราตั้งใจจะลืม อาจจะลืมเพราะสติปัญญาไปไม่ถึง เวลาไม่ให้ แต่ไม่ได้ตั้งใจจะลืมอะไรเลย และที่เสนอในวันนี้และจะเสนอในอนาคตนั้นก็จะเป็นสิ่งที่ประกอบกันในภาพกรอบของ ความคิดที่ผมได้เสนอไปเมื่อวินาทีที่ผ่านมา ทีนี้ยกตัวอย่างนะครับท่านประธานครับก่อนที่จะ ไปถึงวาระแรกที่ขอเสนอก็คือว่ายกตัวอย่างเช่นคำว่า เซนทราลิตี ออฟ อาเซียน (Centrality of ASEAN) ที่เป็นเสี้ยวของบรรยากาศนั้นมันเป็นโยงใยอันหนึ่งซึ่งจะเป็นจิกซอว์ (Jigsaw) อันหนึ่งออกมา การเป็นเซนทราลิตี หรือเป็นฮับ ออฟ อาเซียน (Hub of ASEAN) นั้น เรากรรมาธิการเห็นว่ามันควรจะต้องมีอย่างน้อยอยู่ ๔ ประเด็นหลักที่เราต้องให้ความสนใจ
อันที่ ๑ สำคัญมากก็คือนโยบายเศรษฐกิจกับนโยบายระหว่างประเทศ เราต้องทำตัวของเราให้เป็นตัวเชื่อม เขาเรียกว่า ลิงค์ พิน (Link pin) ระหว่างประเทศต่าง ๆ อันที่ ๑ ต้องทำให้อาเซียน เออีซี (AEC) ที่เราบอกว่าจะเกิดขึ้นภายในวันที่ ๑ มกราคม ปีหน้านั้น ไม่ใช่เพียงแต่เกิดขึ้นจริงครับ มันเกิดขึ้นแล้ว มันเกิดขึ้นมา ๑๐ กว่าปีแล้วตั้งแต่ ปี ๑๙๙๕ ที่เราเริ่มอาฟตา (AFTA) อาเซียน ฟรี เทรด แอเรีย (ASEAN Free Trade Area) มันเกิดขึ้นแล้ว และเรื่องสินค้ามันสำเร็จไปแล้วเมื่อประมาณสำหรับอาเซียน ๖ ประเทศนั้น เมื่อ ๔-๕ ปีที่แล้ว และปีนี้ทุกประเทศเข้ามาหมด ๙๙ เปอร์เซ็นต์ของสินค้าที่ค้าขายกันมีอัตราภาษี ที่ ๐ เปอร์เซ็นต์ ยกเว้นข้าว ปาล์มน้ำมัน น้ำตาล อันเป็นเรื่องที่เซนซิทีฟ (Sensitive) สำหรับหลายประเทศนะครับ ผมคิดว่าเราจำเป็นต้องทำให้การก้าวสู่ความเป็นประชาคม อาเซียน แต่ในนามนั้นมีนัยสำคัญและมีเนื้อหาสาระข้างใน เราจึงจะเป็นประโยชน์ ที่ผมพูด อย่างนี้เพราะว่าประเทศไทยจะเป็นผู้ซึ่งเหยียบเบรกเสียเอง ถอยหลังเสียเอง เรื่องปาล์ม น้ำมันเราก็ใส่เข้าไปเป็นพระเอก เราก็ดึงถอยกลับมา เพราะฉะนั้นเกษตรกรก็โล่งอก แต่ว่า มันไปกระทบกระเทือนถึงสมดุลของการเปิดเสรีของประเทศ และความน่าเชื่อถือมากนะครับ
ประเด็นที่ ๒ ผมว่าในเรื่องของจีเอ็มเอส (GMS) เกรทเตอร์ แม่โขง ซับรีเจียน (Greater Mekong Subregion) เราจำเป็นต้องเข้าไปเป็นพระเอกในการพัฒนาแล้วก็ดึงเขา เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของตลาดเรา รวมทั้งเอาเข้าเป็นฐานการผลิตเพื่อให้เรามีแรงต่อรอง มีพลังทางเศรษฐกิจทรัพยากรเพิ่มขึ้นนะครับ นอกจากนั้นความเชื่อมโยงกับเรา กับมหาอำนาจ ทางเศรษฐกิจอย่างประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลี ประเทศจีน ประเทศอินเดีย มันเป็นตลาดมหาศาลนะครับ ที่ผมกล่าวนามมาทั้งหมดนี้ ๓,๐๐๐ ล้านบาทใช่ไหมครับ ประมาณ ๓,๐๐๐ ล้านบาท ครึ่งหนึ่งของมวลมนุษย์ แล้วอาเซียนกับใคร ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ยุโรป สหรัฐอเมริกา เหล่านี้ล้วนแต่เป็นประเทศที่มีทรัพยากรประเทศที่ร่ำรวย ทั้งสิ้น เราทำอย่างไรถึงจะทำให้เกิดความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ กำไรให้มากขึ้น แต่เราจะ กลัวคำว่า เปิดเสรี เพราะเขาจะมาเรียกร้องเรื่องยาของคุณหมอ เรื่องทรัพย์สินทางปัญญา เรื่องสิทธิบัตร เรื่องของการเปิดการค้าบริการทางการเงิน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราล่อแหลม แต่ขณะเดียวกันเราจะไม่เข้าไปบริหารจัดการให้เกิดการประนีประนอมที่ได้ประโยชน์ ทั้ง ๒ ฝ่ายไม่ได้ นี่ก็เป็นความท้าทาย ความเป็นศูนย์กลางของอาเซียน และที่สำคัญ การเปิดเสรีนั้นไม่จำเป็นจะต้องไปแลกเปลี่ยนกับใครก็ได้ ถ้าเราคิดว่าการเปิดจะเป็น ประโยชน์กับเรา เราก็เปิดเสียเอง ที่เรียกว่าเป็นการเปิดโดยสมัครใจ ยูนิแลทเทอรอล ลิเบอราลไลเซชัน (Unilateral liberalization) นะครับ ถ้าจะให้เป็นอาเซียน เป็นศูนย์กลาง อาเซียน ประเด็นที่ ๒ วาระที่เป็นประเด็นสำคัญที่ ๒ ก็คือเรื่องของสิ่งแวดล้อมทางการเมือง ๒ อย่างเท่านั้นครับ การเมืองซึ่งมีเสถียรภาพและมีความโปร่งใส คนมองแล้วเชื่อถือ มองรัฐบาลแล้วบอกว่าประเทศนี้มันน่ามาลงทุนนะ และประเด็นที่ ๒ คือความสามารถของ นักการเมือง นักการเมือง ผมยกตัวอย่างสตรีของประเทศมาเลเซียคนหนึ่ง ราฟิดาห์ และสตรีอีกคนหนึ่งรัฐมนตรีการค้าของประเทศอินโดนีเซียชื่อ มาเรีย เปงกัสซู ทั้งสองนี้ เมื่อเทียบกับรัฐมนตรีผู้หญิงของเราบางคนในประเทศไทย ผมคิดว่าขณะที่ของเราเดินไป ช็อปปิง (Shopping) ของเขาอยู่ในที่ประชุม แล้วเขาสามารถที่จะสร้างทิศทางให้อาเซียน หรือเปลี่ยนทิศทางของอาเซียนได้ รัฐมนตรีของเรา ข้าราชการของเราจะต้องเป็นข้าราชการ นักการเมืองที่มีความสามารถ คุณสุรินทร์ พิศสุวรรณ บอกว่าข้าราชการไทยกับคณะผู้แทนไทย ที่ไปเจรจาสมัยที่ท่านเป็นเลขาธิการอยู่ คือเมื่อถอยหลังนี้ไป ๑ ปี ๒ ปีนี้ ใน ๗ ปีที่ผ่านมา ท่านบอกว่าท่านไม่เคยเห็นมีใครที่มีความสามารถที่จะเจรจาได้อย่างมีประสิทธิภาพเลย ตรงนี้น่าเป็นห่วงมากนะครับ และผมขอกราบเรียนด้วยความเคารพ รวมทั้งถึงภาคธุรกิจ จำนวนมากด้วยที่ไม่อาจจะเจรจาธุรกิจด้วยตัวเองได้
