สุวิทย์ เมษินทรีย์ หารือเรื่องการปฏิรูปที่สําคัญ โดยเน้นการปฏิรูปในเชิงโครงสร้างหรือเชิงระบบ โดยระบุว่าการปฏิรูปต้องมีการวางแผนและกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน รวมถึงการกำหนดผู้รับผิดชอบและพันธมิตรในการปฏิรูป และเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการระบุและแก้ไขปัญหาที่ควบคุมไม่ได้ และการค้นหาวิธีแก้ไขที่สามารถเกิดผลลัพธ์อย่างรวดเร็วเพื่อสร้างความมั่นใจและกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านรองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ และท่านสมาชิก สปช. ทุกท่านนะครับ วันนี้ในวาระเสริม อันนี้เป็นวาระที่เกี่ยวกับเรื่องของวาระการปฏิรูปที่สําคัญ อย่างที่เราทราบกันดีว่าเราได้ทํา ในเรื่องของคอนเซพชวล ดีไซน์ (Conceptual Design) ใน ๓๖ วาระกันไปแล้วนะครับ แล้วก็ทั้ง ๓๖ วาระก็ได้มีการส่งถึงท่านประธานสภาเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ในส่วนนี้คือส่วนที่ ๒ ที่เป็นส่วนที่เรากําลังพูดถึงการกําหนดวิธีและกระบวนการปฏิรูป หรือที่เราเรียกว่าเป็นโพรเซส (Process) แล้วออร์แกไนซ์เซชัน ดีไซน์ (Organization Design) จริง ๆ แล้วเอกสารทั้งหมดอยู่ในหนังสือเล่มนี้ซึ่งเข้าใจว่าทุกท่านได้รับเมื่อเช้านี้นะครับ เป็นเอกสารที่เราเพิ่มเติมจากการประชุมในแม่น้ํา ๕ สาย แล้วก็มีการอัพเดท (Update) หรือมีการทําข้อมูลให้ทันสมัยนะครับ จะรบกวนทุกท่านเปิดในหนังสือเล่มนี้ในหน้าที่ ๑๙ ตั้งแต่หน้าที่ ๑๙ เป็นต้นไป หน้า ๑๙ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงล่างที่พูดถึงเรื่องของขั้นตอน การดําเนินการนะครับ เมื่อสักครู่นี้ท่านประธานสภาท่านได้พูดไว้แล้วว่าเราได้มีการเลื่อน ในการส่งมอบกําหนดการ วิธีการ แล้วก็กระบวนการปฏิรูปจากเดิมไปเป็นวันที่ ๓๑ พฤษภาคม และหลังจากนั้นในวาระการปฏิรูปไหนที่จําเป็นจะต้องมีการยกร่าง ก็จะต้องทําให้แล้วเสร็จ ภายในวันที่ ๓๑ สิงหาคม ซึ่งในเอกสารได้แจกแจงไว้แล้วนะครับ
ในหน้าต่อไปได้พูดถึงเรื่องของการกําหนดกรอบหลักการการขับเคลื่อน การปฏิรูป หรือที่เราเรียกว่าเป็น คอนเซพชวล ดีไซน์ ซึ่งอย่างที่ได้เรียนไว้ว่าใน ๓๖ วาระ ก็ได้ส่งมอบถึงท่านประธานเรียบร้อยแล้ว ณ ขณะนี้เรากําลังจะเข้าสู่ขั้นตอนที่ ๒
ในหน้าต่อไปครับ ก็คือเรื่องของการกําหนดวิธีและกระบวนการการปฏิรูป หรือที่เราเรียกว่าเป็นโพรเซส แล้วก็เรื่องของออร์แกไนซ์เซชัน ดีไซน์นั้น มันมีหลักคิดอยู่ ๒-๓ หลักสําคัญ ๆ นะครับ
อันที่ ๑ ก็คือว่าอย่างที่เราทราบกันดี เราเป็นการปฏิรูปที่ไม่เน้นในเรื่อง ประเด็น หรือที่เราเรียกว่าอิชชู เบสด์ (Issue based) แต่เราจะเน้นในเรื่องของการปฏิรูป ในเชิงโครงสร้างหรือเชิงระบบเป็นสําคัญ
