สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๙ · ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๗

สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ หารือเรื่องความสำคัญของกลุ่มผู้ประกอบการ (เอสเอ็มอี) และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐเพื่อส่งเสริมความแข็งแรงยั่งยืนของกลุ่มผู้ประกอบการนี้ โดยเสนอว่าควรยกย่องบทบาทของเอสเอ็มอีให้เป็นทรัพย์สมบัติของชาติและจัดให้มีการแข่งขันที่เท่าเทียมกันระหว่างธุรกิจขนาดเล็กและขนาดใหญ่

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์

กราบเรียนท่านประธานครับ ผม สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติครับ ผมอยากจะขอเรียนประเด็นที่ทางด้านเศรษฐกิจ ที่คิดว่ามีการระบุไว้จากคณะกรรมาธิการ แต่ขณะเดียวกันผมคิดว่าเป็นส่วนที่มีความสำคัญ มาก ๆ กับประเทศและอาจจะมีความสำคัญโดยถูกมองข้ามไปก็คือกลุ่มผู้ประกอบการ ที่เรียกว่าเอสเอ็มอีนะครับ ในประเด็นที่ทางคณะกรรมาธิการเสนอมานั้นได้ระบุไว้ในประเด็น ของการปฏิรูปในหมวดเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมนี่นะครับ ก็ได้ระบุไว้ครับว่ารัฐต้องสนับสนุนความแข็งแรงยั่งยืน เอสเอ็มอี สหกรณ์และอื่น ๆ ตามความเหมาะสม ซึ่งผมอยากจะขอใช้โอกาสนี้ที่อยากจะชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของ เอสเอ็มอีที่ในรัฐธรรมนูญเองนั้น ถ้าเป็นไปได้ถ้ามีโอกาสผมอยากเห็นคำ ๆ นี้ได้ถูกระบุ เพื่อให้กลไกต่าง ๆ ได้มามีโอกาสในการที่จะส่งเสริมเอสเอ็มอีให้เป็นกำลังหลัก จริง ๆ ท่านประธานครับ เอสเอ็มอีมีความสำคัญมากจริง ๆ แต่ว่าเป็นเหมือนคนตัวเล็กครับ ที่ไม่ค่อยมีเสียง ดังนั้นก็เลยไม่ค่อยถูกหยิบยกออกมา เวลาเรามองทางด้านธุรกิจเราจะมอง ในเรื่องของเรื่องใหญ่ ๆ นะครับ แต่ท่านประธานครับ เอสเอ็มอีในประเทศไทยเราในปัจจุบัน มีข้อมูลอยู่ว่ามีถึงประมาณ ๒.๗ ล้านราย ใน ๒.๗ ล้านรายนี่นะครับเป็นบริษัท ที่จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ ราย แล้วก็เป็นคนตัวเล็กตัวน้อยที่ไม่ได้ จดในนามบริษัทจำกัดประมาณ ๒.๑ ล้านราย คิดเป็นจำนวนของผู้ประกอบการทั้งประเทศ อยู่ที่ประมาณ ๙๘ เปอร์เซ็นต์ เป็นคนส่วนใหญ่ของการประกอบการของประเทศ แต่เนื่องจากมีปริมาณที่มากอย่างนี้นี่นะครับ แล้วกระจัดกระจายก็เลยถูกการบริหารที่ไป ไม่ถึงในเอสเอ็มอี ๒.๗ ล้านรายนี่นะครับ ก่อเกิดการจ้างงานกับประเทศไทยนี่มีการจ้างงาน ในระบบถึง ๑๑.๗ ล้านคน คิดเป็นจำนวนของการจ้างงานถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของการจ้างงาน ในประเทศ และขณะเดียวกันเอสเอ็มอีนั้นมีความสำคัญเป็นสัดส่วนที่สร้างผลผลิตต่อจีดีพี ของประเทศถึง ๓๗ เปอร์เซ็นต์ ด้วยเหตุเช่นนี้การที่เราจะมองข้ามเอสเอ็มอีเป็นเพียง ส่วนเล็ก ๆ ที่ดูเหมือนได้ระบุอยู่บ้างนั้นผมคิดว่าอาจจะไม่เพียงพอ ดังนั้นจะถือโอกาสนี้ ชี้ให้เห็นถึงแนวทางการส่งเสริมเอสเอ็มอีในต่างประเทศที่อาจจะเป็นประโยชน์ ในการเอามาใช้ ในการที่เราจะใช้ในการพัฒนากับทิศทางเศรษฐกิจของประเทศไทยครับ ในประเทศที่เจริญแล้วส่วนใหญ่นะครับ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกาก็ดี ญี่ปุ่นก็ดี เกาหลีใต้ ไต้หวัน มาเลเซียนี่นะครับ เขามีแนวนโยบายเอสเอ็มอีไปทิศทางเดียวกันหมดครับ

อันที่ ๑ เลยนะครับ ประเทศเหล่านี้เขาชี้ชูประเด็น กำหนดประเด็นให้ เอสเอ็มอีเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งรัฐบาลนี้ได้ประกาศเอสเอ็มอีเป็นวาระแห่งชาติ แต่ผมมีความ กังวลใจว่าเมื่อผ่านจากรัฐบาลนี้ไปแล้วยังจะคงเป็นวาระแห่งชาติอยู่หรือไม่

