สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๙ · ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๗

สารี อ๋องสมหวัง หารือเรื่องการยกร่างรัฐธรรมนูญและขอให้หน่วยงานของรัฐส่งเสริมสิทธิผู้บริโภค โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมทางการเมืองของผู้บริโภค และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล สารี อ๋องสมหวัง ยังหารือเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภค โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีสัดส่วนของผู้บริโภคในคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครอง และเรียกร้องให้มีกฎหมายกลางเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคที่ครอบคลุมและทันสมัย นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการกำกับดูแลสิทธิผู้บริโภคและการค้าในพื้นที่ท้องถิ่น โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชนและท้องถิ่นในการตัดสินใจเกี่ยวกับการค้า และการรักษาอัตลักษณ์ท้องถิ่น

นางสาวสารี อ๋องสมหวัง ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ประธานกรรมาธิการและเพื่อนสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ดิฉัน สารี อ๋องสมหวัง ประธานกรรมาธิการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภค ดิฉันคิดว่า การทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปฏิรูปโครงสร้างทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองของประเทศ เพื่อนำไปสู่การลดความขัดแย้งทางการเมือง ลดความเหลื่อมล้ำและ สร้างความเป็นธรรม และสร้างการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน คณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภคได้รวบรวมข้อมูลความรู้ จัดตั้งคณะอนุกรรมาธิการรับฟัง ความคิดเห็นจากหน่วยงานในการจัดทำความเห็นและข้อเสนอแนะในการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีประเด็นสำคัญ ดังต่อไปนี้ สิทธิของบุคคลซึ่งเป็นผู้บริโภคย่อมได้รับการคุ้มครองตามพันธกรณีระหว่างประเทศ และได้รับความเป็นธรรมในการทำสัญญา สิทธิผู้บริโภคสากลที่ประเทศไทยยังไม่ได้รับรอง ในกฎหมาย มีอย่างน้อย ๓ ประการ

ประเด็นที่ ๑ สิทธิที่ได้รับสินค้าและบริการที่จำเป็นในการดำรงชีวิต

ประเด็นที่ ๒ สิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นและร่วมกำหนดหลักเกณฑ์ กับหน่วยงานของรัฐ

ประเด็นที่ ๓ สิทธิที่ได้รับความรู้และไหวพริบอันจำเป็นต่อการบริโภค อย่างเท่าทัน

ให้มีองค์การคุ้มครองผู้บริโภคที่เป็นอิสระจากหน่วยงานของรัฐ ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนผู้บริโภค ทำหน้าที่กำหนดแผนยุทธศาสตร์แห่งชาติด้านการคุ้มครอง ผู้บริโภค เพื่อให้สิทธิของผู้บริโภคได้รับการปฏิบัติและติดตามตรวจสอบให้มีการปฏิบัติ ตามแผนดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งให้ความเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อประกอบ การพิจารณา การตรากฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และบทบัญญัติอื่นที่มีผลบังคับ เป็นการทั่วไป การบังคับใช้กฎหมาย การตรวจสอบด้านการคุ้มครองผู้บริโภค การสนับสนุน ให้องค์กรคุ้มครองผู้บริโภคเข้มแข็ง โดยรัฐให้หลักประกันเกี่ยวกับงบประมาณในการ ดำเนินการที่เพียงพออย่างเป็นอิสระและยั่งยืนเพื่อการบริหารงาน จะเห็นว่าการสร้าง ความเข้มแข็งของผู้บริโภคเป็นทิศทางที่สำคัญที่จะทำให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการคุ้มครอง ตัวเอง ซึ่งในต่างประเทศถือเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องสนับสนุนองค์กรผู้บริโภค ไม่ว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว ประเทศกำลังพัฒนา หรืออย่างประเทศเพื่อนบ้านของเรานะคะ ทั้งฝั่งเยอรมัน ฮ่องกง และดิฉันคิดว่าการที่จะมีองค์กรที่จะแสดงความคิดเห็นและ ร่วมกำหนดกติกาหลักเกณฑ์ของรัฐเป็นเรื่องที่มีความจำเป็น เพื่อลดการฟ้องคดีที่ไม่จำเป็น จากประชาชน แทนที่การทำกติกาต่าง ๆ จะได้ถูกพูดคุย ดิฉันขอยกตัวอย่างวันนี้นะคะ ที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติกำลังจะพิจารณาประเด็นสำคัญ เรื่องโครงสร้าง กิจการพลังงาน ซึ่งฝั่งผู้บริโภคก็มีข้อเสนอว่าควรเก็บเงินจากธุรกิจปิโตรเคมีอย่างน้อย ๑๒ บาท เพื่อเข้ากองทุนน้ำมัน ปรับลดค่าผ่านท่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ กำหนดราคาเนื้อก๊าซที่จำหน่ายให้กับผู้ซื้อในอัตราเดียวกัน ดังนั้น ดิฉันคิดว่าหากเรามี องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคในการที่จะร่วมแสดงความคิดเห็น ร่วมกำหนด หลักเกณฑ์ต่าง ๆ กับภาครัฐจะช่วยให้ปัญหาผู้บริโภคได้รับการยอมรับมีส่วนร่วมและ เป็นการกำหนดกติกาที่เป็นธรรมกับผู้บริโภคมากขึ้น