ในส่วนที่ ๒ การปฏิรูปจะสําเร็จขึ้นได้ไม่ใช่ต่างคนต่างทําแล้วนะครับ จากนี้ไป คือจะทําอย่างไรให้มีการรับรู้ แล้วก็การมีส่วนร่วมในการปฏิรูปของภาคส่วนต่าง ๆ
เพราะฉะนั้นในหน้าต่อไปครับ ก็ได้พูดถึงว่าในหลักคิดของทั้ง ๓๖ วาระ การปฏิรูปนั้นมีสิ่งที่ตรงกันเหมือนกันอยู่ก็คือว่าเราเห็นสภาพที่ไม่น่าพึงประสงค์นะครับ แล้วเราอยากกระทําการปฏิรูปเพื่อให้เกิดในสิ่งที่มันควรจะพึงประสงค์ หรือในสิ่งที่ควรจะเป็น เพราะฉะนั้นหน้าที่ของพวกเราทั้ง ๓๖ วาระก็คือการเติมเต็มหรือที่เราเรียกว่ารีฟอร์ม แกพ (Reform Gap) ช่องว่างของการปฏิรูปดังกล่าวเพื่อให้ออกมาเป็นผล จากนี้ไปเราจะเรียก สิ่งที่ออกมาเป็นผลลัพธ์ออกมานั้น เราจะเรียกว่าเป็นแผนปฏิรูปหรือเราเรียกว่ารีฟอร์ม แพลน (Reform plan)
ในหน้าต่อไปครับ หลักคิดจากนี้ไปผมคิดว่าการปฏิรูปนั้นอย่างที่เราทราบกันดี บางเรื่องสามารถทําได้ใน ๑ ปี หรือสามารถทําได้ใน ๓ ถึง ๕ ปี หรือบางเรื่องอาจจะยาวนาน เป็น ๑๐ ปี เพราะฉะนั้นในการออกแบบโดย สปช. ของพวกเราจะต้องมีความคิดที่รอบคอบ ที่เปิดกว้างว่าเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างที่เราต้องการนั้น เราแบ่งขั้นตอนของการปฏิรูป ออกเป็นที่เราเรียกว่าเป็นเฟสซิง (Phasing) ออกเป็นกี่ขั้นตอน ในตัวอย่างที่ได้แสดงไว้ ก็คือประมาณ ๔ ขั้นตอน อาจจะเป็น ๓ ขั้นตอน ๒ ขั้นตอน หรืออีก ๕ ขั้นตอนก็ตามครับ เราจําเป็นจะต้องมานั่งดูว่าเราจะขับเคลื่อนการปฏิรูปโดยการออกแบบขั้นตอนต่าง ๆ ดังกล่าวอย่างไรบ้าง
ในหน้าต่อไปจะพูดถึงว่าองค์ประกอบที่สําคัญที่จะต้องอยู่ในแผนของปฏิรูป ในแต่ละวาระของการปฏิรูปจากนี้ไปนั้นมีอะไรบ้าง มันมีองค์ประกอบสําคัญ ๆ ผมคิดว่า พวกเราก็คงจะทราบกันอยู่ในระดับหนึ่งอยู่แล้ว สิ่งที่เราต้องการก็คือผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ของการปฏิรูปนั้นเป็นอย่างไร อะไรคือตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ ใครเป็นผู้รับผิดชอบหลัก ใครเป็นผู้รับผิดชอบร่วม แล้วก็แนวร่วมพันธมิตรของการขับเคลื่อนการปฏิรูปนั้นมีใครบ้าง กลุ่มเป้าหมายที่ได้รับผลกระทบเชิงบวกคือใคร แต่ขณะเดียวกันการปฏิรูปอย่างที่เราทราบกันดี คือโนเพน (No pain) โนเกน (No gain) นั้นมีกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับผลกระทบเชิงลบเป็นใครบ้าง สิ่งต่าง ๆ องค์ประกอบต่าง ๆ เหล่านี้จะต้องถูกคลี่ออกมาในแผนการปฏิรูปจากนี้ไปในขั้นที่ ๒ ที่เรากําลังจะดําเนินการอยู่
หน้าต่อไปครับ นี่คือสิ่งต่าง ๆ ที่หามาเพื่อให้เห็นและได้ชัดเจนขึ้น ก็คือว่า เราจําเป็นจะต้องเอาวาระการปฏิรูปของเรานั้นแจกแจงออกมาเป็นระยะ ๆ ๓ ระยะหรือ ๔ ระยะ แต่ระยะมีเวลาเท่าไร อะไรคือผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรมให้ระบุออกมา
