ศิริรัตน์ วสุวัต แถลงการณ์เกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเพื่อปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ และเสนอแนวทางการปฏิรูปเพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยเฉพาะการสรรหาผู้ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐให้โปร่งใส การคุ้มครองติดตามทรัพย์สินของแผ่นดินคืนจากการทุจริต และการปฏิรูปกฎหมายเพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศนะคะ และท่านสมาชิกที่มีเกียรติทุกท่านค่ะ ดิฉัน ศิริรัตน์ วสุวัต ซึ่งเป็นอนุกรรมาธิการและเลขานุการของคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบนะคะ สถานการณ์การทุจริต ซึ่งท่านทั้งหลายได้ทราบแล้ว ท่านผู้มีเกียรติได้ทราบแล้วว่าเกิดจากระบบอุปถัมภ์ก็ดี ทุจริต เชิงนโยบาย และผลประโยชน์ทับซ้อน อย่างไรก็ตามถึงแม้เราจะมีองค์กรต่อต้านการทุจริต ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต จะมีกฎหมายหลายฉบับในการป้องกันและปราบปราม การทุจริตมาแล้ว แต่การจัดการกับปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบหรือการคอร์รัปชัน ของประเทศไทยเรายังไม่บรรลุเป้าหมายที่จะจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ในคณะอนุกรรมาธิการจึงได้เห็นความสําคัญของการศึกษาและวิเคราะห์ว่าปัญหาเกิดจาก อะไรกันแน่ ซึ่งจากการศึกษาก็มีปัญหาหลายประเด็น ที่สําคัญจะยกมาเป็นตัวอย่าง ประเด็นแรก คือเรื่องร้องเรียนกับการที่เราให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ มีเรื่องร้องเรียนจํานวนมากเข้าสู่องค์กรต่อต้านการทุจริต แต่ขณะเดียวกันกระบวนการ ในการดําเนินการเพื่อมีการลงโทษจะต้องผ่านกระบวนการในการไต่สวนและสอบสวนก็ดี ในการฟ้องคดีก็ดี หรือในการดําเนินคดีในชั้นศาลมีความล่าช้าอยู่ ตรงนี้นะคะ ความล่าช้า มักจะเป็นการปฏิเสธความยุติธรรมใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงเป็นปัญหาที่เราไม่สามารถ ดําเนินคดีกับผู้ทุจริตได้อย่างรวดเร็ว ปัญหาที่เกิดขึ้นก็เนื่องจากว่าเรายังไม่มีศาลชํานัญพิเศษ ในเรื่องของคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ รวมทั้งวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ เป็นเรื่องเฉพาะนะคะ นอกจากนั้นนะคะในส่วนของกฎหมาย ป.ป.ช. เอง การประพฤติมิชอบ ก็ไม่อยู่ในบทนิยามหรืออยู่ในอํานาจหน้าที่ของกฎหมาย ป.ป.ช. ด้วย จึงทําให้การประพฤติมิชอบ หลาย ๆ อย่างจึงหลุดจากการตรวจสอบของ ป.ป.ช. นะคะ ถึงแม้ ป.ป.ช. จะมีกฎหมาย แล้วก็ชี้มูลความผิดทั้งทางวินัยและอาญา ในทางวินัยสํานวน ป.ป.ช. ถือว่าเป็นรายงาน การสอบสวนทางวินัยแล้ว ผู้บังคับบัญชาจะต้องลงโทษทางวินัยเลย แล้วก็ส่งคําสั่งให้ ป.ป.