สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๒ · ๑ เมษายน ๒๕๕๘

จิรวัฒน์ เวียงด้าน พูดถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำของเกษตรกรระดับล่าง และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร นอกจากนี้เขายังหารือเรื่องการใช้เทคโนโลยีในการบริหารจัดการน้ำในเกษตรกรรม และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการส่งเสริมให้เกษตรกรเข้มแข็ง โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของสหกรณ์ในการช่วยเหลือเกษตรกรในการขายผลผลิตของตนเอง

นายจิรวัฒน์ เวียงด้าน

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จิรวัฒน์ เวียงด้าน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ลำดับที่ ๔๒ จากนครพนมครับ ผมอาจจะไม่ใช่ ลูกชาวนา แต่ว่าสมัยเด็ก ๆ แม่ก็ทำอาชีพเขาเรียกว่าแลกข้าว ก็คือหาปลาก็เอาไปแลกข้าว ฉะนั้นชีวิตของคนต่างจังหวัดก็ไม่ได้อยู่กันโดยการซื้อขาย แต่มีการแลกกัน ก็เพิ่งมารู้จัก การซื้อขายกันก็ตอนเรื่องระบบทุนนิยมเข้ามา ก็มีการที่จะซื้อขายกันขึ้น สุดท้ายระบบ การซื้อขายกลไกต่าง ๆ ที่รัฐออกมาก็ไปเอื้อนายทุนทั้งหมด โดยลืมเกษตรกรระดับล่าง เราดู ระบบเกษตรกรรมบ้านเรา ผมดูแล้วเหมือนกับว่าเกษตรกรเป็นแค่เพียงพนักงานในโรงงาน ของนายทุน เหมือนว่าคุณจะผลิต คุณจะเป็นพนักงาน คุณจะมีเงินเดือนได้ขนาดไหน คุณก็ไม่สามารถที่จะมีรายได้เท่ากับเจ้าของบริษัทหรือเจ้าของโรงงานอุตสาหกรรม เราไม่สามารถที่จะต่อรองได้ ฉะนั้นในการปฏิรูปครั้งนี้เราพยายามที่จะลดความเหลื่อมล้ำ เราพูดกันมาตลอด ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่เราเองอยากจะเห็นว่าสิ่งที่จะลดความเหลื่อมล้ำ ของเกษตรกรระดับล่างได้ เราพูดถึงเรื่องเศรษฐกิจ ถ้าเศรษฐกิจระดับล่างก็คือ ภาคเกษตรกรรม และมันมี ๓-๔ ปัจจัยหลัก ๆ ที่จะสามารถลดความเหลื่อมล้ำแล้วก็จะสร้าง ความเข้มแข็งให้กับพี่น้องเกษตรกรระดับล่างได้ ก็คือว่า

อันที่ ๑ ก็คือในเรื่องของปัจจัยการผลิต ก็คือเครื่องมือในการที่จะทำมาหากิน ก็คือดินกับน้ำ เราก็ดูนะครับ วันนี้เรามีที่ดินทั้งหมดที่จะทำภาคเกษตรประมาณ ๑๔๐ กว่าล้านไร่ แล้วก็ระบบชลประทานเรามีไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของที่ดินที่ทำการเกษตร ดังนั้นเกษตรกรส่วนหนึ่งยังแห่นางแมวกันอยู่ ขอฟ้า ขอฝนกันอยู่ ถามว่ามันมีกลไกที่จะ ช่วยเหลือเกษตรกรไหมในประเทศไทยเรา มันมีเครื่องมือในการที่จะส่งเสริมเยอะ ผมดูเรื่อง ที่ดินมีโปรแกรม เขาเรียกว่าโปรแกรมดินไทย ถ้าท่านคลิก (Click) เข้าไปดู ท่านจะกดเข้าไปดู ได้เลย ป้อนบ้านเลขที่ โฉนดที่ดินท่านเข้าไปเลย โปรแกรมดินไทยนี้จะบอกเลย เหมือน ท่านนายกฯ เกรียงไกรพูดในเรื่องปุ๋ยสั่งตัด เขาจะบอกว่าพื้นที่ตำบลนี้ บ้านนี้เหมาะกับการ ใช้ปุ๋ยอะไร และปลูกพืชชนิดไหน แต่ถามว่าโปรแกรมพวกนี้ก็อยู่ในกระทรวงนั่นล่ะครับ อยู่ในกรมนั่นล่ะครับ