หน้าต่อไปครับ ทํานองเดียวกันกับเรื่องของผลสัมฤทธิ์ว่าตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์นั้น เป็นอย่างไร
หน้าต่อไปครับ ก็จะพูดถึงเรื่องว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบหลัก ไม่ใช่เราแล้วนะครับ จากนี้ไปผู้รับผิดชอบหลักก็คือเราเป็นผู้ออกแบบ และคนที่เป็นผู้รับผิดชอบหลักซึ่งอาจจะ ตรงกันหรือต่างกันในแต่ละระยะของการปฏิรูปคือใคร รวมถึงผู้รับผิดชอบที่เป็นผู้รับผิดชอบ ร่วมด้วย ทํานองเดียวกับหน้าต่อไปก็คือเรื่องของพันธมิตร แนวร่วมของพันธมิตรในการ ปฏิรูปคือใครบ้าง
หน้าต่อไปก็จะพูดถึงกลุ่มเป้าหมายที่จะได้รับผลกระทบเชิงบวกจากการ ปฏิรูปของเราในแต่ละวาระ แล้วก็ใครบ้างที่จะโดนผลกระทบเชิงลบซึ่งเดี๋ยวเราจะพูดถึง มาตรการเยียวยาในบุคคลที่ได้รับผลกระทบในเชิงลบด้วย ในส่วนต่อไปก็จะพูดถึงว่าในการ กําหนดวิธีและกระบวนการการปฏิรูปนั้นมันจะต้องมีความชัดเจนมากขึ้นแล้ว มันไม่ใช่แค่ คอนเซพท์ (Concept) หรือแนวคิดของการปฏิรูปในคอนเซพชวล ดีไซน์ แต่เดิมมา เพราะฉะนั้นเราจําเป็นจะต้องสามารถระบุว่ามาตรการการปฏิรูปของเรามีอะไรบ้าง และอะไรคือจุดคานงัดหรือว่าจุดที่จะทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมันคืออะไร เราจะต้อง สามารถระบุว่าตัวขับเคลื่อนหลักในการปฏิรูปนั้นมันมีอะไรบ้าง ในทํานองเดียวกันเราจะใช้ ภาพต่อไป ก็คือเราจะพูดถึงว่ามาตรการการปฏิรูปมีอะไรบ้างในแต่ละเฟส (Phase) ของการ ปฏิรูป บางเรื่องเป็นเรื่องที่ต่อเนื่อง อาจจะต้องใช้เฟส ๑ เฟส ๒ เฟส ๓ หรือต่อเนื่องไป หรือบางเรื่องจบที่เฟส ๑ แล้วเฟส ๒ ก็เป็นมาตรการการปฏิรูปในชุดต่อไป ก็ขอให้ระบุว่า มีอะไรบ้าง หน้าต่อไปในทํานองเดียวกันเราสามารถที่จะบ่งชี้ว่าจุดคานงัดของเราคืออะไร หน้าต่อไปทํานองเดียวกันคือตัวขับเคลื่อนหลักในการปฏิรูปในแต่ละเฟสนั้นเพื่อจะทําให้ ข้อต่อจากเฟสที่ ๑ สําเร็จแล้วเพื่อไปสู่เฟสที่ ๒ ไปสู่เฟสที่ ๓ คืออะไร ในชุดต่อไปที่พวกเรา อาจจะต้องมาช่วยกันพิจารณาก็คือในเรื่องของการปฏิรูปที่สําคัญนั้น อย่างที่เราบอกเราเป็น การปฏิรูปเชิงระบบ เพราะฉะนั้นเราจําเป็นต้องขบคิดในเรื่องของการรื้อปรับกลไก และกระบวนงานมีอะไรบ้าง การรื้อปรับโครงสร้างองค์กรมีอะไรบ้าง การรื้อปรับระบบ ธรรมาภิบาลหรือกติกามีอะไรบ้าง การถ่ายโอนอํานาจและความรับผิดชอบจะเกิดขึ้น ในส่วนไหนบ้าง และพร้อม ๆ กันนั้นการรื้อปรับในเชิงโครงสร้างหรือระบบ แต่พร้อม ๆ กันนั้น บางเรื่องเป็นเรื่องของการถ่ายโอนอํานาจ แต่ความพร้อมยังไม่มี เพราะฉะนั้นเราจําเป็น ต้องมีการยกขีดความสามารถ หรือที่เราเรียกว่าคาพาซิที บิลดิง (Capacity Building) ในภาคส่วนต่าง ๆ ที่จะรับโอนอํานาจไปนั้นเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นในทํานองเดียวกัน ในหน้าต่อไปได้แสดงถึงเฟสซิงว่าในแต่ละเรื่อง อย่างการรื้อปรับโครงสร้างระบบ หน้าต่อไป ในเรื่องของการรื้อปรับกลไกและกระบวนงาน หน้าต่อไปได้พูดถึงเรื่องของการปรับเปลี่ยน รื้อปรับหรือการรื้อปรับองค์กรจนถึงเรื่องของระบบธรรมาภิบาล การถ่ายโอนอํานาจ และความรับผิดชอบ และการยกขีดความสามารถในการขับเคลื่อนมีอะไรบ้าง เพราะฉะนั้น นี่คือชุดขององค์ประกอบที่สําคัญที่จะตอบโจทย์ว่าแผนปฏิรูปของเราเป็นอย่างไร