เสี้ยวที่ ๓ ความสามารถในการแข่งขันกับบรรยากาศที่ทำให้เกิดการแข่งขัน ตัวนี้ก็มีเยอะ ท่านจะเห็นว่าผมพูดถึงเอสเอ็มอีอีกแล้ว โปรดักท์ เอ็กเซลเลนท์ (Product excellent) อีกแล้ว เทรด เซ็นทรัลไลเซชัน (Trade centralization) อีกแล้ว ทางซ้ายมือ ข้างล่างนะครับ ดิจิทัลไลเซชัน อีกแล้ว แล้วก็ เอาท์ วิธ อินเวสท์เมนท์ (Out with investment) เพราะฉะนั้นท่านจะเห็นว่าการยึดโยงระหว่างความเป็นเทรดดิง เนชัน กับเป็น เซ็นทรัลลิตี การเป็นฮับ (Hub) ของอาเซียนนั้นมันมีปัจจัยที่เป็นปัจจัยร่วมอยู่เยอะมาก เพราะฉะนั้นเราทำตัวหนึ่งมันจะไปได้ประโยชน์อีกตัวหนึ่ง แต่ถ้าเราไม่ทำตัวหนึ่ง มันก็ อาจจะส่งผลไปอีกหลาย ๆ ตัว
แล้วก็ในประเด็นสุดท้าย เสี้ยวสุดก็คือเรื่องของความเชื่อมโยงก็พูดมาแล้ว ผมขอยกตัวอย่างสั้น ๆ อีก ๒ ประเด็น เรื่องของการลงทุนในต่างประเทศกับเรื่องของ ดิจิทัล อีโคโนมี (Digital economy) ซึ่งไม่ต้องการอะไรมากกว่าให้ท่านเห็นว่าในเทรดดิง เนชัน ที่ ทั้งหมดมี ๖ เสี้ยวเยอะ ๆ นั้น เราไม่ได้ลืมอะไร กำลังเวิร์ค เอาท์ (Work out) อยู่ว่าเรื่องของ เอาท์ วิธ อินเวสท์เมนท์ นั้นจะทำอย่างไร คุยกันกับทุกท่านแล้ว เห็นว่ามีสำคัญหมด แต่ เซนส์ (Sense) ผมมีความประทับใจหรือมีความรู้สึกว่าท่านจะเอาจริงหรือเปล่า ไม่มีใคร อยากจะเป็นเจ้าของ ผมมีความรู้สึกว่าไม่มีใครอยากจะเป็นเจ้าของงานนี้ แต่ทุกคนเห็นดี เห็นชอบ เรื่องนี้จริง ๆ แล้วไม่จำเป็นต้องมีกฎหมาย เป็นเพียงนโยบาย เป็นเพียงสมมุติว่า บีโอไอ (BOI) บอกว่าจะตั้งใจทำเรื่องนี้ แล้วมีกำลังคนเพิ่มขึ้น แล้วมาดูสิว่าเราจะมีข้อมูล อย่างไร เราจะมีวิธีการสนับสนุนเอกชนออกไปอย่างไร เราเจรจาเรื่องของความตกลงการค้า ๒ ฝ่าย ลงทุน ๒ ฝ่ายอย่างไร เราจะไปมีส่วนในการกำหนดเขาเรียก มัลทิแลทเทอรอล อินเวสท์เมนท์ อะกรีเมนท์ (Multilateral investment agreement) หรือความตกลง การลงทุนระหว่างประเทศในโลกนี้อย่างไร เพราะเดี๋ยวนี้กฎการลงทุนระหว่างประเทศนั้น มันมีแค่ ๒ ประเด็นในดับบลิวทีโอ (WTO) จากอุรุกวัย ราวน์ด (Uruguay round) การเจรจาอุรุกวัย ราวน์ด เท่านั้น ก็คือ
๑. การลงทุนนั้นอย่าไปบังคับให้เขาใช้โลคอล คอนเทนท์ (Local content) เป็นเงื่อนไขนะครับ
อันที่ ๒ อย่าให้มี เอ็กซ์-อิมพอร์ท รีไควเมนท์ (Ex-Import requirement) ก็คือจะผลิตตรงนี้ก็ต้องเอ็กซ์พอร์ท รีไควเมนท์ (Export requirement) จะต้องส่งออก เท่านั้นเท่านี้