และอีกโปรแกรมหนึ่งเขาเรียกว่าครอพวอท (CROPWAT) ก็คือเป็นโปรแกรม ดูในเรื่องของความชื้น ปริมาณฝน ปริมาณความชื้นในดิน ปริมาณของการต้องการน้ำพืช แต่ละชนิด เราเองก็ไม่ได้เอาไปใช้ ก็มีการเรียนกันในมหาวิทยาลัย นักวิชาการต่าง ๆ ก็ทราบ แต่เราไม่ได้เอาไปใช้ในการบริหารจัดการในการที่จะจัดโซนนิงเลย เรารดน้ำต้นไม้เท่าไร ต้นไม้จะอยู่ได้กี่วัน เขาบริหารจัดการน้ำมันมีหมดโปรแกรมพวกนี้ เราเองก็ไม่ได้ไปใช้ เกษตรกรก็ไม่รู้ หลาย ๆ อย่างกลไกต่าง ๆ ที่สร้างขึ้นมามันเอื้อนายทุนหมด เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านวิเคราะห์และนำเสนอมาผมก็กลัวว่ามันจะไปตอบโจทย์คนที่เขามีเงิน เพราะว่าการทำเกษตรกรรมบ้านเรามันเหมือนกับ ขอโทษครับ ยกตัวอย่างการเล่นการพนัน เจ้ามือมีสตางค์กินอย่างเดียวครับ ชาวบ้านเป็นคนแทงไม่มีสตางค์ สู้ไม่ได้ ถึงอย่างไร ก็สู้เจ้ามือไม่ได้ เจ้ามือก็เกเอา ทุ่มเอาแล้วก็ชนะ สิ่งหนึ่งที่จะทำให้เกษตรกรเข้มแข็งก็คือ ในเรื่องของทุน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ชาวบ้านจะต้องเข้าถึงทุน แหล่งทุนที่เมื่อก่อนที่ คณะกรรมาธิการสังคมก็พูดในเรื่องของทุนรากหญ้า

และอีกข้อหนึ่งก็คือเรื่องการตลาด สิ่งหนึ่งที่จะทำให้ชาวบ้านเขาเข้มแข็ง ก็คือเรื่องการตลาด เราเองควบคุมแต่ราคาต้นน้ำ แต่ปลายน้ำของภาคเกษตรเราไม่ได้คุมเลย ผมยกตัวอย่างนะครับ ข้าวเปลือกราคาต่ำสุดสมัยก่อนก็ ๕,๐๐๐ บาท ๘,๐๐๐ บาท แต่ข้าวสารละครับ ๓๐,๐๐๐ บาท ๔๐,๐๐๐ บาท ยางพารา ณ วันนี้ราคากิโลกรัมเท่าไร แต่ว่าวัตถุดิบที่แปรรูปจากสินค้าเกษตรแล้วราคาเท่าไรเราไม่ได้ควบคุม ถ้าอย่างนั้นถ้าบอกว่า ราคาข้าวเปลือก ๕,๐๐๐ บาท ข้าวเปลือกตันหนึ่งก็สีได้ประมาณ ๖๐๐ กว่ากิโลกรัม เราก็สามารถที่จะคำนวณต้นทุนเขาได้แล้วสำหรับพ่อค้าโรงสี แล้วเราก็ไปกำหนดราคาขาย ให้เขาสิครับว่าข้าวสารคุณไม่ควรจะขายในราคาเกินที่กรมการค้าภายใน เพราะขนาดเขียงหมู ท่านยังไล่จับเขาได้เลย คือตอนนี้มันก็เหมือนกับว่าชาวนาเขาผลิตอย่างเดียวโดยที่ไม่รู้ จะต่อรองอะไรได้

