อลงกรณ์ พลบุตร เสนอแนวคิดการปฏิรูปประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของรัฐธรรมนูญในการส่งเสริมการปฏิรูป และเสนอให้เขียนแนวนโยบายปฏิรูปประเทศ ๑๘ ด้านลงในรัฐธรรมนูญ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ประเด็นที่กระผมจะนำเสนอต่อท่านประธานผ่านไปถึง ท่านประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐธรรมนูญและ การปฏิรูปประเทศไทย ผมดีใจที่ท่านประธานกรรมาธิการนั้นได้พูดถึงรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป แต่ผมจะพูดในประเด็นเรื่องการปฏิรูปรัฐธรรมนูญ แน่นอนที่สุดว่าหลายปีที่ผ่านมาประเทศ ต้องจมปลักอยู่กับความขัดแย้ง จมปลักอยู่กับความอ่อนแอในขีดความสามารถในการแข่งขัน จมปลักอยู่กับการเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางที่ติดกับตัวเอง เราจมปลักอยู่กับปัญหา การผูกขาดทางเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการเมือง ทำให้ประเทศไม่สามารถที่จะก้าวไปสู่การเป็น ประเทศพัฒนาแล้วเหมือนบางประเทศที่เป็นประเทศสมาชิกอาเซียนด้วยกัน อะไรคือปัญหา และจะแก้ไขอย่างไร นั่นคือโจทย์สำคัญที่สุดในปีนี้ ปีหน้า และปีต่อ ๆ ไป แน่นอนที่สุดว่า ภายใต้ความเชื่อมโยงของรัฐธรรมนูญและการปฏิรูปนั้นอาจจะกล่าวได้ว่าคราวนี้เป็นโอกาส ครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์อย่างที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเกษตร อุตสาหกรรม พาณิชย์ การท่องเที่ยวและบริการ ท่านอดีตรัฐมนตรีเกริกไกร จีระแพทย์ ขออภัยที่เอ่ยนาม ได้กล่าวไว้ในเบื้องต้น นั่นเป็นวิสัยทัศน์ที่ฝากไว้ในข้อเสนอหลายประเด็น ของกรรมาธิการชุดนี้ไม่มีอะไรโต้แย้ง ไม่มีอะไรที่จะไม่สนับสนุน แต่ทำอย่างไรจะให้ การปฏิรูปในกรรมาธิการชุดนี้ และรวมทั้งหมด ๑๘ คณะนั้นสามารถสานฝันให้เป็นจริงด้วย พลังปฏิรูปได้ รัฐธรรมนูญจึงเป็นเครื่องมือสำคัญของการที่จะทำให้การปฏิรูปนั้นปรากฏ เป็นจริง ผมเสนอชัด ๆ ก็คือว่าความสอดคล้องและเห็นด้วยต่อท่านประธานกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญที่ต้องการเห็นรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป ดังนั้นสิ่งที่สามารถบรรจุไว้ให้ปรากฏ ในสภาพบังคับ ไม่ว่าจะเป็นในระดับของแซงชัน (Sanction) หรือระดับเอนฟอซเมนต์ (Enforcement) ก็ดีในรัฐธรรมนูญนั้นจำเป็นจะต้องตราไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับที่ ๒๐ ถ้าหากต้องการเห็นว่าการปฏิรูปด้านต่าง ๆ ที่สภาปฏิรูปแห่งชาติเสนอความเห็นก็ดี และจะ เสนอความเห็นอย่างต่อเนื่องต่อไปนั้นจะนำมาซึ่งการพลิกโฉมประเทศ ยกเครื่อง อัพเกรด (Upgrade) ประเทศนี้ให้พ้นจากสภาพปัญหาที่เราไม่ต้องการที่จะตกอยู่ในสภาพดังกล่าว อีกต่อไป เพราะรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นควรจะมีแนวนโยบายปฏิรูปแห่งรัฐ ตั้งแต่ปี ๒๔๙๒ ท่านประธานคงทราบดีว่าเรามีรัฐธรรมนูญถึงเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครอง บริหารประเทศ เป็นครั้งแรกที่มีการตราในเรื่องของแนวนโยบายแห่งรัฐขึ้น ใช้มา ๖ ฉบับ จนกระทั่งถึงปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ จึงได้เปลี่ยนเป็นแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ได้มีการพัฒนาในสภาพบังคับของกฎหมายสูงสุดเพื่อให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ได้ปฏิบัติตาม