ปรีชา บุตรศรี หารือเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันและเสนอแนวทางแก้ไข โดยเน้นถึงความสำคัญของระบบถ่วงดุลการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ และเสนอแนะการปฏิรูปต่าง ๆ เช่น การลดอำนาจของตำรวจในการสอบสวน และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการสอบสวน นอกจากนี้ยังหารือเรื่องปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและเสนอข้อเสนอ 4-5 ประการเพื่อแก้ไขปัญหานี้ เช่น การทําทีโออาร์ให้สมบูรณ์ การตรวจสอบสเปกของสินค้า การให้บัญชีทรัพย์สินแก่เจ้าหน้าที่ที่จัดซื้อจัดจ้าง และการถอดถอนสิทธิพิเศษของหน่วยงานภาครัฐที่ใช้สิทธิไม่ถูกต้อง
กราบเรียนท่านประธาน ท่านกรรมาธิการ ตลอดจน ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม นายปรีชา บุตรศรี สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ จากจังหวัดเลย เรื่องของการทุจริตคอร์รัปชันนั้นเป็นเรื่องที่มีความสําคัญอันดับต้น ๆ ของประเทศไทยที่ผมคิดว่าควรจะต้องจัดให้เป็นวาระแห่งชาติที่จะต้องให้ทุกภาคส่วนเข้ามา มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาอันสําคัญของประเทศในครั้งนี้ ตามที่คณะกรรมาธิการได้เสนอ ผลการศึกษามาในยุทธศาสตร์ ๓ ป นั้น ผมเห็นด้วยทุกอย่างทุกประการครับ แต่ผมขออนุญาต ตั้งข้อสังเกตเล็ก ๆ น้อย ๆ บางเรื่องบางประการอันจะเป็นประโยชน์ต่อกรรมาธิการดังนี้ครับ
เรื่องที่ ๑ เรื่องของการลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการที่จะ อนุมัติ อนุญาตในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งเป็นปัญหาที่สําคัญของประเทศ ผมอยากจะยกตัวอย่างของ ประเทศออสเตรเลียนะครับว่า สมมุติว่าจะมีการมาขออนุมัติที่เทศบาลเรื่องของการก่อสร้าง ห้างสรรพสินค้า เขาก็จะมีระบบไอที (IT) เข้ามาว่ามีการยื่นเข้าไปดูว่าข้อมูลการจราจร จะเป็นอย่างไร ข้อมูลน้ําเสียจะเป็นอย่างไร ข้อมูลเรื่องของขยะจะเป็นอย่างไร เทศบาลจะรับ ไหวไหม รวมทั้งโครงแบบของก่อสร้างอาคารมันจะผ่านแบบไหมนะครับ เมื่อคอมพิวเตอร์ มันตรวจบอกว่าอนุมัติก็อนุญาตได้เลย อันนี้จะเป็นการลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่เป็น อย่างยิ่งครับ ซึ่งผมคิดว่าน่าจะต้องเอามาใช้ในประเทศไทยนะครับ
ประการที่ ๒ เรื่องของการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมซึ่งมีหลายหน่วยงาน เช่น อัยการหรือตํารวจหรือศาลก็ดีครับ ผมคิดว่าหลักการอันสําคัญก็คือระบบถ่วงดุลการใช้ อํานาจของเจ้าหน้าที่ ผมยกตัวอย่างสั้น ๆ ว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้นะครับ เมื่อก่อนนี้อํานาจการ จับกุมและสอบสวนเป็นอํานาจของตํารวจ แล้วอัยการก็จะเป็นคนให้ความเห็นชอบหรือไม่ เห็นชอบ แล้วจะมีผู้ว่าราชการจังหวัดจะทําความเห็นแย้งความเห็นของอัยการก็ได้นะครับ เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดทําความเห็นเป็นอย่างไรแล้วอัยการสูงสุดจะเป็นคนตัดสิน แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ครับ ก็มีคําสั่งของรัฐบาล ของนายกรัฐมนตรี ที่ ๑๑๕/๒๕๕๗ ได้มีการแก้ไขประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา ได้ตัดอํานาจการให้ความเห็นชอบของผู้ว่าราชการจังหวัดออกไป ไปเป็นอํานาจของผู้บัญชาการตํารวจภาค ซึ่งผมคิดว่าอันนี้เป็นการทําลายหลักของ การถ่วงดุลอํานาจซึ่งมีมาแต่เดิมโดยสิ้นเชิง ก็อยากจะให้กรรมาธิการได้นําเรื่องนี้ไปทบทวนด้วยครับ
