ชาญชัย เจริญสุวรรณ เสนอแนวคิดในการพัฒนาเศรษฐกิจในด้านเกษตรกรรม โดยเน้นการแก้ไขปัญหาดิจิทัลอากริคัลเจอรอล อีโคโนมี เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจในด้านเกษตรกรรม ชาญชัย เจริญสุวรรณ เสนอแนวคิดในการวางแผนยุทธศาสตร์ระยะยาว เพื่อพัฒนาเกษตรอินทรีย์ การศึกษาเรื่องสมุนไพร และมูลค่าทางเศรษฐกิจของสมุนไพร นอกจากนี้ยังเสนอแนวคิดในการสร้างวงจรความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการผลิตพืชสมุนไพร พืชอุตสาหกรรม และเรียกร้องการสนับสนุนในการศึกษาวิจัยและสร้างแหล่งผลิตวัตถุดิบ สมุนไพรอินทรีย์
พลเรือเอก ชาญชัย เจริญสุวรรณ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพแล้วก็สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่าน ผมเข้าใจดีนะครับว่าเรื่องของเกษตร มันเป็นเรื่องใหญ่และเป็นเรื่องสำคัญของประเทศ เพราะฉะนั้นมันจะมีหลายเรื่อง ที่ไม่สามารถบรรจุไว้ได้ ผมมี ๒-๓ ประเด็น
เรื่องแรกคือเรื่องของตัวเลข จะเห็นว่าเราพูดกันถึงตัวเลขทางด้านเศรษฐกิจ ทางด้านแรงงานภาคเกษตร แล้วก็ตัวเลขจีดีพี แล้วมันมีความไม่ตรงกันที่ประธานพูด คือระหว่าง ๘.๔-๑๒ ขอความกรุณาตรวจสอบด้วยถึงมันไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่ว่ามันน่าจะมี ความสอดคล้องกันเพราะว่าพูดกันทั้งสองท่านนะครับ
เรื่องที่ ๒ เราจะเห็นว่าประเด็นการศึกษา ทั้งสองรายงานไม่ว่าจะเป็น ในวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ กับ วันที่ ๒๔ มีนาคม รายงานพูดกันถึงว่าประเด็นศึกษาคือเน้น ในภาพรวมของการเกษตรเป็นหลักไม่ได้เฉพาะเจาะจงในพืชเกษตรหลัก แต่จะเห็นว่าถ้าเราดู ในภาพรวมรายงานทั้งสองฉบับมันจะเน้นคือเรื่องพืชเกษตรเป็นหลัก คือข้าว ยางพารา อ้อย มันสำปะหลังแล้วก็มีเรื่องของปาล์มน้ำมันด้วย แล้วสมาชิกหลาย ๆ ท่านก็ได้อภิปรายไปแล้ว ว่ามันจะมีเรื่องของการประมงด้วยอะไรด้วย แต่ก็อย่างที่เรียนนะครับว่าเห็นใจว่าไม่สามารถ ที่บรรจุได้หมด แต่จะทำอย่างไรให้มันมองดูเหมือนกับว่ารายงานฉบับนี้คือมันไม่ได้พูดกันถึง พืชเกษตรหลักเพียงอย่างเดียวนะครับ ซึ่งผมก็จะลงไปถึงว่าความสำคัญที่ผมจะพูดถึง ก่อนอื่นที่ทางคณะกรรมาธิการได้รายงานไป ผมเห็นด้วยนะครับ ประเด็นสำคัญ ๆ ๓-๔ ประเด็น คือในเรื่องของดิจิทัล อะกริคัลเจอรอล อีโคโนมี (Digital agricultural economy ) ผมว่า ระบบข้อมูลเป็นเรื่องสำคัญ เพราะว่ามันเป็นรากฐานของการพัฒนาในเรื่องต่าง ๆ แล้วก็ ประกอบการตัดสินใจด้วย แต่มันคงไม่รวมเฉพาะในเรื่องของทางด้านเศรษฐกิจ มันน่าจะมีข้อมูลทางด้านวิชาการอื่น ๆ ซึ่งก็มีหลายท่านพูดไปแล้ว ก็อยากจะฝากว่า สำหรับข้อมูลในเรื่องนี้มันเป็นเรื่องสำคัญซึ่งจะต้องครอบคลุมในหลาย ๆ เรื่อง
เรื่องการวางแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวพูดถึงการโซนนิง รวมถึงพูดกันว่า จะผลักดันเรื่องของสินค้าเกษตรเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งผมเห็นว่าก็มีความสำคัญด้วยเช่นกัน แล้วก็ในเรื่องของการพัฒนา เรื่องของกองทุนต่าง ๆ แล้วก็เกษตรอินทรีย์ด้วยเช่นกัน กองทุนมันก็จะเป็นเครื่องมือที่สำคัญเป็นกลไกที่จะพัฒนาในเรื่องของการเกษตร เกษตรอินทรีย์ก็เช่นเดียวกัน มันจะมีปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม เราพูดถึงเรื่องสารเคมีที่เป็นพิษ เพราะฉะนั้นถ้าได้ผลักดันให้มีการศึกษาเรื่องนี้จริงจังและนำมาใช้ก็จะเกิดประโยชน์ ที่ผมจะพูดถึง ที่ผมให้ความสำคัญและผมคิดว่าไม่ได้มีการกล่าวถึงเลย คือในเรื่องของสมุนไพร ทั้ง ๆ ที่ ในการอภิปรายในหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมาจะเห็นว่าเรื่องของสมุนไพรมันน่าจะเป็นเรื่องหลัก แล้วก็สำคัญ เพราะว่ามีมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่ว่าในคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเกษตร ผมเห็นว่าเรื่องนี้มันน่าจะเป็นเรื่องสำคัญ น่าจะมีการศึกษาเป็นการเฉพาะด้วยซ้ำไป จะเห็นว่า ในสมัยก่อนสมุนไพรอาจจะรู้กับเรื่องเล็ก ๆ คือนำมาใช้ในเรื่องของการรักษา แต่ว่า ในปัจจุบันสมุนไพรนอกจากการรักษาแล้วเรายังใช้เป็นเรื่องของพืชในครัวเรือนแล้วก็ เรื่องของการเสริมต่าง ๆ มีการนำมาแปรรูปในเรื่องผลิตภัณฑ์ความงาม อาหารเสริมแล้วก็ มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล ผมก็ขอซ้ำตัวเลขซึ่งพูดไปจนจำขึ้นใจแล้วนะครับว่า ตัวเลขการนำเข้ายาประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แนวโน้มสูงขึ้น แล้วก็จะมากกว่า งบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการด้วยซ้ำไป มูลค่าของการส่งออกสมุนไพรไทยคือ ๒๕๐ ล้านบาท นำเข้า ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ ล้านบาท มูลค่าการค้าสมุนไพรในโลก ๔.๔ ล้านล้านบาท คือตัวเลขพวกนี้มันจะมีอะไรบางอย่างอยู่ใน เรื่องของปัจจัยเสริม ปัจจัยลดอะไรต่าง ๆ มันมีเรื่องที่น่าศึกษาเยอะ ตัวเลขเหล่านี้นะครับ ฉะนั้นผมจึงขอเสนอกับกรรมาธิการว่า คือถ้าเป็นไปได้คือเราพูดถึงเรื่องสมุนไพรมาเยอะมาก แต่พอเรื่องของการปฏิรูปการเกษตรไม่มีเรื่องนี้เลย ซึ่งมันควรเป็นวาระแห่งชาติเสียด้วยซ้ำไป มันเป็นไปได้ไหมที่ว่าจะมีการศึกษาในเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะว่าถ้าการเกษตรไม่คิดในเรื่องนี้ แล้วนี่เป็นเรื่องของการปฏิรูปใครจะเอาไปคิด แล้วหน่วยงานไหนที่จะต้องไปรับผิดชอบ ผมขอเสนอว่าระดับนโยบายด้านการเกษตรจะต้องให้ความสำคัญกับพืชสมุนไพรไม่น้อยกว่า พืชเศรษฐกิจหลัก ท่านประธานกรรมาธิการได้พูดว่าสินค้าที่เป็นพระเอกแล้วเป็นของเรา ที่ควรให้ความสำคัญผมว่านี้ล่ะครับพระเอกตัวจริง เพราะว่ามันเป็นพืชเป็นสมุนไพรที่อยู่ ในชาติของเราเอง แล้วประเทศอื่นคงแข่งขันยากเพราะว่ามันเป็นของเรา มันเป็นภูมิปัญญา ของเราเองด้วยนะครับ
แล้วอันที่ ๒ ก็คือว่าควรจะสร้างวงจรความร่วมมือระหว่างต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างภาครัฐและเอกชนในเรื่องของการผลิตพืชสมุนไพร พืชอุตสาหกรรมในระบบตลาดนะครับ
อันที่ ๓ ก็คือว่าเร่งรัดให้จัดทำแล้วก็ถ่ายทอดความรู้มาตรฐานเกษตรดีที่ เหมาะสมที่เรารู้จักกันในคำย่อว่าแก็พ (GAP) นี้นะครับ คือ กู๊ด อะกริคัลเจอรอล แพรกทิส (Good Agricultural Practice) ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญเลยในการที่จะผลักดันให้แม้กระทั่ง พืชอย่างอื่นไปสู่มาตรฐานโลก เพราะตัวนี้จะเป็นตัวตัดสินแล้วเป็นความเชื่อมั่นด้วยนะครับ เร่งรัดการศึกษาวิจัยและสร้างแหล่งผลิตวัตถุดิบ สมุนไพรอินทรีย์ เราขาดการศึกษาในเรื่องนี้ อย่างจริงจัง แล้วผมว่าเราพูดกันมานานนักหนาแล้วเรื่องของปุ๋ย แล้วเราเหมือนว่ากรุงศรีอยุธยา สิ้นคนดีอย่างนั้น คือทั้ง ๆ ที่เราบอกว่ามันอันตรายร้อยแปดพันเก้า แต่เราก็นำเข้า แล้วก็สูงขึ้นทุกปี ทำอย่างไรถึงจะเป็นจริงได้ ก็ต้องมีการศึกษาวิจัย ในเรื่องของกำหนดเขต การผลิตที่เหมาะสมที่เราพูดถึงโซนนิงสำหรับพืชสมุนไพรเศรษฐกิจ เพราะว่าแหล่งต่าง ๆ มันจะมีคุณค่าไม่เท่ากัน ซึ่งก็เป็นเรื่องจำเป็นนะครับ ผมขอสรุปว่าสมุนไพรมันเป็นรากฐาน คือทุกท่านคงทราบดีว่าผมทำเรื่องของการแพทย์แผนไทยแล้วก็แพทย์พื้นบ้านไทย เพราะฉะนั้นถ้ามีการผลักดันในเรื่องนี้สมุนไพรไทยซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้ ระบบมันเดินแล้วมันก็เต็มรูปแบบ ถ้าสมุนไพรไม่มีการพัฒนา ระบบอื่นในเรื่องของ ภูมิปัญญาไทยก็ดี ในเรื่องของการรักษาพยาบาลไปไม่รอดครับ ขอบคุณครับ