อย่างน้อยให้เห็นทิศทางของประเทศนี้ ให้เห็นแนวทางของการพัฒนาประเทศนี้ ว่าควรที่จะเดินหน้าไปอย่างไร สภาพบังคับหลังสุดอย่างมากเป็นสภาพบังคับในเชิง การบริหารเท่านั้นเอง นั่นก็คือการต้องเสนอรายงานต่อรัฐสภาปีละ ๑ ครั้ง หรือการจะต้องมี การดำเนินการนำเสนอตัวบทกฎหมาย ชื่อร่างกฎหมายให้เห็นเป็นแผนนิติบัญญัติ เพื่อให้ สอดคล้องต่อแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ แต่ถามบอกพอเพียงหรือไม่ ไม่พอเพียงหรอกครับ ถ้าต้องการเห็นจุดเปลี่ยนของประเทศไทยในวันนี้เราต้องใช้รัฐธรรมนูญมาเป็นเครื่องมือ ไม่ใช่เพียงแค่กฎหมายของการเมืองการปกครอง แต่เป็นกฎหมายสูงสุดในการพัฒนาและ นำประเทศนี้ไปสู่เป้าหมายให้ได้ ถ้าเราบอกเป้าหมายต้องการที่จะให้ประเทศนี้เป็น ประเทศพัฒนาแล้ว ถามบอกว่ายังจมอยู่กับระบบการเลือกตั้ง ระบบการเมือง ระบบการบริหารอย่างเดิม หรือว่าปล่อยให้มีการผูกขาดเศรษฐกิจ ธุรกิจ ปล่อยให้ความเหลื่อมล้ำต่ำสูงนั้นอย่างที่ ท่านประธานเกริกไกรได้พูดถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ครอบครองความมั่งคั่งร่ำรวย ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่คน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ที่มีรายได้น้อยสุดมีความมั่งคั่งยากจนอยู่เพียง ๑ เปอร์เซ็นต์ มันไม่มีวันที่จะทำให้ประเทศนี้เกิดความเสมอภาคเท่าเทียมในทางเศรษฐกิจและสังคมได้โดย เด็ดขาด และไม่ต้องมองอนาคตอีกต่อไป เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเป็นไปได้ผมเห็นด้วยที่ ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้พูดว่าแนวรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นจะเขียนอย่างสั้น ถ้าเป็นเช่นนี้เราก็เสนอเป็นแนวนโยบายปฏิรูปประเทศ ๑๘ ด้าน แนวนโยบายปฏิรูป เศรษฐกิจ แนวนโยบายปฏิรูปเรียล เซคเตอร์ (Real sector) ก็คือชุดที่เสนอการปฏิรูป ในขณะนี้ แนวนโยบายปฏิรูปสังคม แนวนโยบายปฏิรูปวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และให้ตราพระราชบัญญัติ และให้สภานี้ละครับเป็นคนตราพระราชบัญญัติ เพราะสภานี้คือ สภาปฏิรูปแห่งชาติ ถ้าเราเขียนอย่างนี้ได้ เราจะเห็นความชัดเจนว่าก้าวเดินข้างหน้า ความผูกพันโยงใยระหว่างเครื่องมือของรัฐธรรมนูญกับความคิดที่เรียกว่า วิสดอม ฟอร์ เชนจ์ (Wisdom for change) หรือว่าปัญญาสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ประเทศนี้มันจะเกิดขึ้นจริง แต่ถ้าหากว่าเป็นการตรารัฐธรรมนูญแบบในอดีตใช้หลักกฎหมายมหาชนเขียนตามฟอร์แมท (Format) ยากครับ และพวกเราก็คงจบลงด้วยวัน เวลา และจบลงด้วยความหวังที่จะสลายไป พร้อมกับอนาคตของประเทศ ผมฝากท่านประธานไปถึงท่านประธานกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ เพราะวันนี้เป็นเรื่องที่สภาปฏิรูปแห่งชาติจะพูดกับท่านประธาน กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพราะตั้งแต่วันที่ ๑๙ หลังจากเราส่งมอบข้อเสนอความเห็น ของสภาปฏิรูปแห่งชาติให้กับท่านแล้ว ท่านจะต้องเขียนรัฐธรรมนูญ ๑๒๐ วัน และกลับมา ที่นี่อีก เราหวังว่าการฟังความคิดเห็นวันนี้จะเกิดประโยชน์อย่างยิ่งในการทำให้รัฐธรรมนูญนั้น เป็นเครื่องมือที่จะนำให้ประเทศนี้พ้นจากปัญหาทั้งหลายทั้งปวง และก้าวสู่ยุคใหม่ แห่งการปฏิรูปอย่างแท้จริง ขอบคุณท่านประธานครับ