สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๙ · ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๗

อุทัย สอนหลักทรัพย์ หารือเรื่องยางพาราไทยที่ราคาตกต่ำ และเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาโดยการปฏิรูปทั้งระบบ ตั้งแต่ระยะสั้นและระยะยาว รวมทั้งการเพิ่มศักยภาพของยางโดยการเพิ่มมูลค่าให้มากกว่าที่เป็นอยู่ และการรวมทั้งอาเซียนแล้วก็บวกจีนและบวกอินเดียเพื่อจะต่อรองราคา

นายอุทัย สอนหลักทรัพย์

กราบเรียนท่านประธาน เพื่อนสมาชิกที่เคารพ ทุกท่าน กระผม นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ วันนี้ผมอยากจะพูดถึง ประเด็นที่มันเฉพาะหน้าด่วนคือเรื่องของยางราคาตกต่ำ เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่จะต้อง นำไปแก้ไขกันอย่างมียุทธศาสตร์ให้ชัดเจน ถ้าอย่างนั้นก็เดินขบวนกันทุกครั้งที่เกิด ยางราคาตกต่ำ ซึ่งวันที่ ๙ ก็เดินมา แล้วก็วันที่ ๑๙ นี่ก็จะเดินอีก เขาไม่กลัวอะไรทั้งนั้น เขากลัวตายมากกว่าเพราะว่ากลัวอดตาย เพราะยางพาราเป็นพืชที่มีความสำคัญ ต่อเศรษฐกิจของไทยที่ส่งออกมากนะครับ แล้วก็เป็นพืชเศรษฐกิจที่ประเทศไทยเป็นผู้ผลิต และส่งออกเป็นอันดับ ๑ ของโลก จากประเทศผู้ผลิตประมาณ ๒๐ กว่าประเทศทั่วโลก ตั้งแต่ปี ๒๕๓๔ เป็นต้นมา ยางพาราประเทศไทยเป็นอันดับ ๑ แต่เมื่อ ๓ ปีที่ผ่านมา ปี ๒๕๕๔ ปี ๒๕๕๕ ปี ๒๕๕๖ ไทยมีพื้นที่ที่ปลูกยาง ๑๘ ล้านไร่ แล้วก็มา ๒๑ ล้านไร่ แล้วก็ ๒๒ ล้านไร่ คือมันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ผลผลิตก็จาก ๓,๕๐๐,๐๐๐ ตัน เป็น ๓,๗๐๐,๐๐๐ ตัน เป็น ๔,๐๐๐,๐๐๐ กว่าตัน ซึ่งทำรายได้ให้กับประเทศไทยถึง ๖๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วก็ได้ส่งออกในรูปวัตถุดิบ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วก็นอกจากนั้นก็ทำผลิตภัณฑ์ได้ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ๒๗๐,๐๐๐ ล้านบาทนี่มองให้เห็นแล้วว่ายางเป็นพืช ที่นำรายได้ต่อประเทศเป็นอันดับ ๑ ของสินค้าเกษตร แล้วก็ครอบคลุมอยู่ประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ครอบครัว หรือประมาณ ๑๐ ล้านคน ทั้งคนกรีดยางด้วยนะครับ ทั่วทุกประเทศไทยถือว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ และปริมาณการผลิตของยางธรรมชาติ ปริมาณการใช้ยางธรรมชาติของโลกหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา ประเทศใกล้เคียงก็ปลูกกันมากขึ้น คือปัญหาที่เกิดขึ้นแก่ประเทศไทย แล้วก็ยางเป็น ปัจจัยสำคัญที่มีผลกระทบต่อวงการยางมากคือเกษตรกรชาวสวนยางทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ แล้วก็ปลายน้ำประสบปัญหาถ้วนหน้ากัน จนทุกวันนี้นะครับ ทีนี้เนื่องจากราคายางเป็นพืช ที่สำคัญเราได้ชี้วัดรายได้โดยของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางได้ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ ปี ๒๕๕๕ ปี ๒๕๕๖ ลดลงเรื่อยจาก ๑๓๒ บาท มา ๙๓ บาท มา ๗๗ บาท