มันไม่ได้เป็นการให้เขาคิดแล้วก็คำนวณผลประโยชน์ในเชิงธุรกิจเพราะมันมี การบิดเบือนอยู่ในตัว เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ถ้าเรามีความตั้งใจจะพัฒนาเครื่องมือนี้จริง มันต้องมีกลไก มันต้องมีคน มันต้องมีเครื่องมือ มันต้องมีไฟแนนซิง (Financing) แล้วมัน ต้องมีระเบียบกฎเกณฑ์ มีนโยบายทิศทางไปเจรจา ไปพิทักษ์ผลประโยชน์ เอกชนที่ออกไปที่เรา ยกตัวอย่างไม่ว่าจะเป็นเอสซีจี (SCG) ซีพี (CP) ไทยเบฟ (Thaibev) บ้านปู เขาไปเสี่ยงภัย นะครับ ถ้าคุณทำเหมืองอยู่ในกาลิมันตัน แล้วพรุ่งนี้เขาเปลี่ยนนโยบายว่าคุณจะต้องมา ขออนุญาตในพื้นที่ที่เคยอนุญาตมาแล้ว เซทเทิล (Settle) ไปแล้ว จ่ายเงินไปแล้ว แต่มันยังมีคน มาเคลม (Claim) ว่ามันเป็นที่ดินที่บรรพบุรุษสมัยทวดเขาให้มา เขายังมีความเป็น เจ้าเข้าเจ้าของอยู่ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเขาเสี่ยงภัยหมด รัฐบาลไปช่วยเขาได้อย่างไร อาเซียน ช่วยเขาได้อย่างไร เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราจะมองตัวนี้ เราก็ต้องมองให้มันทะลุต่าง ๆ ผมจึงคิดว่าประเด็นที่เราน่าจะสนใจ แล้วคุณจิตต์คงกำลังดูอยู่
ประเด็นสุดท้ายที่ผมยกตัวอย่างว่าเราเห็นความสำคัญคือเรื่องของการเป็น ดิจิทัล อีโคโนมี ซึ่งเป็นเรื่องที่พูดง่าย แต่ผมคิดว่ามีเรื่องที่ทำได้อีกเยอะมีเยอะมากเลย เช่น เรื่องของอินฟราสทรัคเจอร์ เป็นฮาร์ดแวร์ (Hardware) ซอฟต์แวร์ (Software) ความเข้าใจ ลิทเทอเรซี (Literacy) เกษตรกรจะเข้าใจและใช้เครื่องมือใช้ได้ไหม ถ้าเขาสามารถจะกด เข้าไปในคอมพิวเตอร์เห็นราคาเกิดขึ้น เห็นภูมิอากาศเกิดขึ้น เห็นการเปลี่ยนแปลงของ เทรนด์ (Trend) ราคาข้าว มัน ยางในโลกนี้ เขาจะได้วางแผนการผลิตเขาถูก เราจะใช้ สิ่งเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์ในทางเศรษฐกิจได้อย่างไร ไม่ใช่เพียงแต่เปิดขึ้นมาเพื่อดู ความบันเทิงเท่านั้น เรื่องนี้มีเรื่องทำอีกเยอะ ท่านประธานครับ นี่คือสิ่งที่เป็นภาพใหญ่ที่ผม ขอประทานกราบเรียนเพื่อทางสภาจะได้มีความรู้สึกว่าเราไม่ได้คิดแต่ในกรอบแคบ ๆ ขณะเดียวกันท่านก็จะได้สบายใจว่าเรื่องนี้ก็พอจะมีคนดูแลอยู่บ้าง
ผมขอเข้าไปที่วาระ ๓ วาระแรกที่ท่านได้มอบไว้นะครับ ก็คือเรื่องกฎหมาย แข่งขันทางการค้า ท่านประธานครับ ไทยไม่มีกฎหมายการแข่งขันทางการค้ามาก่อน จนกระทั่งปี ๒๕๔๒ มันเกิดอะไรขึ้น กระทรวงพาณิชย์มีกฎหมาย ๓๐ กว่าฉบับ บางฉบับ พ.ศ. ๒๔๘๐ กว่านะครับ แต่ในช่วงก่อนหน้า พ.ศ. ๒๕๔๒ นั้น มันมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ ๒-๓ อย่าง