ประเด็นที่ ๓ รัฐต้องคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ใช้ในการทำธุรกรรม ด้านต่าง ๆ ของผู้บริโภค ไม่ให้ผู้ใดนำข้อมูลดังกล่าวไปแสวงประโยชน์ทางธุรกิจ หรือทางด้านอื่น ๆ โดยปราศจากความยินยอมของผู้บริโภค เรามีรูปธรรมมากมายนะคะ ที่การนำข้อมูลชื่อลูกค้า หมายเลขโทรศัพท์ เสนอขายสินค้าบริการมากมาย แล้วก็ทำให้เป็น ภาระกับผู้บริโภค เพราะฉะนั้นรัฐต้องคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ใช้ในการธุรกรรมด้านต่าง ๆ ของผู้บริโภค มิให้ผู้ใดนำข้อมูลดังกล่าวไปแสวงหาประโยชน์ทางธุรกิจหรือทางด้านอื่น ๆ โดยปราศจากความยินยอมของผู้บริโภค

การมีส่วนร่วมทางการเมืองของผู้บริโภค การมีส่วนร่วมทางตรงทางการเมือง ที่สำคัญก็คือการเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชน จะเห็นได้ว่ากฎหมายของประชาชน จำนวนมากต้องรอให้มีกฎหมายของรัฐบาล บางฉบับรอระยะเวลาในการพิจารณา รับหลักการนานถึง ๕ ปี เช่น พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้เสียหายจากบริการสาธารณสุข

ประเด็นที่ ๒ การไม่รับหลักการกฎหมายของภาคประชาชนบางฉบับ เช่น พระราชบัญญัติประกันสังคม

ประเด็นที่ ๓ การที่เราไม่มีขั้นตอนที่ชัดเจนในการทำกฎหมายของรัฐสภา ถึงแม้ว่ากฎหมายนั้นจะออกจากกรรมาธิการร่วมกันของทั้งสองสภา แต่เมื่อไม่มีขั้นตอนที่ ชัดเจนก็ทำให้กฎหมายไม่สามารถที่จะออกมาบังคับใช้ได้ เราใช้เวลามากเหลือเกินในการทำ กฎหมาย ๕-๗ ปี ดิฉันคิดว่าเราต้องปฏิรูปกระบวนการทำกฎหมายในรัฐสภา และโดยเฉพาะ การปฏิรูปการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการเข้าชื่อเสนอกฎหมายตาม รัฐธรรมนูญ สภาผู้แทนราษฎรต้องใช้เวลาในการพิจารณารับหลักการในวาระแรกภายใน ๓ เดือนนับแต่วันที่ยื่นคำร้องขอต่อประธานรัฐสภา หากพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้ว ยังพิจารณาไม่แล้วเสร็จ ให้ถือว่าได้รับหลักการแล้ว และในการพิจารณาตามขั้นตอนต่าง ๆ ของรัฐสภาให้แต่ละสภากำหนดระยะเวลาในการพิจารณาไว้ในข้อบังคับการประชุมของ แต่ละสภา รวมทั้งให้มีสัดส่วนตัวแทนประชาชนผู้เสนอกฎหมายไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ เข้าไปมีส่วนร่วมในกรรมาธิการของแต่ละสภา รวมทั้งกรรมาธิการร่วมกันของทั้งสองสภา

แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่มีความสำคัญต่อการคุ้มครองผู้บริโภค รัฐต้องรับรองสิทธิพลเมืองในฐานะผู้บริโภคโดยดำเนินการตามยุทธศาสตร์แห่งชาติ ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคที่องค์กรคุ้มครองผู้บริโภคตามรัฐธรรมนูญนี้ได้กำหนดไว้ให้มี ผลบังคับใช้อย่างเคร่งครัด และกำหนดสิทธิของบุคคลซึ่งเป็นผู้บริโภคให้ได้รับการคุ้มครอง ตามพันธกรณีระหว่างประเทศ นอกจากนี้รัฐต้องให้ความสำคัญกับการมีสัดส่วนของตัวแทน ผู้บริโภคไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งในโครงสร้างคณะกรรมการทุกระดับที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครอง ผู้บริโภค เราจะเห็นนะคะว่าเรามีคณะกรรมการบางส่วนที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ แต่ว่าตัวแทน ของผู้บริโภคในการกำหนดกติกาต่าง ๆ น้อยเหลือเกินนะคะ

ประเด็นถัดมา การคุ้มครองผู้บริโภคควรจะมีกฎหมายกลางหรือประมวล กฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคเพียงฉบับเดียวซึ่งครอบคลุมการคุ้มครองผู้บริโภค ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ รวมทั้งบูรณาการการใช้อำนาจหน้าที่ขององค์กรต่าง ๆ ในกระบวนการคุ้มครองผู้บริโภค นอกจากนี้รัฐมีหน้าที่ปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับ การคุ้มครองผู้บริโภคให้ทันสมัย จะเห็นได้ชัดนะคะว่าหน่วยงานที่พิจารณาว่า สารเคมีที่ใช้ในทางการเกษตรอยู่กับหลายหน่วยงาน อย่างเช่น กรมวิชาการเกษตร กระทรวงอุตสาหกรรมภายใต้ พ.ร.บ. วัตถุอันตราย เพราะฉะนั้นการที่เราจะมีกฎหมายกลาง หรือประมวลกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคที่ชัดเจน คุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างดี ก็มีความสำคัญ

แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ รัฐต้องดำเนินการ กำกับดูแลสภาวิชาชีพ องค์กรวิชาชีพ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรภาคเอกชนอื่นของ ผู้ประกอบธุรกิจให้มีหน้าที่ในการควบคุมดูแลให้ผู้ประกอบธุรกิจปฏิบัติตามสิทธิของผู้บริโภค รวมทั้งปฏิบัติให้เป็นธรรมกับผู้บริโภค โดยให้มีตัวแทนผู้บริโภคซึ่งมีส่วนได้เสียอยู่ในองค์กร ดังกล่าวด้วย ดิฉันขออนุญาตยกตัวอย่างบางสมาคมนะคะ เรามีสมาคมขายตรงไทย ขออภัยที่ต้องเอ่ยชื่อ มีบริษัทที่เป็นสมาชิกของสมาคมเพียง ๑๐๐ กว่าบริษัท แต่ขณะที่ บริษัทที่ดำเนินการเกี่ยวกับการขายตรงมีเป็นพันบริษัทนะคะ เพราะฉะนั้นการกำกับดูแล โดยเอกชนของภาคเอกชนก็ดี ของสภาวิชาชีพก็ดี หรือแม้กระทั่งในหลายประเทศตัวแทน สภาวิชาชีพมีบุคคลภายนอก ดิฉันขอยกตัวอย่างแพทยสภา แพทยสภาในประเทศอังกฤษ มีบุคคลภายนอกประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ในอินโดนีเซียเพื่อนบ้านเรามีประมาณอย่างน้อย ๓ คน ในคณะกรรมการแพทยสภา แล้วก็เป็นเพื่อนของดิฉันเอง ในฮ่องกงก็มีตัวแทนจากบุคคลภายนอก ในสิงคโปร์ก็มีตัวแทน บุคคลภายนอก ในออสเตรเลีย เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าการมีตัวแทนบุคคลภายนอก ในสภาวิชาชีพ องค์กรวิชาชีพ รัฐวิสาหกิจ หรือภาคเอกชนอื่นเพื่อควบคุมดูแลให้ปฏิบัติตาม สิทธิผู้บริโภค รวมทั้งปฏิบัติให้เป็นธรรมกับผู้บริโภค ซึ่งขอให้มีผู้บริโภคอยู่ในองค์กรดังกล่าว ด้วยนะคะ

ประเด็นถัดมาเกี่ยวข้องกับการค้าที่เราจะต้องให้ชุมชนและท้องถิ่นตัดสินใจ ในการพัฒนาของตนเอง รัฐต้องดำเนินการให้การค้ามีความเป็นธรรมและให้ความสำคัญ อัตลักษณ์ การมีส่วนร่วมของประชาชนและท้องถิ่น โดยเฉพาะการตัดสินใจเกี่ยวกับ มาตรการอนุญาตให้มีการค้าในท้องถิ่นเพื่อรักษาอัตลักษณ์ท้องถิ่น ประเพณีการค้าและ การประกอบอาชีพ วิถีชีวิตตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงและการมีส่วนร่วมของชุมชน นอกจากนี้ต้องส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมให้เจริญเติบโตและเข้มแข็งเข้าสู่ การแข่งขันตามกลไกตลาด

แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐอีกประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการคุ้มครอง ผู้บริโภค รัฐต้องจัดกลไกเพื่อคุ้มครองความมั่นคงด้านอาหารรวมทั้งสินค้าอื่น และบริการ ที่ส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงสินค้าและบริการที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ด้วยการบริหารจัดการกลไกและมาตรการทางการค้าไม่ให้เกิดการผูกขาดตัดตอน โดยกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่เพื่อคุ้มครองเกษตรกรและผู้ผลิตรายย่อยให้คงอยู่และพัฒนาทักษะ ในอาชีพของตน อันนี้เชื่อมั่นว่าหลายท่านก็คงเห็นภาพปัญหาการมีอำนาจเหนือตลาด ของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ด้านอาหารในปัจจุบัน