ช. ภายใน ๑๕ วันนับแต่วันลงโทษ ไม่ต้องตั้งกรรมการสอบ แต่ไม่มี การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังค่ะ หลาย ๆ คดีที่ส่งไปทางวินัยยังไม่มีการลงโทษอย่างจริงจัง และรวมทั้งในคดีอาญาเราก็มีเรื่องของการต้องส่งให้อัยการสูงสุด ตั้งคณะทํางานร่วม ก็ต้องใช้เวลากว่าจะไปสู่ศาลแล้วก็การลงโทษ แม้กระทั่งคดีที่ล่าสุดเกี่ยวกับทุจริต เรือขุดเอลลิคอตต์ก็ใช้เวลาศาลชั้นต้นถึงศาลฎีกาถึง ๑๑ ปี เพราะฉะนั้นตรงนี้เราควรจะมี การปฏิรูปใหม่ ปัญหาต่อมาในเรื่องของประชาชนซึ่งอยากมีส่วนร่วมแต่ไม่สามารถฟ้องคดีได้ เป็นปัญหาที่เราจะต้องแก้ไขกันต่อไปนะคะ และงบประมาณองค์กรอิสระนะคะ แต่ไม่มีอิสระ ในเรื่องของงบประมาณที่จะใช้ในการต่อต้านหรือต่อสู้กับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน กระบวนการสรรหาคณะกรรมการในองค์กรอิสระก็ดี องค์กรตามรัฐธรรมนูญก็ดี ก็ยังมี ในเรื่องของความไม่โปร่งใสอยู่ เพราะฉะนั้นก็คงจะต้องจัดระบบของการสรรหาให้มีความโปร่งใส แล้วก็สามารถตรวจสอบได้จากภาคประชาชนนะคะ ในหลาย ๆ องค์กรในการต่อต้านการทุจริต จะเห็นได้ว่าบางทีมีการทํางานซ้ําซ้อนแล้วก็ไม่มีมาตรฐานเดียวกัน เพราะฉะนั้นจําเป็นจะต้องมี หน่วยงานขึ้นมาหรือเปล่าในการบูรณาการการทํางานของแต่ละหน่วยงานให้มีมาตรฐาน เดียวกัน ไม่ซ้ําซ้อน โดยเฉพาะปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบจะต้องมีการจัดการอย่างรวดเร็ว ปัญหาเรื่องของผู้ปฏิบัติหน้าที่เหมือนกันนะคะ แล้วก็ประชาชนที่มีส่วนร่วมในการชี้เบาะแส ให้ข้อมูลแต่กลับถูกฟ้องคดีในเรื่องการหมิ่นประมาท ทําอย่างไรจึงจะสร้างมาตรการ ในการคุ้มครองผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และประชาชนที่มี ส่วนร่วมในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตค่ะ และปัญหาที่สําคัญอีกอันหนึ่งนะคะ เวลาทุจริตผู้ทุจริตก็หนีไปต่างประเทศ ทรัพย์สินต่าง ๆ ที่งบประมาณต้องสูญเสียไปก็ไม่มี การทวงคืน มีการดําเนินการในการสอบสวนความรับผิดทางละเมิดแต่ก็ยังไม่สามารถ จะเรียกเงินคืนสู่งบประมาณของแผ่นดินได้ ต่าง ๆ นะคะเป็นแค่ปัจจัยสําคัญ ยังมีปัจจัย อีกหลาย ๆ ประเด็น เพราะฉะนั้นในชั้นคณะอนุกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการ ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตจึงเห็นความสําคัญที่เราจะต้องปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่ระบบการไต่สวนข้อเท็จจริง การสอบสวน การฟ้องคดี และการดําเนินคดีในชั้นศาล ให้รวดเร็วขึ้น ก็ได้มีมาตรการเป็นแผนปฏิรูป ที่สําคัญคือทางคณะกรรมาธิการและคณะอนุกรรมาธิการ ได้เห็นความสําคัญ เราจะต้องมีศาลชํานัญพิเศษในเรื่องของคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยให้รวมเรื่องประโยชน์ทับซ้อนด้วยนะคะ รวมทั้งในเรื่องของวิธีพิจารณาคดีเป็นการเฉพาะ แล้วก็เป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่รัฐบาลได้เห็นความสําคัญเช่นกัน ก็ได้มีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวานนี้เป็นของขวัญปีใหม่ของประชาชนชาวไทยว่าเราจะมีศาลชํานัญพิเศษเป็นศาลอาญา คดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งตรงนี้ทางคณะอนุกรรมาธิการก็ดี คณะกรรมาธิการก็ดี และสภาของเราก็จะร่วมกันผลักดันประกาศใช้โดยเร็วเพื่อให้การทุจริตคอร์รัปชัน หรือทุจริต ประพฤติมิชอบนั้นได้มีการลงโทษอย่างจริงจัง แต่ทางคณะอนุกรรมาธิการได้นําเสนอ นิดหนึ่งนะคะ ในการเสริมในเรื่องของศาลอยากให้เป็นระบบไต่สวน แล้วก็ให้ประชาชน ได้ฟ้องคดีเองได้ แล้วก็ในเรื่องการฟ้องคดีของประชาชนไม่ต้องผ่านกระบวนการของทนายความ เมื่อฟ้องแล้วทางศาลท่านใช้ระบบไต่สวน สามารถดําเนินคดีไปได้รวดเร็วเลยนะคะ แล้วศาล ควรจะมีแค่ ๒ ศาล ถ้า ๓ ศาลอย่างปัจจุบันก็คงจะไม่ทําให้รวดเร็วขึ้น อีกส่วนหนึ่งนะคะ การที่มีเรื่องของการทํางานซ้ําซ้อน ไหนจะ ป.