เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เสนอการปฏิรูปพระพุทธศาสนา โดยเสนอแนวคิดที่จะหักภาษีเฉพาะรายได้ที่ได้รับขณะเป็นพระ และให้พระปฏิรูปเอง แต่ต้องมีกฎบัตรกฎหมายที่ช่วยควบคุมและเคารพศีลของพระ นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงการเกี่ยวข้องของวัดและพระในระบบการเมืองของไทย
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ท่านประธานครับ ผมได้นั่งฟังมาโดยตลอดจดทุกท่านที่ได้พูดมา ทั้งหมด จริง ๆ แล้วท่านพูดมาทั้งหมด จำนวนเพราะว่าท่านมีเติมด้วยทั้งหมด ๓๑ ท่าน รวมทั้งอาจารย์วันชัยสุดท้ายเมื่อสักครู่นี้ ผมต้องกราบเรียนว่าผมฟังแล้วมีกำลังใจ แล้วก็ อยากจะทำต่อ ผมเป็นคนตรงไปตรงมา ผมพูดอะไรตรง แต่จะได้ทำหรือไม่นั่นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะว่าสภาปฏิรูปแห่งชาติใช้เหตุใช้ผล แล้วก็เห็นประโยชน์ของการปฏิรูปกิจการ พระพุทธศาสนา เรามีความเห็นตรงกันว่า พุทธธรรม ธรรมวินัยเป็นของประเสริฐอยู่แล้ว แต่เราควรจะปฏิรูปกิจการที่ดำเนินการอยู่ในประเทศไทย ผมได้เรียนรู้หลายเรื่องหลังจากที่ ได้ฟัง อย่างเช่นมีหลายท่านเสนอว่า รายได้ควรจะต้องเสียภาษี อันนี้น่าฟัง บอกว่าคนที่ บริจาคให้กับวัดหักภาษีได้ แต่วัดเอาไปทำอะไรไม่รู้ ประเด็นนี้ไม่รู้จะได้ทำหรือเปล่า ถ้าทำ ก็ต้องเก็บไปคิดต่อ รายได้ที่เสนอว่าควรจะตกเป็นของวัด หมายความว่ารายได้เฉพาะขณะที่ เป็นพระ คำว่า รายได้ ก็คือมันโฟลว์ (Flow) ของรายได้ที่เข้ามาขณะที่บวชแล้ว กรรมการไม่ได้เสนอว่า ให้ไปเอาเงินทองของบุคคลที่บวชทั้งหมดตั้งแต่ก่อนบวช คือบวชแล้ว แล้วได้รับบริจาค ได้รับถวายขณะที่บวช อันนั้นน่าจะอยู่ในบวรพุทธศาสนาไม่ใช่เป็นของส่วนบุคคล อันนี้ ผมเคลียร์ประเด็นเท่านั้นเอง คล้าย ๆ กับผู้หญิง ผู้ชาย แต่งงานกันมันก็มีสินสมรส ใช่ไหมครับ กับมีสินส่วนตัวที่ติดมาแต่ต้น ประเด็นที่มองคล้าย ๆ อย่างนั้น
เรื่องมูลนิธิของวัดที่บอกว่าเป็นการเลี่ยงการถือที่ดิน อาจารย์วิริยะ หยิบประเด็นนี้ขึ้นมาน่าฟังมากแล้วก็เป็นความจริงเลยครับ วัดจำนวนไม่น้อยเลี่ยงบาลี เพราะธรณีสงฆ์จะจำหน่ายจ่ายแจกต้องออกเป็นพระราชบัญญัติก็เลี่ยงไปไปตั้งมูลนิธิของวัด แล้วมูลนิธิก็รับบริจาคเอาที่ดินเป็นของมูลนิธิ แล้วก็ทำมาหากินกันไปอย่างที่อาจารย์วันชัยพูด ที่ดินมากมายมหาศาลในกรุงเทพฯ นี้เป็นที่ดินของวัด แล้วก็ให้เช่ากันถูก ๆ คนก็เอาไปเซ็งลี้ กันต่ออีกทีหนึ่ง วัดอย่าให้เอ่ยชื่อเลย มันเยอะจริง ๆ ในกรุงเทพฯ เพราะว่าเราไม่ต้องการที่จะ กล่าวหาหรือว่ากล่าววัดหนึ่งวัดใด แต่เรากำลังพูดในหลักการว่าจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปในเรื่องนี้
ท่านอาจารย์นิพนธ์หยิบประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจมากก็คือธุรกิจศรัทธา ธุรกิจ ศรัทธา ท่านอาจารย์นิพนธ์บอกว่า ไปเอาวัดร้างโบราณสถาน ศาลเจ้า แล้วก็ส่งคนเข้าไปทำ มาหากิน เข้าไปเป็นเจ้าอาวาส เนื่องจากวัดเป็นนิติบุคคลด้วย เจ้าอาวาสคนเดียวสามารถจะทำนิติบุคคล ตรงนี้ได้ มีการทำมาหากินกัน ประเด็นนี้ก็ต้องขอบพระคุณ ผมไม่รู้ขอบพระคุณแทนใคร เพราะว่าถ้าได้ทำต่อมันก็จะขอบพระคุณ ตรงนี้ประเด็นนี้มันน่าจะใส่ไปด้วย
แล้วที่อาจารย์วันชัยพูดถึงเรื่องวัดร้างเยอะแยะ อย่างพระนครศรีอยุธยา มีคนทำมาหากินกันอย่างไร ตรงกันเลยกับที่ท่านอาจารย์นิพนธ์พูดเมื่อสักครู่นี้