ประเด็นถัดมานะคะ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่จะต้องมีเพื่อการคุ้มครอง ผู้บริโภค รัฐต้องกำหนดมาตรการกรณีที่รัฐทำความตกลงระหว่างประเทศในเรื่องธุรกิจสินค้า หรือบริการเพื่อป้องกันไม่ให้การกระทำอันเป็นการผูกขาด หรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม ต่อผู้บริโภค หรือเกิดผลกระทบต่อการจัดบริการสาธารณะ รวมทั้งต้องให้ข้อมูลในการเจรจา เพื่อทำความตกลงดังกล่าว การทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี หรือเอฟทีเอ (FTA) ก็ดี ที่มีผลกระทบต่อผู้บริโภคไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเข้าถึงยา เรื่องทรัพย์สินทางปัญญา รัฐจะต้อง กำหนดมาตรการที่ชัดเจน แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่สำคัญเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ดิฉันคิดว่ารัฐต้องจัดให้มีกองทุนเพื่อชดเชยหรือเยียวยาความเสียหายให้กับผู้บริโภคที่ได้รับ ความเสียหายจากสินค้าหรือบริการที่ไม่ปลอดภัยโดยผู้บริโภคไม่ต้องพิสูจน์ความผิด กรณีกระเบื้องหล่นทับผู้บริโภคที่ไปใช้บริการในห้างสรรพสินค้า หรือกรณีผู้บริโภคที่ต้อง ฟ้องคดีเพื่อเรียกว่าหาความเป็นธรรมให้กับตัวเองที่ใช้เวลามากกว่า ๒๐ ปี กรณีสินค้าไม่ได้ มาตรฐานต่าง ๆ ที่เป็นปัญหากับผู้บริโภคมากมายในปัจจุบันที่จะต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า ๕-๗ ปี ในการฟ้องคดี เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าการมีกองทุนเพื่อชดเชยหรือเยียวยา ความเสียหายให้กับผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากสินค้าหรือบริการโดยที่ไม่ต้องพิสูจน์ ความผิดเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ

แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐอีกประเด็นหนึ่งที่จะต้องเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ รัฐต้องจัดให้มีกลไกอัตโนมัติหรือสถาบันกลางที่สร้างหลักประกันด้านความปลอดภัยของ สินค้าและบริการที่เป็นมาตรฐานโดยใช้หลักการป้องกันล่วงหน้า พรีคอชันนารี พรินซิเพิล (Precautionary principle) ในการกำหนดหรือหามาตรการที่จำเป็นและเหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบหรือความเสียหายที่สามารถคาดหมายได้ล่วงหน้า และให้เกิดผลกระทบหรือความเสียหายต่อผู้บริโภคน้อยที่สุด รวมทั้งคำนึงถึง ผู้ประกอบการด้วย ทั้งนี้ไม่ต้องรอผลอันตรายเชิงประจักษ์ที่เกิดขึ้นแก่ผู้บริโภคในประเทศไทย ดิฉันขออนุญาต ยกตัวอย่างบางเรื่องนะคะที่คิดว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ การถอนทะเบียนยาก็ดี ยาตัวหนึ่งเมื่อถูกถอนทะเบียนในต่างประเทศ กว่าจะมีการถอนทะเบียนในประเทศไทย ใช้เวลาหลายปี ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ต้องการความรู้ที่เพิ่มเติม แต่เราต้องการขั้นตอนที่รวดเร็ว ขั้นตอนที่ดี กระบวนการที่ทันที หรือกรณีกระเบื้องใยหินนะคะ ซึ่งดิฉันเชื่อว่ากรรมาธิการ ปฏิรูปการสาธารณสุขก็คงมีความเห็นไม่แตกต่างกัน คณะรัฐมนตรีมีมติให้ยกเลิกการนำเข้า การผลิตนะคะ แล้วก็ให้ไปทำแผนดำเนินการตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ ขณะนี้เราเตรียมการที่จะศึกษาว่า ไม่มีผู้ป่วยในประเทศไทย เพราะฉะนั้นต้องศึกษาใหม่ ดิฉันคิดว่าหลักการป้องกันไว้ก่อน ขณะนี้ ๖๐ กว่าประเทศที่เป็นสมาชิกขององค์การอนามัยโลกยกเลิกการใช้แร่ใยหิน เนื่องจากเป็นมะเร็งเยื่อหุ้มปอดชัดเจน เพราะฉะนั้นการที่เราจะมีกลไกอัตโนมัติ หรือประเด็นที่เรากำลังจะเป็นสมาชิกประชาคมอาเซียนนะคะ หลายประเทศยกเลิก อย่างเช่น สารบีพีเอ (BPA) ในขวดนมเด็ก ในสิงคโปร์ก็ดี มาเลเซียก็ดี แต่ประเทศไทยเรายังใช้อยู่ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่ากลไกนี้จะมีนโยบาย วัน แบน ออล แบน (One ban all ban) หรือยกเลิกประเทศหนึ่ง ยกเลิกทั้ง ๑๐ ประเทศในภูมิภาคอาเซียนอย่างไรนะคะ