และเรื่องที่ ๓ ครับ ผมคิดว่าการปฏิรูปตํารวจนั้น ตํารวจมีอํานาจมากเกินไป สามารถจะจับกุมได้ทุกเรื่อง ถือกฎหมายทุกฉบับ ผมคิดว่าบางเรื่องมีหน่วยงานที่รับผิดชอบ อยู่แล้ว เช่น เรื่องของศุลกากร เรื่องของป่าไม้ เรื่องของแรงงาน เรื่องของทรัพย์สินทางปัญญา ผมคิดว่า ตํารวจจับได้แต่ว่าอํานาจในการสอบสวนควรจะต้องให้กรมนั้น ๆ หรือเจ้าหน้าที่นั้น ๆ ที่เขา รับผิดชอบอยู่แล้วเป็นพนักงานสอบสวน จะได้มีการตรวจสอบมีการถ่วงดุลระหว่างเจ้าหน้าที่ ตํารวจ ระหว่างเจ้าของหน่วยงานนั้น ๆ รวมทั้งอัยการด้วย ก็จะเป็นการถวงดุลอํานาจเป็น การลดการทุจริตคอร์รัปชันได้เป็นอย่างดี อันนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญที่ควรจะต้อง มีการปฏิรูปนะครับ
เรื่องที่ ๔ เรื่องของปัญหาการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งเป็นปัญหาอยู่โดยทั่วไป ผมคิดว่า เรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างนั้น เรื่องที่ ๑ ก็คือเรื่องของการทําทีโออาร์ โดยทั่วไปแล้ว เจ้าหน้าที่ไม่ค่อยมีความรู้หรอกครับ ก็ไปเอาสเปกของสิ่งที่เราจะซื้อของบริษัทที่จะซื้อมา เขียนเป็นทีโออาร์ แล้วก็เป็นการสร้างปัญหาในเรื่องของการล็อก สเปกต่าง ๆ ผมคิดว่า เรื่องนี้เราจะต้องให้คนที่จัดทําทีโออาร์นั้นลงเว็บไซต์ใช้ระยะเวลาที่นานพอสมควร แล้วก็ต้อง ส่งให้ สตง. ตรวจสอบด้วยตั้งแต่ขั้นต้นรวมทั้งส่งให้หน่วยงานที่มีการซื้อขายเรื่องนั้นให้มากที่สุด เรื่องนี้ถ้าทําแล้วจะทําให้เกิดการล็อกสเปกทําไม่ได้นะครับ
ประการที่ ๒ บริษัทใดที่มีการได้งานไปแล้วทํางานไม่ตรงสเปกหรือว่าอาจจะ มีการฮั้วประมูลงาน ผมคิดว่าเราต้องทําให้เหมือนบัญชีผู้ทิ้งงาน มีการประกาศเลยว่าบริษัทนี้ ทํางานไม่ตรงสเปกหรือว่ามีการฮั้วประมูลงาน ต้องให้กฎหมายให้อํานาจผู้ว่าจ้างสามารถ ที่จะแขวนบริษัทนี้ให้เป็นเหมือนกับผู้ที่ไม่มีความโปร่งใสในการรับจ้างงาน เพื่อจะให้เป็น ตัวอย่างแก่ผู้ว่าจ้างรายอื่น ๆ ด้วยนะครับ เรื่องของการตรวจรับก็เช่นเดียวกันไม่ควรจะให้ เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานนั้นเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจรับและควรจะตั้งเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้เท่านั้น เป็นผู้ตรวจรับ เช่น เรื่องช่าง เรื่องของผู้มีความรู้เรื่องเทคโนโลยี ผมไม่เห็นควรที่จะให้ตั้ง ข้าราชการที่ไม่มีความรู้ไปเป็นคนตรวจรับ ซึ่งเราจะไปเชื่อคนที่ไม่มีความรู้ไม่ได้นะครับ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ที่ทําหน้าที่จัดซื้อจัดจ้างทุกคนก็ควรจะต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินด้วยไม่ว่า จะเป็นเจ้าหน้าที่พัสดุหรือผู้อํานวยการกองคลังทั้งหลายนี่นะครับ
และเรื่องสุดท้ายผมคิดว่าหน่วยงานภาครัฐบางหน่วยที่ได้รับสิทธิพิเศษเป็น มติ ครม. ในการที่จะขายสินค้า ขายบริการ หรือจัดทําของ แล้วใช้สิทธิอันนี้ของตัวเองไปให้ เอกชนบางรายมาสวมสิทธิแล้วก็กินเปอร์เซ็นต์ ผมคิดว่ามีอยู่มาก เรื่องนี้ผมคิดว่าเมื่อมติ ครม. ให้ได้ก็ต้องถอดถอนได้เมื่อเขาไปใช้สิทธิอันนี้ไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นผมมีข้อเสนอ ๔-๕ ประการคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์บ้าง ขอบคุณครับ