ประเด็นที่ ๒ ในต่างประเทศที่เจริญแล้วเขาบูรณาการเอสเอ็มอีโดยให้ งบประมาณส่งเสริมเอสเอ็มอีนี้อยู่ภายใต้ประธานาธิบดีหรือนายกรัฐมนตรี หรือแย่ที่สุด ก็จะอยู่ภายใต้กระทรวงเศรษฐกิจที่รวมเอาการวางแผนในทุกด้านมาอยู่ด้วยกัน เช่น อุตสาหกรรมการค้า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีเอามารวมด้วยกันเพื่อบริหารเอสเอ็มอี

ประเด็นที่ ๓ ในต่างประเทศนั้นบางแห่งผู้บริหารองค์กรเอสเอ็มอี มีตำแหน่งหรือที่นั่งในการประชุมคณะรัฐมนตรี นั่นคือความสำคัญที่ต่างประเทศให้

ประเด็นที่ ๔ เขาใช้เอสเอ็มอี อินเด็กซ์ (SME Index) เป็นดัชนีชี้วัดในการ ติดตามการพัฒนาของเศรษฐกิจทั้งระบบ

แล้วก็ประการสุดท้ายนะครับ เป็นเรื่องที่หลายคนอาจจะมองข้ามไป เขาใช้ เอสเอ็มอีเป็นจักรกลในการขับเคลื่อนการพัฒนาเทคโนโลยีและอาร์แอนด์ดี (R and D) ของประเทศ ผมยกตัวอย่างเล็ก ๆ เพิ่มเติมอีกสักนิดหนึ่งนะครับว่าในสหรัฐอเมริกาเขาได้มี พ.ร.บ. ส่งเสริมเอสเอ็มอีระบุครับให้โควตาจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๓๐ แก่ธุรกิจขนาดเล็กระบุไว้ใน พ.ร.บ. เพื่อโอบอุ้มธุรกิจขนาดเล็ก ในประเทศญี่ปุ่นในปี ๒๐๑๐ รัฐบาลได้ออกกฎบัตรเอสเอ็มอีที่เรียกว่า เอสเอ็มอี ชาร์เตอร์ (SME Charter) ยกระดับของ เอสเอ็มอีให้เป็นทรัพย์สมบัติของชาติ ระบุไปเลยนะครับว่าเอสเอ็มอีเป็นทรัพย์สมบัติของชาติ และเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้หลุดพ้นจากภาวะถดถอย ดังนั้นเขาจะให้ ทุกกระทรวง ทบวง กรม เลยร่วมมือกับทุกหน่วยงานส่งเอสเอ็มอีแบบบูรณาการ ประเด็นนี้ละครับ ที่ประเทศไทยเรายังไม่เห็นที่จะมีหน่วยงานมาส่งเสริมเอสเอ็มอีแบบบูรณาการ นอกจากนั้น แล้วเช่นคล้ายกับทางสหรัฐอเมริกาครับ ให้หน่วยงานรัฐและส่วนกลางและท้องถิ่นนั้น เพิ่มการจัดซื้อจัดจ้างแก่เอสเอ็มอี ระบุไว้ใน พ.ร.บ. เหมือนกัน และขณะเดียวกันนั้น รัฐสร้างระบบสภาวะแวดล้อมที่ก่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเท่าเทียมระหว่างบริษัทขนาดเล็ก และขนาดใหญ่ในประเทศซึ่งอาจจะเหมือนหลายท่านที่อภิปรายถึงคนตัวเล็กที่ถูกเบียดเบียน โดยคนตัวใหญ่ มีตัวอย่างอย่างประเทศเกาหลีเช่นกันครับ ในปี ๑๙๖๐-๑๙๗๐ รัฐบาลเกาหลีคล้ายประเทศไทยครับใช้บริษัทขนาดใหญ่และรัฐวิสาหกิจเป็นตัวขับเคลื่อน เศรษฐกิจ แต่ไม่ประสบความสำเร็จในการสร้างรายได้และกระจายรายได้ให้กับคนส่วนใหญ่ จนกระทั่งเมื่อปี ๑๙๘๐ รัฐบาลเกาหลีนั้นได้สร้างการเติบโตอย่างก้าวกระโดดโดยเอา นวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้นมาก็ทำให้ประเทศเกาหลีนั้นเติบโตอย่างก้าวกระโดด ตัวอย่างเหล่านี้ ครับท่านประธาน ผมคิดว่าเป็นความจำเป็นที่เอสเอ็มอีนั้นมีบทบาทและมีความสำคัญ ทั้งสัดส่วนของจีดีพี ทั้งการที่จะเป็นตัวที่จะเติบโตขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทั้งเป็นตัวที่จะทำให้ การกระจายของรายได้ลงไปถึงประชากรในประเทศและที่น่าเป็นห่วงมากนะครับ ถ้าทิศทางการเศรษฐกิจที่จะระบุไว้แล้วต้องขับเคลื่อนด้วยกฎหมายเอสเอ็มอีนั้นรองรับไม่ทัน เออีซีที่จะเกิดประเทศครั้งใหม่นี้เอสเอ็มอีต่างชาติ เช่น ประเทศมาเลเซียนายกรัฐมนตรี เขาลงมาขับเคลื่อนเองครับ เขาให้เอสเอ็มอีเป็นนโยบายหลักของชาติ เขาส่งเสริมให้เอสเอ็มอี ช่วยผลักดันประเทศให้ก้าวล้ำจากมีเดียม อินคัม (Medium income) เป็นไฮ อินคัม อิโคโนมี (High income economy) ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นประเด็นที่ผมคิดว่ามีความจำเป็นที่จะให้ ท่านประธานนั้นได้กรุณาส่งเรื่องไปถึงท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่จะให้บทบาท ความสำคัญกับเอสเอ็มอีให้มากขึ้นในเชิงของรูปธรรมที่จะส่งไปสู่การปฏิบัติในอนาคต ขอบคุณครับ