ประเด็นในเรื่องของการปกครอง มีผู้เสนอว่าควรจะต้องปฏิรูปสำนักงาน พระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในรายงานนี้ไม่ได้พูด แต่มีหลายท่านมากเลยว่าคงจะต้องปฏิรูป สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ยิ่งอาจารย์วันชัยชี้เรื่องเมรุ แล้วก็เรื่องอะไรหลายเรื่อง เลยยิ่งเห็นของจริงด้วย ประเด็นปัญหาตรงนี้เราจะต้องแยกแยะให้ออกก็คือว่า เวลาเราจะ ปฏิรูปที่เกี่ยวข้องกับพระ ในความเห็นของผมเราจะต้องแยก เรื่องของพระก็คงจะต้องให้ พระท่านปฏิรูปกันเองในตัวของท่าน ขนาดวิชาชีพสื่อมวลชน สถาปนิก แพทย์ เราก็บอกว่า ไม่มีใครรู้ดีเท่ากับวิชาชีพของเขาหรอก เขาต้องคุมกันเอง เขาต้องดูแลกันเอง เขาต้องปฏิรูป เขาต้องจัดการกันเอง พระก็บอกว่าก็ต้องดูแลกันเอง คนอย่างเราไปดูแลไม่ได้ ก็จริงส่วนหนึ่ง แต่อาณาจักรก็ควรจะต้องดูกฎบัตรกฎหมายให้เรียบร้อย ก็เหมือนกันกับแพทยสภา เหมือนกันกับสถาปนิก เหมือนกับสื่อมวลชน สภาก็ต้องมีกฎบัตรกฎหมายที่ให้ทำอะไรได้ และคุมกันเอง และจะต้องมั่นใจว่าพระคุมกันเองได้ มหาเถรสมาคมก็ดี จะต้องมีการ ปรับปรุงอย่างไรที่จะให้มีกระปรี้กระเปร่าคุมกันเองได้ อันนั้นก็เป็นโจทย์ที่จะต้องคิดกัน ต่อไป ซึ่งก็คงจะตรงกับหลายคนที่บอกว่า เราก็ไม่ควรที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพระมากนัก เพราะพระก็ชอบอ้างว่าพวกเรามีศีลพอไหม ศีลน้อยกว่าอย่าสะเออะมาวิจารณ์หรือมาปฏิรูป คนที่ศีลมากกว่า ก็จริงส่วนหนึ่งนะครับ ก็จะต้องเคารพแล้วก็ต้องยอมที่จะให้ส่วนหนึ่ง ที่จะต้องดูแลกันเอง แต่ว่าดูแลกันเองภายใต้กรอบของรัฐ อาณาจักรที่จะต้องช่วยศาสนจักรด้วย
ประเด็นที่น่าสนใจอีกประเด็นหนึ่งไม่มีท่านผู้ใดพูด แต่ว่ามีท่านพูดถึง ท่านอาจารย์พุทธทาสทำให้ผมนึกถึงอาจารย์พุทธทาสที่เคยฟัง ผมเองก็เป็นศิษย์อาจารย์พุทธทาส คนหนึ่ง ท่านอาจารย์พุทธทาสพูดถึงราชาคณะ ว่าจริง ๆ แล้วราชาคณะ คือคณะของ พระราชาที่เกิดขึ้นในตอนต้นรัตนโกสินทร์ เป็นคณะของพระราชาในการปราบอลัชชี เพราะ พระราชาบอกไม่ไหวแล้วต้องมีคณะของพระราชา ก็คือเป็นพระที่มาช่วยกันปราบอลัชชี แต่ถ้าราชาคณะมีอลัชชีเสียเองมันจะทำกันอย่างไร นั่นละครับ มันทำให้เราต้องคิดทบทวน ไปมาอย่างที่ผมพูดเมื่อสักครู่นี้ว่าพระก็ต้องดูแลกันเอง คำที่ผมพูดเมื่อสักครู่นี้ไม่ใช่ผมพูด ทั้งหมด ท่านอาจารย์พุทธทาสพูด แม้กระทั่งบอกว่า แล้วถ้าพระราชาคณะเป็นอลัชชีเสียเอง จะทำอย่างไร
ท่านประธานครับ สุดท้ายผมอยากจะพูดอย่างนี้ว่า เมื่อวัดและพระ มีผลประโยชน์มาก ท่านก็รู้ว่าที่ไหนก็ตามที่มีผลประโยชน์ ที่พระดีมีนะครับ วัดไหนที่มี ผลประโยชน์ วัดไหนที่มีพระที่มีผลประโยชน์ก็จะต้องเล่นการเมือง อยากจะตั้งข้อสังเกตว่า วัดหรือพระที่เล่นการเมืองก็รักษาผลประโยชน์ตัวเอง ในที่สุดแล้วก็ไปบรรจบเชื่อมกันกับ ระบบทุนนิยม ระบบบริโภคนิยมที่อาจารย์เนาวรัตน์พูด แล้ววัดพวกนี้ก็จะไปเชื่อมกับ การเมืองในระดับชาติ เพื่อจะรักษาประโยชน์ของตัวเอง ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่น่ากลัวมาก ๆ สำหรับการเดินของประเทศไทย ท่านผู้มีเกียรติครับ หลายคนพูดถึงว่า โดยเฉพาะคุณรสนา พูดถึงว่า ต้นโพธิ์มันก็ต้องมีกาฝาก ผมคิดว่าสภาปฏิรูปแห่งชาติกำลังมองขึ้นไปบนต้นโพธิ์ ที่มีกาฝาก แต่บังเอิญไปเจอรังต่อ รังแตน มันก็บินลงมาต่อยเป็นของธรรมดา ขอบพระคุณครับ