แล้วก็ในปี ๒๕๕๗ ลดลงมาเรื่อย ๆ จะ ๖๐ กว่าบาท จนกระทั่งเหลือ ๔๘ บาทนะครับ แล้วก็ตอนนี้รัฐบาลเข้าไปหนุนหน่อย วันที่ ๑๕ วันนี้ยางก็มีราคาถึง ๔๘ บาท แต่ว่าขาย ข้างนอกแค่ ๔๓ บาทเท่านั้น นี่คือผลกระทบต่อพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางอย่างยิ่งทำให้ เกิดความลำบาก แล้วก็ทำให้เป็นผลต่อภาคเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องครับ คือส่งรถก็ไม่มี ให้ลูกไปเรียนก็ไม่มีอะไรเหล่านี้นะครับ เพราะฉะนั้นผมว่าผลกระทบจากชาวสวนยางที่ราคา ปรับตัวสูงและลดลงนี่ เราควรที่จะต้องดูแลพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง เพราะว่าเนื่องจาก อุปทานมากกว่าอุปสงค์ตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ อย่างที่ผมได้กล่าวไปแล้ว ทำให้ยางมีอุปทานมากขึ้น แล้วก็ทำให้สต็อก (Stock) ยางโลกเพิ่มจาก ๑.๕ ล้านตัน เป็น ๓ ล้านตันเมื่อปลายปี ๒๕๕๖ นะครับ แล้วก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะว่าประเทศรอบ ๆ บ้านเราก็ปลูกกันมาก ฉะนั้น การเกิดขึ้นในสิ่งเหล่านี้ จึงทำให้ปัญหาเกิดขึ้นแก่พี่น้องชาวสวนยาง ซึ่งทำรายได้ให้กับ ประเทศเป็นจำนวนมาก วิกฤติยางซึ่งเราตกต่ำลงขนาดนี้เราก็จะต้องปฏิรูปทั้งระบบ ทั้งระยะสั้น รัฐต้องพยุงราคาคือระยะสั้นรัฐเคยพยุงราคา แต่เราทำมาแล้วก็ต้องแก้ไขกัน ทุกปี มีการประท้วงกันทุกปี แต่ระยะยาวรัฐจะต้องปฏิรูปยางทั้งระบบและจะต้องเลือกพื้นที่ ให้เหมาะสมหรือโซนนิ่ง การแข่งขันเมื่อเราแข่งขันกับต่างประเทศรอบ ๆ บ้านเราไม่ได้ เพราะต้นทุนการผลิตของเราสูงกว่า เราก็ควรหลีกเลี่ยงในการเพิ่มมูลค่าในการทำ ผลิตภัณฑ์ขึ้นมา ทีนี้การแก้ไขปัญหาของรัฐ เช่น ยางอยู่ในป่าสงวน พี่น้องเกษตรกรพูดกัน มาก ๆ นี่ครับ เพราะว่าเขาก็จ่ายเงินเซส (CESS) เหมือนกัน แต่ว่าเขาอยู่ในป่าสงวน แล้วเขาไม่ได้รับอะไรเลย นี่คือสิ่งที่น่าเป็นห่วง และการช่วยไม่ให้ครอบคลุมพื้นที่ถึง คนกรีดยาง คนกรีดยางนี่ไม่ใช่ได้ จะช่วยเฉพาะเจ้าของสวนเท่านั้น เพราะฉะนั้นการช่วย ของรัฐบาลมันล่าช้า อย่างรัฐบาลออกมา ๑๖ มาตรการนี่ผมว่าการทำกลไกของรัฐบาล ก็ล่าช้ามาก มัวแต่สอบโน่นสอบนี่ แล้วทำให้ยางราคาตกลงทุกวัน ๆ พอเสร็จแล้วข้าราชการ ก็มัวแต่ไม่รีบเหมือนกับทางนโยบายที่สั่งออกมา ดังนั้นผมอยากจะกราบเรียนว่าในสิ่งเหล่านี้ เราควรที่จะต้องหามาตรการในการแก้ไขปัญหาเราจะทำคนเดียวไม่ได้ครับขณะนี้ เราอยู่ใน อาเซียนมีอยู่ ๘ ประเทศด้วยกันที่มียางถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าอาเซียนบวก ๒ จีนและอินเดียก็ ๙๒ เปอร์เซ็นต์ เราควรจะรวมทั้งอาเซียนแล้วก็บวกจีนและบวกอินเดียเพื่อจะต่อรองราคา แล้วก็ฝ่ายผลิตเราควรจะตั้งมาตรฐานต่อรองราคามันถึงจะอยู่รอด ถ้าอย่างนั้นจะอยู่ไม่ได้ เราควรจะเพิ่มศักยภาพของยางโดยการเพิ่มมูลค่าให้มากกว่าที่เป็นอยู่ ไม่ใช่ปลูกยาง แล้วขายวัตถุดิบอย่างเดียว เราควรจะขายเป็นผลิตภัณฑ์ด้วย นี่คือสิ่งที่จะช่วย พี่น้องเกษตรกรในระยะยาวได้ครับ ขอบคุณครับ