สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๙ · ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๗

วินัย ดะห์ลัน ขอขอบคุณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่สนับสนุนการคุ้มครองผู้บริโภค และนำเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดตั้งองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคที่เป็นอิสระ เพื่อให้ประชาชนมีสิทธิในการปกป้องตนเอง วินัย ดะห์ลัน เสนอแนวคิดพัฒนาเอกชนให้พร้อมแข่งขัน โดยลดการผูกขาดและจัดตั้งองค์กรอิสระเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อให้ประชาชนดูแลตนเอง

นายวินัย ดะห์ลัน

ขอบพระคุณมากครับ ท่านครับ กราบเรียน ท่านประธาน ท่านสมาชิก สปช. ผม วินัย ดะห์ลัน ครับ ประเด็นที่จะพูดนั้นก่อนอื่น ผมขออนุญาตขอบพระคุณคณะทาง สปช. นะครับ สมาชิกที่ได้ให้การสนับสนุนในเรื่องของ การคุ้มครองผู้บริโภค และดูเหมือนว่าจะไม่มีใครขัดแย้งกับประเด็นต่าง ๆ ที่ทาง คณะกรรมาธิการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภคได้นำเสนอนะครับ ประเด็นที่จะนำเสนอนั้น เป็นความคิดเห็นแล้วก็เรื่องของการยกร่างรัฐธรรมนูญ คณะกรรมาธิการว่าด้วยการให้มี องค์กรคุ้มครองผู้บริโภคที่เป็นอิสระนะครับ ขอนำเสนอในเรื่องนี้