ในส่วนสุดท้ายเป็นเรื่องของเชนจ์ เมเนจเมนท์ (Change management) ก็คือการปฏิรูปที่จะทําให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมนั้นเราจําเป็นจะต้องขบคิดในอย่างน้อย อีก ๖ ประเด็นสําคัญ ๆ ดังต่อไปนี้
๑. เราจะต้องระบุการบริหารการเปลี่ยนแปลงหรือเชนจ์ เมเนจเมนท์ ว่า เป็นอย่างไร
๒. เราจําเป็นจะต้องระบุว่าปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ในการปฏิรูปครั้งนี้คืออะไร
๓. สามารถที่จะระบุว่าอุปสรรคในการปฏิรูปนั้นมันมีอะไรบ้างเพื่อที่ว่าเราจะ ปลดล็อกหรือหาหน่วยงานหรือองค์กรที่ใหญ่กว่าในการที่จะปลดล็อกในส่วนนี้ให้กับเรา แต่สิ่งที่ของการปฏิรูปนั้นเนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลายาว เราคงจะไม่รอผล จนสุดท้ายว่าผลสัมฤทธิ์สุดท้ายคืออะไร เพราะฉะนั้นเราจําเป็นจะต้องบ่งชี้ว่าอะไรคือสมอล วิน (Small win) หรืออะไรคือควิก วิน (Quick win) เพื่อจะทําให้การปฏิรูปนั้นเกิดกําลังใจ ขึ้นมาในคนที่ขับเคลื่อนการปฏิรูป
ประเด็นที่สําคัญอย่างที่ผมได้เรียนไว้การปฏิรูปนั้นโนเพน โนเกน ดังนั้นมันมี เรื่องของความขัดแย้งเกิดขึ้นอย่างแน่นอนเพื่อให้การปฏิรูปเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมนั้น เราจะบริหารจัดการความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้อย่างไรในแต่ละเฟส แล้วสุดท้ายก็คือว่า เราจะต้องขบคิดว่าเราจะเยียวยาหรือให้ชดเชยกับผู้ที่ได้รับผลกระทบเชิงลบจากการปฏิรูป ครั้งนี้อย่างไรบ้าง เพราะฉะนั้นนี่คือทั้งหมดของเทมเพลท (Template) ที่ทางกรรมาธิการได้พัฒนาขึ้นมา เพื่อใช้เป็นแนวทางในการขับเคลื่อนส่วนที่ ๒ เรากําลังผ่านในเรื่องของคอนเซพชวล ดีไซน์ไป แล้ว ณ วันนี้เราอยู่ในขั้นตอนที่ ๒ ซึ่งจะต้องแล้วเสร็จภายในวันที่ ๓๑ พฤษภาคมนี้ สิ่งที่ได้ เรียนเสนอไปกับพวกท่านก็คือว่าจะใช้เป็นแนวทางก็คือเทมเพลท ในการที่จะมองดูว่าเราจะ ช่วยกันพิจารณาดูว่าเราจะเขียนออกมา สิ่งที่เราคิดมาในคอนเซพชวล ดีไซน์ จะแทรนซเลท (Translate) หรือแปลงออกมาจากแนวคิดมาสู่แนวปฏิบัติของการปฏิรูป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่เป็นรูปธรรมผ่านเรื่องของกระบวนการปรับเปลี่ยนเชิงระบบ เชิงโครงสร้าง เชิงกระบวนการ เป็นอย่างไร จริง ๆ ทุกอย่างก็ได้เตรียมไว้ในหนังสือเล่มนี้ก็สามารถที่จะใช้เป็นแนวทางในการ ขบคิดในส่วนที่ ๒ ต่อไป ขอบพระคุณท่านครับ