อันที่ ๑ คือเรื่องการเจรจาการค้าโลก ตั้งแต่ปี ๑๙๘๖-๑๙๙๒ มาเปิด ขอบเขตการเปิดเสรีการค้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยเห็นมา นี่ไม่ได้ใช้คำเพื่อให้มันเป็น ละคร เป็นลีลานะครับ เปิดการค้าที่สำคัญมากคือการค้าบริการ ให้คนเขามาลงทุนครับ การค้าบริการมันจะมี ๔ สาขาสำคัญ เขาเรียก ๔ โหมด ออฟ เดลิเวอร์ลี (Mode of Delivery) นะครับ คือเครื่องมือ ๑. ก็คือเราไปใช้บริการนี้ในต่างประเทศ ไปเดินเที่ยว ท่องเที่ยว ไปเรียนหนังสือ เราเปิดอินเทอร์เน็ตแล้วเราก็ซื้อสินค้าเป็นครอส-บอร์เดอร์ ซัพพลาย (Cross-border supply) เราไปตั้งบริษัท เขาเรียกเป็นคอมเมอร์เชียล เพรสเซนท์ (Commercial present) แล้วเราก็เอาคนไปใช้แรงงาน คือโมบิลิตี ออฟ เพอร์เซิน (Mobility of person) ทั้ง ๔ อันนี้มันเกิดมีการเปิดกติกาว่าจะต้องค่อย ๆ เปิดเสรียิ่งขึ้น
อันที่ ๒ คือเรื่องของการเปิดเสรีสินค้าเกษตร สินค้าเกษตรเดิม ข้าวเอย จิปาถะ คนเขาขีดเส้นไม่ให้นำเข้านะครับ จนกว่าเขาจะยอม เช่น จำกัดโควตา ญี่ปุ่นไม่เคย ให้นำเข้าข้าว ยกเว้นแต่เขาจะเป็นคนซื้อหรือรัฐบาล อินโดนีเซียเหมือนกัน ฟิลิปปินส์ เหมือนกัน แม้กระทั่งมาเลเซียในบางยุคนะครับ เราเจรจาจนกระทั่งต้องเปิดตลาดอย่างน้อย ๓ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๑ เปอร์เซ็นต์ของการใช้ในประเทศ นี่เป็นจุดแรก ปี ๑๙๘๖-๑๙๙๒ แล้วก็เรื่องของทรัพย์สินทางปัญญา การคุ้มครองเรื่องยา เรื่องของสติปัญญา เรื่องสิทธิบัตร พอเราเจรจาเสร็จสิ่งที่เกิดขึ้นคือว่าจะต้องมีการหลั่งไหลเข้ามาของการลงทุนและการค้า และการแข่งขัน มนุษย์จะต้องเข้าไปในประเทศต่าง ๆ อย่างอาเซียน อย่างประเทศไทย เป็นแหล่งที่คนเขาอยากจะเข้ามามาก เราจะทำอย่างไรครับ ถ้าเกิดเขาเข้ามาพร้อมพลัง มีเงิน มีความรู้ มีเรื่องการบริหาร มีตลาดที่ใหญ่ เราสู้เขาไม่ได้ เราไม่อยากให้เกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้น โดยเขาทำอะไรที่ไม่ถูกต้องนะครับ คือการใช้อำนาจที่เหนือตลาดนะครับ
อันที่ ๒ เราอย่าลืมว่าปี ๑๙๙๗ เรามีวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ เราต้องขาย ทรัพย์สิน เราต้องไปขอให้ เอาอย่างนี้ดีกว่า ถ้ามีใครมาลงทุนเกิน ๑๐๐ ล้านบาทสมัยนั้น ถือว่าเป็นคนไทย ไม่ต้องมาขออนุญาต ไม่มีความจำเป็นจะต้องขายทรัพย์สินแล้วเปิดเสรี เพื่อให้เศรษฐกิจมันฟื้นตัวขึ้นมาใหม่ ๒ ประเด็นนี้เป็นที่มาของความจำเป็นในการ ออกกฎหมายแข่งขันทางการค้าขึ้นปี ๒๕๔๒ ถามว่ามันเป็นอย่างไรครับ เราทันสมัยมากครับ เราเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่มีกฎหมายฉบับนี้ ตามมาด้วยอินโดนีเซีย และตามมาด้วย มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม ในขณะนี้มีแต่ซีแอลเอ็มพี (CLMP) ที่ไม่มี คือกัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และฟิลิปปินส์ที่ยังไม่มี ในโลกนี้ก่อนปี ๑๙๙๕ มีประมาณ ๒๐ ประเทศที่มี กฎหมายแข่งขันทางการค้า อีก ๒๐ ปีให้หลัง เมื่อปีที่แล้วมีประมาณ ๑๐๐ ประเทศนะครับ ทำไมจึงต้องมีครับ เพราะการแข่งขันที่ดี การไม่มีการผูกขาด ทำให้เกิดเอฟฟิเชียนซี (Efficiency) ถ้ามีการผูกขาด มนุษย์ผู้ผลิตก็ไม่คิดค้น ไม่สร้างความหลากหลายทางสินค้า ไม่พยายามลดต้นทุน แล้วคนที่ได้เสียประโยชน์ก็คือเศรษฐกิจกับผู้บริโภคนะครับ เพราะฉะนั้นเราจึงจำเป็นต้องให้มีการแข่งขันเพื่อสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มี ประสิทธิภาพให้เกิดขึ้น และประเด็นนี้สำคัญครับ การผูกขาดเป็นที่มาของคอร์รัปชัน อำนาจ ที่ให้การผูกขาดไปกับใครนั้นเป็นเงินทองมหาศาล ผมคงไม่ต้องไปย้ำนะครับ
ทีนี้กฎหมายแข่งขันทางการค้าเราออกมาแล้ว มันมีปัญหาหรือจะบอกไม่มี ปัญหาก็ได้ เพราะมันไม่ค่อยมีการบังคับใช้ เขาบอกว่าตั้งแต่ปี ๒๕๔๒-๒๕๔๙ มีการประชุม กรรมการแค่ ๑๒ ครั้งเท่านั้นเอง เกิดขึ้นในปีแรก ๔ ครั้ง ไม่มีการเขียนหลักเกณฑ์ที่ต้องเขียน ในมาตรา กฎหมายฉบับนี้มีมาตราสำคัญอยู่ ๕ มาตรา มาตราที่สำคัญประการที่ ๑ มาตรา ๔ ยกเว้นรัฐวิสาหกิจ สหกรณ์ออกไปจากกฎหมายการแข่งขัน ตัวนี้ก็ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ระหว่างเอกชนที่ประกอบธุรกิจกับของรัฐแล้วนะครับ มาตราที่ ๒ ก็คือมาตรา ๒๕ เรื่อง อำนาจเหนือตลาด คืออะไร อะไรถึงเรียกว่าอำนาจเหนือตลาด กฎหมายนี้ประกาศ ปี ๒๕๔๒ มามีคำจำกัดความของอำนาจเหนือตลาดเมื่อปี ๒๕๔๙ ปลายปี ตอนที่นายเกริกไกร จีระแพทย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตั้งแต่ มีกฎหมายนี้บังคับใช้ ไม่มีคดีใดไปถึงมีการลงโทษเลยแม้แต่ ๑ คดี แล้วก็มีเรื่องที่เข้ามาสู่ การร้องเรียนน้อยมาก ช่วงประมาณปี ๒๕๔๕ ถึงปี ๒๕๔๖ นี้มีประมาณสัก ๑๐ กว่าราย แต่พอปีที่แล้วมี ๑ ราย ถอยไปมี ๑ ราย มันแปลว่าอะไรครับ แปลว่าเราไม่มีการผูกขาด หามิได้ครับ ท่านประธานที่เคารพ เรามีพฤติกรรมต่าง ๆ เยอะมาก แต่คนไม่เชื่อถือ กระบวนการครับ มันเลยไม่มา มันมาแล้วมันก็ไม่ได้เรื่อง ที่ประเทศอินโดนีเซียครับ ในช่วงหลังจากประเทศลาวปีหนึ่งนั้น ๑๒ ปีให้หลัง เขามีกรณีร้องเรียนที่เป็นคดีใหญ่ ๆ อยู่ ๗๐๐ กว่าคดี แล้วก็มีการตัดสินพิจารณาไปแล้ว ๓๐ กว่าคดี คือแม้จะเป็น ๕ เปอร์เซ็นต์ แต่มันก็แสดงว่าเขามีความจริงจัง ปัญหาของเราคืออะไรครับ หลายอย่าง ผมคิดว่า ๔-๕ ประเด็นด้วยกันที่คุณจิตร์ ประธานอนุกรรมาธิการจะได้กราบเรียนที่ประชุมครั้งนี้ กระผมขออนุญาต ขอให้คุณจิตร์ ศิรธรานนท์ ได้เสนอ ขอขอบคุณท่านประธานที่เคารพครับ