อีกอย่างหนึ่งก็คือการส่งเสริมให้เกษตรกรเขามีความเข้มแข็งในการที่จะขาย เองได้ ผมเคยถามเกษตรจังหวัด ผมถามว่าจำนวนข้าวที่เราผลิตในจังหวัดเราเลี้ยงคน ในจังหวัดพอไหม เขาบอกว่าถ้าคิดตามจำนวนประชากรกับนาที่ปลูกแล้วไม่พอ ไม่พอทำไม ราคาตก เพราะว่าคนที่จะมีกำลังซื้อข้าวจากชาวนาได้เองมันจะไปอยู่ในส่วนราชการ อยู่ประมาณส่วนหนึ่ง ผมจึงถามว่าแล้วโรงพยาบาลในจังหวัดซื้อข้าวที่ไหน โครงการอาหาร กลางวันในจังหวัดนั้นซื้อข้าวที่ไหน ขอโทษนะครับ เรือนจำซื้อข้าวที่ไหน นโยบายต่าง ๆ เหล่านี้เราน่าจะเอื้อให้เขาได้ว่าการที่อยากจะให้ท้องถิ่นเขาซื้อขายกันเองก่อน สหกรณ์ ก็มีสิทธิในการที่จะเข้าไปเสนอราคาสินค้าต่าง ๆ ผมเชื่อได้เลยว่าถ้าพ่อค้าคนกลางเขาไป ซื้อข้าวจากชาวนากับให้ชาวนาเขารวมกลุ่มเอาราคาข้าวสารไปเสนอที่โรงพยาบาลด้วยกัน ถามว่าราคาใครจะถูกกว่ากัน ประโยชน์ก็จะตกกับหน่วยงานราชการด้วย เพราะไม่ต้องไปผ่าน พ่อค้าคนกลาง อันนี้เป็นกลไกที่จะสามารถเชื่อมแล้วก็ส่งเสริมเกษตรกรเขาให้เกิดความ เข้มแข็งได้ เพราะฉะนั้นนโยบายพรรคการเมืองต่าง ๆ ที่เขามาพยายามที่จะออกนโยบาย ในการดึงข้าวจากชาวนามาอยู่ในส่วนกลางทั้งหมด สหกรณ์ โรงสีข้าวที่จังหวัดผม จังหวัด นครพนมมีอยู่ทั้งหมด ๕ โรง เมื่อ ๒ ปีที่ผ่านมาไม่มีข้าวสีสักเม็ดเลย ตอนนี้สหกรณ์ ทั้ง ๕ สหกรณ์ก็ปิดตัวลง สหกรณ์ก็เป็นหนี้โรงหนึ่ง ๕๐-๖๐ ล้านบาท ตอนนี้ก็ไม่รู้ จะทำอย่างไร ก็ปิดกันไป เพราะว่าข้าวที่รับจำนำเขาให้เฉพาะนายทุนใหญ่ ๆ เจ้าของโรงสี ใหญ่ ๆ เท่านั้นที่ได้โควตาในการสีข้าวแล้วก็รับจำนำข้าว สหกรณ์ก็ล้มหายตายจากไปหมด อย่างนี้แล้วมันจะเข้มแข็งได้อย่างไร ดังนั้นกลไกต่าง ๆ ที่ท่านจะมาส่งเสริมให้แปรรูป ผมก็อยากจะฝากด้วยว่าให้ดูเกษตรกร ส่งเสริมสหกรณ์เขาสามารถขึ้นมาเป็นผู้ผลิต เป็นผู้ประกอบการเองได้ ถ้าท่านออกจากกลไกแล้วสุดท้ายนายทุนเขามีเงินใหญ่เขาก็มาซื้อ กลไกพวกนี้หมด สุดท้ายชาวบ้านก็เป็นแค่พนักงานผลิตสินค้าให้กับโรงงานของผู้มีเงินเท่านั้น ถ้ามันเป็นอย่างนี้เราก็ให้เกษตรกรเป็นพนักงานของประเทศดีไหมละครับ ให้ไปเลยคนละ ๘,๐๐๐ แล้วผลิตสินค้าให้ประเทศ แล้วประเทศมีหน้าที่ขาย อย่างนี้มันก็จะทำให้เกษตรกร เขามีรายได้มากขึ้น

สุดท้ายก็ขอให้กำลังใจท่านคณะกรรมาธิการ เรารู้ว่าเกษตรเป็นเรื่องใหญ่มาก แล้วก็เป็นผลกระทบจากพี่น้องประชาชนทั้งประเทศก็คิดว่าหลังจากการปฏิรูปไปแล้ว เกษตรกรเราก็จะลืมตาอ้าปากได้ ขอบคุณมากครับ