ป.ช. ด้วย ป.ป.ท. ด้วย สตง. ด้วย ผู้ตรวจการแผ่นดิน ก็ดี ปปง. หรือดีเอสไอ (DSI) ก็สอบในเรื่องเดียวกันอย่างนี้มีความซ้ําซ้อน และมาตรฐาน แต่ละคดีก็ไม่ค่อยเป็นมาตรฐานเดียวกัน เพราะฉะนั้นถ้าเป็นไปได้เราจะต้องมีแผนในการจัดหน่วยงานกลางขึ้นมาหรือเรียกว่า เคลียริงเฮาส์ (Clearing house) ขึ้นมา เพื่อประสานและบูรณาการการทํางานของทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน แล้วก็องค์กรระหว่างประเทศ ให้เป็นแนวทางเดียวกันและมีมาตรฐานเดียวกัน และเน้นในเรื่องของอาร์แอนด์ดี (R&D) พัฒนาทั้งองค์กรและบุคลากรให้เป็นมืออาชีพ ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตด้วยค่ะ
แผนปฏิรูปต่อไปในเรื่องปราบปรามคือกระบวนการสรรหาที่เรียนให้ทราบ ซึ่งมีปัญหาอยู่ก็ขอให้มีการจัดระบบการสรรหาให้โปร่งใส โดยผู้ที่ได้รับการสรรหามาแล้ว ต้องเปิดเผยรายชื่อต่อสาธารณชนรวมทั้งประวัติเพื่อให้ประชาชนเข้ามาตรวจสอบ และมีระยะเวลาให้ประชาชนตรวจสอบว่าผู้ที่เข้ามาทําหน้าที่ตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ในแต่ละองค์กรนั้นมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ เป็นที่ยอมรับของประชาชน และเป็นที่ศรัทธา เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็สามารถจะทําให้กระบวนการในการไต่สวนนั้น มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น งบประมาณก็ดี ซึ่งองค์กรอิสระได้ชื่อว่าอิสระ แต่งบประมาณก็ยังผ่าน ขั้นตอน กระบวนการในการของบประมาณเหมือน ๆ กับงบประมาณของหน่วยราชการอื่น ๆ แต่ในเรื่องของการแก้ไขปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบย่อมเป็นปัญหาที่เร่งด่วน เพราะฉะนั้นตรงนี้ถ้าแก้ไขและปฏิรูปให้เป็นสัดส่วนของงบประมาณแผ่นดินแล้วจะทําให้ องค์กรนั้นมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
สุดท้ายก็จะเป็นเรื่องของการปฏิรูปกฎหมาย ซึ่งได้เรียนให้ทราบแล้วว่าเราได้ มีการจัดตั้งศาลและมีพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลคดีทุจริตแล้วนะคะ มีการร่างพระราชบัญญัติ เกี่ยวกับวิธีพิจารณาคดีทุจริตไปแล้ว แต่ยังมีเรื่องที่สภาของเราจะต้องผลักดันกฎหมาย ที่สําคัญ อย่างเช่นพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคล และประโยชน์ส่วนรวมหรือเรียกว่าประโยชน์ทับซ้อนหรือคอนฟลิกต์ ออฟ อินเทเรสต์ (Conflict of interest) นั่นเอง ซึ่งเป็นปัญหาสําคัญ ซึ่งเป็นบ่อเกิดของการทุจริตและประพฤติมิชอบ อย่างไรก็ตามถึงแม้ร่างกฎหมายฉบับนี้ทางรัฐบาลก็ดีก็ได้พิจารณาและเห็นชอบแล้ว แล้วก็ ได้ส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่อยากขอเสนอนิดหนึ่งนะคะ ตอนนั้นที่เสนอเรายังไม่มีศาลทุจริต และประพฤติมิชอบ เพราะฉะนั้นคําว่าประโยชน์ขัดกันหรือประโยชน์ทับซ้อน