เหตุผล ก็คือปัจจุบันนี้โลกพัฒนาก้าวหน้าไปมากนะครับ ชาติพัฒนารับประโยชน์ ทั้งทางตรงและทางอ้อมกับการเพิ่มอำนาจให้กับภาคประชาชนในประเด็นด้านการคุ้มครอง ผู้บริโภคมานานหลายทศวรรษแล้ว แต่ว่าประเทศไทยนั้นดำเนินการในเรื่องนี้ค่อนข้างช้า ถ้าเราย้อนหลังกลับไปในปี ๒๕๔๐ เรามีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเป็นรัฐธรรมนูญ ฉบับแรกที่ให้ความสำคัญกับประเด็นการคุ้มครองผู้บริโภค มีบัญญัติถึงสิทธิของผู้บริโภคไว้ใน มาตรา ๕๗ ครอบคลุมถึงการให้มีองค์กรอิสระด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ต่อมาในปี ๒๕๕๐ เรามีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๖๑ กล่าวถึงการให้มีองค์กรอิสระคุ้มครอง ผู้บริโภคที่เป็นอิสระจากหน่วยงานของรัฐ ให้รัฐสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินการ ขององค์กรอิสระดังกล่าวด้วย ครั้งนี้ก็จะเป็นเช่นเดียวกันกังวลว่าเราอาจจะมีปัญหาอีก แม้ว่าจะมีการระบุเรื่องขององค์กรอิสระด้านการคุ้มครองผู้บริโภคถึง ๒ ฉบับในรัฐธรรมนูญ วันเวลาผ่านไป ๑๗ ปี หรือถ้าเรานับตั้งแต่ปี ๒๕๒๒ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทย มีพระราชบัญญัติการคุ้มครองผู้บริโภคก็เป็นเวลา ๓๕ ปี ปรากฏว่าองค์กรเพื่อการคุ้มครอง ผู้บริโภคที่เป็นอิสระที่ดำเนินการโดยผู้บริโภคไม่เคยเกิดขึ้นเลย ผู้บริโภคหรือประชาชน ไม่เคยได้รับสิทธิให้ปกป้องคุ้มครองตนเอง การคุ้มครองผู้บริโภคดำเนินการโดยภาครัฐ มาโดยตลอด ประชาชนอยู่กับค่านิยมเชิงลบที่ว่า อย่าแกว่งเท้าหาเสี้ยน นิ่งเสียตำลึงทอง แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร แข่งอำนาจวาสนาแข่งไม่ได้ หรือแม้กระทั่งความเชื่อเรื่องกรรมเก่า ฟาดเคราะห์ ขอกันกินมากกว่านี้ เป็นค่านิยมเชิงลบที่ในที่สุดพัฒนาไปเป็นวัฒนธรรมเชิงลบ ส่งผลให้คนไทยคุ้นเคยกับการงอมืองอเท้าและยอมจำนนกลายเป็นคนที่ยอมรับความพ่ายแพ้ โดยไม่ได้เริ่มต่อสู้เลยนะครับ วัฒนธรรมเชิงลบเหล่านี้ทำให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไปไม่ได้ ในโลกในอนาคตนั้นเป็นเรื่องของการแข่งขันทั้งสิ้น ดังนั้นหากต้องการให้เราอยู่รอด ในอนาคตจำเป็นต้องปฏิรูปอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการปฏิรูปวิธีคิดของ คนไทยผ่านการปฏิรูปรัฐธรรมนูญ และวันนี้กฎหมายนั้นก็อยู่ในมือของพวกเราแล้วนะครับ ไม่นานมานี้นั้นทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภคได้เปิดรับฟังความคิดเห็น ของภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานคุ้มครองผู้บริโภค มีตั้งแต่หน่วยราชการ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น อย. สคบ. หรือหน่วยงานอื่น มีภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น สภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า รวมทั้งองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคภาคเอกชน ข้อสรุปที่อาจ ช่วยอธิบายได้ว่าเหตุใดเราจึงปล่อยเวลาให้เนิ่นนานมาถึง ๓๕ ปีโดยไม่ยอมมอบอำนาจให้กับ ประชาชนได้ดูแลตนเองนั้น ก็คือความกังวลของภาคราชการในประเด็นความซ้ำซ้อน ของอำนาจ รวมทั้งเรื่องของการจัดแบ่งอำนาจ เกิดความกังวลว่าองค์กรอิสระที่จะจัดตั้งขึ้นนั้น อาจทำให้ภาคราชการสูญเสียบทบาทในการดำเนินงาน ขณะที่ภาคเอกชนก็กังวลกับ การเติบโตของผู้บริโภคที่อาจทำให้ตนลดอำนาจต่อรองลง แต่ละฝ่ายก็กังวลกับปัญหา ของตนเอง เพราะขาดความเข้าใจในหลักการพื้นฐานที่ว่าการให้อำนาจแก่ผู้บริโภคนั้น แท้จริงเพื่อประโยชน์ของผู้ประกอบการและภาครัฐทั้งสิ้น เป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้ ภาคผู้ประกอบการเติบโตขึ้นแล้วก็ภาครัฐเข้มแข็งขึ้น สิ่งนี้ต่างหากที่เป็นวัตถุประสงค์สำคัญ ว่าเหตุใดจึงต้องเพิ่มอำนาจให้กับผู้บริโภค อาจจะมีคำถามนะครับว่าเหตุใดจึงกลับกลายเป็น เช่นนั้น คำอธิบายก็อยู่ที่ประสบการณ์สะสมจากสังคมเสรีนิยม จึงจะขอเล่าให้ฟังนะครับ ก็คือในสหรัฐอเมริกา ในสหรัฐอเมริกานั้นถ้าย้อนหลังกลับไป ๒๐๐ ปี ใน ค.ศ. ๑๗๗๖ โทมัส เจฟเฟอร์สัน ในครั้งนั้นได้เขียนไว้ในคำประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกาว่า คนทุกคนเกิดมาเท่ากัน ถ้อยคำนี้ถูกกำหนดให้เป็นหลักในการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจ ของสหรัฐอเมริกา หลังจากนั้นนะครับ – คำประกาศเลิกทาสของประธานาธิบดีอับบราฮัม ลินคอล์น เกิดขึ้นหลังจากนั้น ๑๐๐ ปี ก็คือในปี ค.ศ. ๑๘๖๓ เป็นเพราะตระหนักว่าหลักการที่ว่าทุกคนเท่าเทียมกันนั้น ได้สูญสลายไปหมดแล้ว ในเมื่อฝรั่งผิวขาวนำเอาคนผิวดำมาเป็นทาส ดังนั้นหากถ้าประสงค์ จะให้ประเทศพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมต่อไปก็จำเป็นที่จะต้องทำให้คนกลับมาเท่าเทียมกัน ดังนั้นเราจะเห็นนะครับว่าในที่สุดแล้ว ถอยหลังมาอีก ๑๐๐ ปีนะครับ ต่อมานั้นประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคนเนดี ก็ได้กำหนดให้มีการคุ้มครองผู้บริโภคขึ้น แล้วก็นั่นเองนะครับที่ทำให้สังคมอเมริกันนั้นได้เพิ่มเรื่องของการคุ้มครองผู้บริโภค ได้เพิ่มเรื่องของการระงับการผูกขาดแล้วก็การทุ่มตลาด เพื่อที่จะทำให้ทุกฝ่ายนั้น เกิดดุลยภาพในการที่จะพัฒนาเศรษฐกิจนะครับ

ข้อสรุปก็คือ ถ้าประเทศไทยต้องการจะเดินไปข้างหน้าเราต้องพัฒนา ศักยภาพของเอกชนให้พร้อมต่อการแข่งขัน วิธีการก็คือลดการผูกขาด แล้วก็ดีที่สุดก็คือ การจัดตั้งองค์กรอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคให้ประชาชนดูแลตนเองโดยรัฐสนับสนุน บางส่วน หากไม่ทำเช่นนั้นแล้วให้ประชาชนพึ่งพิงราชการต่อไป แล้วก็ไปไม่รอดในอนาคต ซึ่งมีแต่การแข่งขันนะครับ ต้องขอขอบคุณ ผมขอเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณมากครับ