สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๙ · ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๗

พิสิฐ ลี้อาธรรม หารือเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจ สังคม เสรีนิยมในรัฐธรรมนูญ และขอให้ปรับเปลี่ยนกลไกในการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจให้ตรงตามรัฐธรรมนูญ

นายพิสิฐ ลี้อาธรรม

ขอบคุณครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกเลขที่ ๑๕๗ ครับ กระผมขอขอบคุณท่านประธาน กรรมาธิการที่ได้นำเสนอข้อมูลให้พวกเราได้เห็นค่อนข้างที่จะมากด้วยกัน ผมก็อยากจะ ขอเรียนความในใจว่าจริง ๆ ผมมีความรู้สึกว่าการเขียนรัฐธรรมนูญเขียนไปแล้วผู้ปฏิบัติ ถ้าเขาไม่ปฏิบัติก็จะไม่มีประโยชน์นะครับ อย่างกรณีของรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ กระผมกับหลาย ๆ ท่านในที่นี้ได้มีส่วนในการที่จะเขียนแนวนโยบายด้านเศรษฐกิจไว้ หลายประการด้วยกัน เช่น เรื่องของการให้มีการออมเพื่อการดำรงชีพในยามชราก็ดี หรือเรื่องของการออกกฎหมายการเงิน การคลังก็ดี แต่ปรากฏว่า ๗ ปีที่ผ่านมารัฐบาลท่าน ไม่ได้สนใจเรื่องนี้เลย เพราะฉะนั้นผมก็เป็นห่วงว่าการเขียนรัฐธรรมนูญไปในเรื่องเหล่านี้ คงจะมีประโยชน์น้อย แต่อย่างไรก็ตามเมื่อต้นปีนี้ก็มีปรากฏการณ์เกิดขึ้นที่รัฐบาล ได้ออกกฎหมายเรื่องของการกู้เงิน ๒ ล้านล้านบาท แล้วก็นำไปสู่การตีความของ ศาลรัฐธรรมนูญว่าผิดรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นผมก็คิดว่าถ้อยคำที่เราจะใช้ในรัฐธรรมนูญ ฉบับปีใหม่นี้น่าจะมีความสำคัญ เพราะหากมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นก็จะนำไปสู่การตีความ ในศาลรัฐธรรมนูญได้นะครับ เพราะฉะนั้นผมเลยขออนุญาตที่จะเกริ่นประเด็นแรกในเรื่องของ แนวนโยบายพื้นฐานที่ทางท่านประธานได้ยกขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของ ปรัชญาเศรษฐกิจ ข้อแรกที่เขียนว่ารัฐต้องยึดถือปรัชญาเศรษฐกิจ สังคม เสรีนิยม ผมพยายามจะอ่านแล้วก็ตีความว่ามันคืออะไร ถ้าแปลเป็นภาษาอังกฤษก็จะสับสนมาก ปรัชญาเศรษฐกิจ สังคม เสรีนิยม ผมเรียนเศรษฐศาสตร์มาตลอดทั้งชีวิตยังหาคำที่ดีกว่านี้ คำที่จะแปลไม่ได้ ก็ต้องขออนุญาตที่จะเรียนว่าต้องไปอ่านเนื้อความข้างใน ก็เลยมีความ เข้าใจว่าสิ่งที่ท่านต้องการพูดในประเด็นนี้น่าจะหมายถึงรัฐต้องยึดปรัชญาเศรษฐกิจแบบผสม ก็คือผสมระหว่างเสรีนิยมกับการแทรกแซงของรัฐซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาในตำราเศรษฐศาสตร์ ซึ่งประเด็นก็คือว่าแล้วเส้นแบ่งของการแทรกแซงกับเสรีนิยมอยู่ที่ไหน ผมก็คิดว่าเรื่องของ เสรีนิยมน่าจะเป็นหลักได้ แต่รัฐน่าจะมีบทบาทในการแทรกแซงในยามที่เห็นว่าเศรษฐกิจ มันนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำ นำไปสู่ปัญหาวิกฤติ แล้วก็ปัญหาต่าง ๆ ที่ในเอกสารที่ท่านนำมา เสนอนี่ได้เขียนไว้มากด้วยกันนะครับ เพราะฉะนั้นประโยคต่อไปที่ท่านเขียนว่า เพื่อสิทธิความเสมอภาคนี่ผมจึงคิดว่ามันขัดแย้งกัน เพราะการที่รัฐจะแทรกแซงแสดงว่า มันต้องมีปัญหาเกิดขึ้น จะให้มีความเสมอภาคคงไม่ได้ ประเด็นนี้ผมอยากจะขออนุญาตให้ ท่านได้ดูว่าการที่บอกว่ามีความเสมอภาคเป็นหลักของรัฐธรรมนูญคงจะไม่ได้ เพราะเราต้อง ยอมรับว่าสังคมไทยทุกวันนี้มีความเหลื่อมล้ำมีคนด้อยโอกาส มีคนที่ไม่ได้รับสิทธิเท่าที่ควร เพราะฉะนั้นพึงที่รัฐต้องแทรกแซง อันนี้คือสิ่งที่เป็นเบื้องต้นที่ขออนุญาตที่จะยกขึ้นมาก่อนนะครับ ทีนี้มีท่านสมาชิกอย่างน้อย ๒ ท่านได้เป็นห่วงว่าที่ท่านร่างมาน่าจะไม่ตรงกับรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ปี ๒๕๕๗ มาตรา ๓๕ (๗) ที่บอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องมีกลไกที่มีประสิทธิภาพในการปรับโครงสร้าง และขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมอย่างยั่งยืน ผมก็คิดว่า ประเด็นตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญก็เลยอยากจะขอยกขึ้นมาว่ากลไกอันหนึ่งที่จริง ๆ ท่านสมาชิกก็ได้กล่าวไปแล้วก็คือเรื่องของการของการดูแลโครงสร้างเศรษฐกิจ เพราะขณะนี้ ต้องยอมรับว่าโครงสร้างเศรษฐกิจเป็นโครงสร้างที่ไม่เอื้อต่อเกษตรกร ภาคเกษตรนี้ เสียเปรียบ ภาคอื่น ๆ ได้เปรียบ แล้วก็เวลามีปัญหาภาคเกษตรก็จะเดือดร้อนทุกที แต่อย่างไรก็ตามเราก็เห็นตัวอย่างอันหนึ่งในสังคมไทยที่มีการรวมตัวระหว่างกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ และภาคเกษตร ก็คือเรื่องของอ้อยและน้ำตาลที่ได้มีการรวมตัวกัน ถึงแม้ว่าราคาน้ำตาล ในตลาดโลกจะตกต่ำเพียงใดก็ปรากฏว่าเกษตรกรในภาคของชาวไร่อ้อยก็ไม่ได้เดือดร้อน เพราะฉะนั้นตรงนี้ที่ท่านสมาชิกได้กล่าวยกมาแล้วผมคิดว่าเป็นกลไกที่น่าจะเอามาเขียน ให้ชัดนะครับว่า ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในอดีตที่เรามักจะแก้เป็นแบบเฉพาะจุดเฉพาะที่ ในลักษณะที่ผมขอใช้คำว่า ไซโล (Silo) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็แก้กันไป อุตสาหกรรมก็แก้ไป พาณิชย์ก็แก้ไป จริง ๆ เราน่าจะใช้หลักเรื่องของแวลู เชน (Value chain) นะครับ ก็คือทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่ของการค้า ควรต้องมาประชุม กันแล้วก็มีกลไกในการตกลงกัน เหมือนกับที่อ้อยและน้ำตาลได้ดำเนินการ เพราะฉะนั้น ปัญหาของข้าวราคาตกก็ดี ยางราคาตกก็ดี หรือมันสำปะหลัง และอื่น ๆ เราไม่ควรจะปล่อยให้ เป็นการแก้แบบเมื่อก่อนหน้านี้ ควรจะมีกลไกที่มีการรวมตัวกันแล้วก็หาทางที่จะแก้ในระยะยาว ที่ยั่งยืน อันนี้คือตัวอย่างหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นกลไกที่น่าจะตอบโจทย์ข้อนี้ได้ ขณะเดียวกัน เราก็จะเห็นปัญหาในเศรษฐกิจไทยที่ทุกวันนี้มีปัญหาระหว่างเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรม ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำมีความไม่เท่าเทียมกัน เพราะภาครัฐจะไปปกป้องต้นน้ำ และทำให้ปลายน้ำไม่อาจจะแข่งขันได้ เพราะว่าต้นทุนในการผลิตมันสูงนะครับ ด้วยเวลาที่จำกัดผมก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านสมาชิกและท่านประธานแต่เพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณมากครับ สวัสดีครับ