ประโยชน์ขัดกัน และประโยชน์ส่วนตัวกับประโยชน์สาธารณะตามพระราชบัญญัติใหม่ขอให้ไปสู่ศาลอาญา คดีทุจริตและประพฤติมิชอบด้วย ให้ถือว่าการกระทําดังกล่าวเป็นการกระทําฐานทุจริตต่อ หน้าที่ด้วยนะคะ แล้วอีกพระราชบัญญัติหนึ่งเรื่องคุ้มครองติดตามทรัพย์สินของแผ่นดินคืน จากการทุจริต ท่านก็ได้ทราบว่าหลาย ๆ คดีง่าย ๆ คือบ่อบําบัดน้ําเสียคลองด่าน ซึ่งเป็น ปัญหาที่ทําให้เราจะต้องเสียงบประมาณในการก่อสร้างไปร่วม ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้วนะคะ แล้วยังต้องมาชดใช้หนี้อีก เพราะฉะนั้นหลาย ๆ อย่างในหลาย ๆ คดี เราจะทําอย่างไรจะติดตาม และทวงคืนทรัพย์สินที่เขาทุจริตต่อหน้าที่จากงบประมาณแผ่นดินให้กลับคืนมาได้อย่างมี ประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้นเราก็ควรจะปฏิรูปกฎหมายตัวนี้ขึ้นมา ซึ่งตรงนี้พระราชบัญญัติ คุ้มครองและติดตามทรัพย์สินคืนจากการทุจริตรัฐบาลได้ให้ความเห็นชอบแล้ว แล้วก็ได้ ส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นที่น่ายินดีที่รัฐบาลให้ความสําคัญ เพราะฉะนั้นตรงนี้ สภาของเราก็จะขับเคลื่อนต่อไปให้กฎหมายฉบับนี้เข้ามาใช้ได้อย่างจริงจัง แล้วคณะกรรมาธิการ และคณะอนุกรรมาธิการในชุดนี้ก็จะสนับสนุนแล้วก็จะเพิ่มเติมให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ในกฎหมายอื่น ๆ อย่างเช่น กฎหมาย ป.ป.ช. หรือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตก็คงจะต้องให้นิยามในคําว่า ประพฤติมิชอบ เข้าไว้ด้วย และในส่วนที่สําคัญอีกอันหนึ่งก็คือในส่วนของการที่กฎหมาย ป.ป.ช. ไม่มี ประพฤติมิชอบ และการบังคับใช้กฎหมายในทางวินัยก็ควรจะให้มีการบังคับอย่างจริงจัง แล้วก็มาตรการอีกอันหนึ่งต้องคุ้มครองผู้ปฏิบัติหน้าที่รวมทั้งประชาชนที่มีส่วนร่วมในการแจ้ง เบาะแส ในการให้ข้อมูล ในการร้องเรียน คุ้มครองความปลอดภัย มีมาตรการคุ้มครองก็จริง แต่ในเรื่องของการฟ้องคดียังไม่มีก็มักจะถูกฟ้องคดีอยู่เรื่อย ๆ ประชาชนหลายคนที่มีส่วนร่วม ในการร้องเรียนก็จะมาบอกกับเราว่าหลังจากที่ร้องเรียนไปแล้วก็ถูกผู้ถูกกล่าวหาฟ้อง ในเรื่องของการไปหมิ่นประมาท เป็นต้น เพราะฉะนั้นต้องให้ความคุ้มครอง การป้องกัน และปราบปรามการทุจริตจะสัมฤทธิผลได้ต้องได้รับความร่วมมือและปัจจัยหลาย ๆ ด้าน แผนปฏิรูปและกลไกในกระบวนการยุติธรรมในเรื่องของการทุจริตและประพฤติมิชอบ ไม่ว่าตั้งแต่กระบวนการไต่สวนก็ดี การฟ้องคดีของอัยการก็ดี หรือกระบวนการของศาล จะต้องมีความชัดเจน มีประสิทธิภาพ และรวดเร็ว โดยเฉพาะในเรื่องของการฟ้องคดี ซึ่งตอนนี้หลาย ๆ คดี ป.ป.ช. ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดก็มีการตั้งคณะทํางานร่วม ความชัดเจน ในเรื่องนี้คงต้องแก้ไขในกฎหมาย ป.ป.ช. ด้วยว่าจะมีความชัดเจนในระยะเวลาในการฟ้องคดี เพื่อให้รวดเร็วขึ้น อย่างไรก็ตามทั้งนี้ในการที่เรามีศาลชํานาญการ ศาลชํานัญพิเศษ ในเรื่องของ คดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ดิฉันหวังว่าในสภา ในคณะกรรมาธิการ และในคณะอนุกรรมาธิการ จะมีผลสัมฤทธิ์ของการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ กราบขอบพระคุณค่ะ