ประเด็นถัดมา ดิฉันคิดว่ามีความสำคัญมากก็คือการกระจายอำนาจ และการปกครองท้องถิ่นนะคะ องค์กรท้องถิ่นในปัจจุบันมีบทบาททำงานเรื่องการคุ้มครอง ผู้บริโภคไม่น้อย หลายจังหวัดหลายท้องถิ่นทั้งขนาดเล็กและขนาดกลางมีความตื่นตัวและ ทำงานเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภค บางจังหวัด บาง อบต. เตรียมออกข้อบังคับของ อบต. ในการที่จะให้มีสินค้าและบริการที่ปลอดภัยนะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าเราต้องให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนการคุ้มครองผู้บริโภค ในท้องถิ่นของตนอย่างน้อยต้องกำหนดให้มีอำนาจหน้าที่ ดังนี้ ๑. ส่งเสริมและสนับสนุน การรวมตัวกันเพื่อพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภค และการแสดงความคิดเห็น การกำหนด หลักเกณฑ์ร่วมกับหน่วยงานของรัฐ ๒. ส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้บริโภคในท้องถิ่นได้รับ สินค้าและบริการที่ปลอดภัย ส่งเสริมและร่วมมือกับองค์กรผู้บริโภคและหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องให้ผู้บริโภคได้รับการคุ้มครองจากการลวงของโฆษณา ส่งเสริมให้ผู้บริโภคมีโอกาส เรียนรู้เกี่ยวกับการบริโภคสินค้าและบริการ

ประเด็นถัดมา ภาค ๓ หมวดที่ ๑ ศาลและกระบวนการยุติธรรม ดิฉันคิดว่า เรามี ๒ ประเด็นนะคะ ประเด็นที่ ๑ จัดตั้งศาลคดีผู้บริโภคในศาลยุติธรรม ซึ่งมีผู้พิพากษา ที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค และให้ผู้พิพากษา ดังกล่าวรับผิดชอบคดีคุ้มครองผู้บริโภค เมื่อได้รับตำแหน่งในศาลสูงด้วยนะคะ อันนี้ก็เพื่อ ส่งเสริมให้มีผู้พิพากษาที่มีความเชี่ยวชาญชำนาญในการพิจารณาคดีผู้บริโภค ซึ่งใช้กระบวน พิจารณาคดีเชิงรุก แตกต่างจากคดีแพ่งทั่วไป ศาลมีหน้าที่ต้องใช้บทบาทเชิงรุกในการดำเนิน กระบวนพิจารณาคดีที่คู่ความเป็นผู้บริโภค ในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม เพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค โดยการใช้บทบาทดังกล่าว ไม่ให้ถือว่าเป็นเหตุให้คัดค้านว่า ผู้พิพากษาไม่มีความเป็นกลางนะคะ ดิฉันคิดว่าขณะนี้กระบวนการยุติธรรมหรือศาลเอง ก็กังวล เพราะฉะนั้นเราต้องทำให้ท่านสามารถทำหน้าที่ได้โดยที่ไม่มีความกังวลว่า จะมีการร้องจากคู่ความว่าไม่เป็นกลางนะคะ

ประเด็นถัดมา เรื่องการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ให้มีองค์กรผู้บริโภค ทำหน้าที่ในการตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานรัฐในทุกระดับองค์กรมหาชน องค์กรอิสระ รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสามารถเปิดเผยข้อมูล ผลการตรวจสอบต่อสาธารณชนได้ รวมทั้งรัฐสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินการดังกล่าวด้วย อันนี้ดิฉันก็คิดว่าเหตุผลมีความชัดเจนในตัวของข้อเสนอว่าการที่เราจะทำให้ ประเทศพัฒนาไปอย่างยั่งยืน การตรวจสอบ การมีส่วนร่วมของประชาชนพลเมือง มีความสำคัญ เพื่อที่จะทำให้เกิดความยั่งยืนของการพัฒนาประเทศ

ประเด็นถัดมา การปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรม ดิฉันคิดว่าอันนี้ก็เป็นอีกก้อนหนึ่งที่ใหญ่มากว่าเราจะทำอย่างไรที่จะรับรองสิทธิของผู้บริโภค ที่จะได้รับสินค้าและบริการที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารปลอดภัย ที่อยู่อาศัย การเข้าถึงบริการสุขภาพ การสาธารณสุข การศึกษา การเลี้ยงดูบุตรที่เป็น ครอบครัวเดี่ยว การมีงานทำ การยังชีพอย่างมีคุณภาพของผู้พิการ ผู้ทุพพลภาพ ผู้มีอายุเกิน ๖๐ ปี มีระบบบำนาญประชาชน การจัดสรรที่ดินทำกิน ทั้งนี้ให้รวมถึง การบรรเทาทุกข์อย่างเร่งด่วนในกรณีภัยพิบัติทางธรรมชาติ เด็ก เยาวชน ผู้พิการ และผู้สูงอายุซึ่งไม่มีผู้ดูแลมีสิทธิได้รับการเลี้ยงดูจากรัฐ ดิฉันคิดว่าเราทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ต้องให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรม รวมทั้งปรับปรุง ระบบสวัสดิการของประเทศ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีสิทธิได้รับบริการ และสวัสดิการพื้นฐานที่จำเป็นในด้านต่าง ๆ

ประเด็นสิทธิที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ดิฉันคิดว่ารัฐต้องมีมาตรการให้ ประชาชนสามารถเข้าถึงหรือเข้าใช้ประโยชน์ในที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมือง ใช้ร่วมกัน เราจะเห็นตัวอย่าง โรงแรม รีสอร์ท บุกรุกชายหาด ครอบครอง แล้วก็กีดกันไม่ให้ ผู้บริโภคหรือประชาชนทั่วไปที่จะไปใช้ชายหาดได้เลย เพราะฉะนั้นตรงนี้เราจะมีมาตรการ หรือทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงหรือเข้าใช้ประโยชน์ในที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ของพลเมืองร่วมกันได้อย่างไร

ประเด็นสุดท้าย อย่างที่ท่านประธานไพโรจน์ได้เรียนไปแล้ว ประชาชนเฝ้ารอ กฎหมายตามรัฐธรรมนูญ ๗ ปีที่พระราชบัญญัติองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคอยู่ใน รัฐสภา เราใช้เงินไปมากมาย เราเสียกำลังไปทั้งงบประมาณและกำลังกาย เพราะฉะนั้น ก็คิดว่ากฎหมายต่าง ๆ จะมีขั้นตอนที่ดีอย่างไร แล้วก็กฎหมายตามรัฐธรรมนูญดิฉันก็เสนอให้ สามารถทำให้แล้วเสร็จภายใน ๑ ปี โดยที่หากรัฐบาลหรือรัฐสภาไม่สามารถดำเนินการได้ ก็ต้องชี้แจงเหตุผลต่อสาธารณชน แล้วก็สาธารณชนเองก็ต้องตรวจสอบ แล้วรัฐสภาในกรณีที่ ระยะเวลาที่คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จก็ต้องมีการชี้แจงต่อประชาชน ทั้งหมดก็เป็น ข้อเสนอของคณะกรรมาธิการการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภค สภาปฏิรูปแห่งชาติ ดิฉันหวังว่าความเห็นและข้อเสนอแนะจะได้รับการพิจารณาจากคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ ขอบพระคุณมากค่ะท่านประธาน ขอบพระคุณค่ะ