เกริกไกร เสนอ 6 ประเด็นยุทธศาสตร์เปลี่ยนปรัชญาธุรกิจสู่การแข่งขันเอกชน

สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๙ · ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๗

เกริกไกร จีระแพทย์ ระบุปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่อ่อนแอ ขาดดุลทรัพยากร และแข่งขันได้ต่ำ พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขโดยเน้นการพัฒนาภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการให้ใช้ภูมิปัญญาอย่างมีประสิทธิภาพ เกริกไกร จีระแพทย์ เสนอแนวคิดเปลี่ยนปรัชญาธุรกิจสู่การแข่งขันของเอกชน พร้อมเรียกร้องรัฐธรรมนูญทางเศรษฐกิจที่มีกลไกยืดหยุ่นเพื่อปรับยุทธศาสตร์ตามสถานการณ์ โดยเน้นสมดุลระหว่างเสรีนิยมและทุนนิยมเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เกริกไกร จีระแพทย์ เสนอหลักการปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและวิสัยทัศน์สังคมอุดมปัญญา พร้อมเสนอ 6 ประเด็นยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและการแข่งขันที่เป็นธรรม เกริกไกร จีระแพทย์ หารือประเด็นหลักคุณธรรม ธรรมาภิบาล การรักษาวินัยการคลัง และการสนับสนุนให้ภาคเศรษฐกิจแข่งขันได้ พร้อมเสนอให้รวมพลังภาคส่วนและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์เพื่อเชื่อมโยงสู่อาเซียน เกริกไกร จีระแพทย์

นายเกริกไกร จีระแพทย์ ประธานกรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม เกริกไกร จีระแพทย์ ประธานกรรมาธิการที่มีชื่อยาวมากนะครับ แต่ผมก็เรียนว่า ชื่อมันควรจะเป็นคณะเศรษฐกิจ ยกเว้นสาขาการเงิน การธนาคาร จริง ๆ แล้วมันก็เกี่ยวกับ ทุกสาขา ขณะนี้มีผู้ที่เข้าใจว่าเราทำแต่เรื่องเกษตร แต่ไม่ใช่นะครับ ขอเรียนว่าเป็นเรื่อง เศรษฐกิจทุกสาขา ยกเว้นการเงิน การธนาคารนะครับ ผมขอบคุณท่านประธานอย่างยิ่ง ที่ให้โอกาสกรรมาธิการคณะผมได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอของเราที่มีต่อ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ผมไม่ทราบว่าผมจะขออภิสิทธิ์มีเวลามากกว่าปกติได้หรือไม่ เนื่องจากผมให้ความร่วมมือกับท่านประธานในการพูดก่อนพรุ่งนี้นะครับ แต่ไม่เป็นไรครับ ผมจะพยายามพูดให้อยู่ในเงื่อนเวลาที่ให้ไว้ แต่เนื่องจากผมมี ๓๖ สไลด์ ผมไม่ทราบว่าผมจะพูดสไลด์ละ ๐.๔๕ วินาทีได้อย่างไร แต่จะพยายามนะครับ ท่านประธานครับ ผมเข้าใจว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ใน ๓ วันนี้เป็นก้าวแรกของก้าวสำคัญ ในประวัติศาสตร์ชาติไทยแต่ไม่ใช่ก้าวสุดท้าย ในขณะนี้เรากำลังก้าวไปสู่การเสนอ ความคิดเห็นแล้วไปกลั่นกรองเพื่อทำเป็นร่างรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นสิ่งซึ่งกรรมาธิการ คณะผมได้ทำนั้นนอกจากจะคุยกับผู้รู้ในกรรมาธิการแล้วก็สถาบันการคลังสมองต่าง ๆ นานา แล้วนี่เรายังถือว่าข้อคิดเห็นของเรานั้นยังเป็นเบื้องต้น ยังไม่ใช่เป็นสุดท้ายหรือกลั่นกรอง อย่างรอบคอบแล้วแม้ว่าจะได้ทำถึงระดับหนึ่งนะครับ เพราะฉะนั้นผมจึงขอให้ ท่านกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญได้กรุณาพิจารณาข้อเสนอเราในเชิงของเนื้อหาสาระ และจิตวิญญาณของมันไม่ใช่เพียงแต่ลายลักษณ์อักษรเท่านั้น เพราะว่าเราไม่ได้เสนอ ในแง่ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ เราอยากให้อยู่ในรัฐธรรมนูญแต่ภาษาอาจจะ ไม่ใช่ภาษากฎหมายเป็นภาษาเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นขอให้ท่านได้ฟังความมากกว่า อ่านถ้อยแถลงแล้วก็ดูจากลายลักษณ์นะครับ ผมได้แจกเอกสารไปนะครับ ผมจะขอเรียนว่า ผมมีหัวข้อเสนออยู่ทั้งหมดอยู่ ๔ ประเด็นด้วยกัน

อันที่ ๑ คือเป้าหมาย เป้าหมายของการทำข้อเสนอ อันที่ ๒ คือเราประเมิน ปัญหาต่าง ๆ ที่เรามีอยู่ทั้งเศรษฐกิจภายใน ภายนอก และความแข็งแรงของประเทศไทย ผมได้แจกเอกสารไปแล้ว แล้วก็นำไปสู่ว่าด้วยปัญหาเช่นไร จึงไปสู่เรื่องของแนวคิด ในการปฏิรูปแล้วจึงไปถึงข้อเสนอทั้งหมดที่มี ๑๗ บวก ๗ เป็น ๒๔ ข้อ ๓ ประเด็นครับ ความสามารถในการแข่งขัน ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม และเสถียรภาพ เศรษฐกิจและความยั่งยืนของการพัฒนา นี่คือ ๓ ประเด็นที่เราพยายามที่จะตอบโจทย์ ปัญหาในประเทศอันนี้อาจจะรวมถึงโอกาสด้วย ข้อเท็จจริงนะครับ เราเป็นประเทศที่พึ่งพิง การส่งออก เมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วเราส่งออกได้ ๑ ล้านล้านบาทเราฉลองนะครับ ปีที่แล้วเราส่งออกได้ ๗ ล้านล้านบาท เพราะฉะนั้นเราโต ๗ เท่า ใน ๒๐ ปี ความสำคัญของ การส่งออกเป็นอย่างไรนั้นไม่ต้องพูดถึงนะครับ

อันที่ ๒ เราเป็นตลาดภายในที่เล็ก ๖๗ ล้านคน เราจึงต้องการตลาดรองรับ ผมกราบเรียนทุกประเด็นย่อ ๆ เพื่อให้ท่านเห็นว่าทำไมเราจึงต้องนำไปสู่ประเด็นที่เราเสนอให้ กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญได้พิจารณากำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญนะครับ

อันที่ ๓ คือเราขาดดุลทรัพยากรธรรมชาติ เราต้องไปเอาจากที่อื่น ที่ไหนครับ เราแข่งขันได้ลดลง ความสามารถในการแข่งขันของเราลดลงในช่วง ๒๐ ปีที่ผ่านมา ผมไม่เคยเห็นขยับไปเกินกว่าอันดับที่ ๒๖ ๒๗ เลยนะครับ ๓๐ ๓๑ ๒๙ เทคโนโลยีของเรา ยังอยู่ในระดับต่ำโดยเฉพาะนวัตกรรม ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจต่ำ ถ้าเป็นการลงทุน ของเอกชนเขาอาจจะเลิกลงทุนไปแล้วนะครับ ลงไป ๑๐๐ ได้มา ๓ เปอร์เซ็นต์นี่ผมคิดว่า ไม่ใช่สิ่งที่น่าปรารถนา ธรรมาภิบาลบกพร่อง ภาครัฐอ่อนแอ โดยเฉพาะการเมือง ความสามารถในการบริหาร ความสามารถในการที่จะรู้ประเด็นปัญหา หรือจริง ๆ แล้ว อาจจะรู้แต่ทำไม่รู้ แรงงานฝีมือน้อยและสังคมเหลื่อมล้ำ ผมมีบางประเด็นที่จะทำให้ ท่านเห็นครับ นี่เป็นการแสดงถึงโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยนะครับ ท่านจะเห็นว่า ๓๙ คนของไทยหาเงินได้ ๑๒ บาทคือเกษตรกร ๓๔ คนในอุตสาหกรรมทำเงินได้ ๓๓ บาท ผมเปรียบเทียบเป็นคร่าว ๆ แล้วกันนะครับ แล้วก็ ๔๗ คนทำเงินให้ประเทศได้ ๕๕ บาท เกษตร อุตสาหกรรมล้วนแล้วแต่มีปัญหาทั้งสิ้น เราใช้แรงงานครับ เราไม่ได้ใช้ปัญญา เราขาดทิศทางและยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนที่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่องนะครับ รัฐมีแผน เรามีผลิตภาพต่ำ เรามีผลตอบแทนจากการลงทุนต่ำ เพราะฉะนั้นเราจะทำอย่างไร จึงจะทำให้ภาคเกษตรเป็นเกษตรที่สามารถ มีอุตสาหกรรมที่ฉลาด ไม่ใช่อาศัยมีแรงงานแล้วให้คนอื่นมาเป็นเถ้าแก่ แล้วเราหาความร่ำรวยให้เขาเราไม่อิจฉาครับ แต่เราต้องการสิ่งที่เราได้ลงทุนลงแรงไปนั้นกลับคืนของเราให้สูงกว่านี้แล้วมี ประสิทธิภาพกว่านี้ บริการ บริการเรามีบริการทางการแพทย์ บริการการท่องเที่ยว บริการคมนาคมขนส่ง แต่ความสามารถเหล่านี้ยังอยู่ในระดับที่ไม่สากลและต่ำอยู่ ทำอย่างไรจะทำให้บริการเกิดเป็นการบริการที่ใช้ภูมิปัญญา ความสามารถในการแข่งขัน นี่ผมกราบเรียนไปแล้ว ๓๑ ครับในปีที่แล้ว เป็นอันดับ ๔ ในอาเซียน อาเซียนมีแค่ ๑๐ ประเทศครับ เราเป็นอันดับ ๔ ถ้ามี ๑๕ ประเทศ เราอาจจะเป็นอันดับ ๙ ในโลกนี้ เราเป็น ๓๑ เราจะเห็นว่าข้างบนจีนเป็นอันดับที่ ๑๔ มีอันดับการแข่งขันที่ ๑๔ เมื่อปีที่แล้ว จีนเคยอยู่หลังเราครับเมื่อ ๑๐ ปีก่อน ขณะนี้แซงเราไปเรียบร้อย และคงจะไปเรื่อย ๆ อะไรครับที่เราอ่อนแอ ปัจจัยพื้นฐาน ปัจจัยพื้นฐานหมายถึงระบบคมนาคม ระบบน้ำ ระบบการบริหารจัดการจิปาถะ เรื่องเกี่ยวกับการคมนาคมขนส่ง เรื่องของสถาบันต่าง ๆ อยู่อันดับที่ ๔๐ ปัจจัยประสิทธิภาพการศึกษา ความพร้อมด้านเทคโนโลยี ประสิทธิภาพ ของตลาดแรงงานอยู่อันดับที่ ๓๙ นวัตกรรมอันดับที่ ๕๔ ครับ เพราะฉะนั้นสรุปแล้ว ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมเราจึงมีปัญหาในเรื่องนี้ ความเหลื่อมล้ำปัญหาภายในผมมอง ความเหลื่อมล้ำสักครู่หนึ่งจะพูดถึงในรายละเอียดต่อไป ดีขึ้นนะครับ คนจนน้อยลง เมื่อปี ๒๕๓๕ เรามีคนจนอยู่ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของประเทศคือที่ ๒๗ ล้านคน นี่ตัวเลขของ สภาพัฒน์นะครับ แต่เมื่อปี ๒๕๕๕ เรามีคนจนลดลงเหลือ ๘.๔ ล้านคน ๑๒.๖๔ เปอร์เซ็นต์ คนจนลดน้อยลงแต่ความเหลื่อมล้ำมันไม่ได้หายไป คนที่รวยที่สุด ๑๐ เปอร์เซ็นต์แรก มีเศรษฐทรัพย์ทั้งหมดอยู่ในมือ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ขณะที่จนที่สุด ๑๐ เปอร์เซ็นต์แรกมีอยู่ที่ ๑.๕๖ เปอร์เซ็นต์ ท่านมองเห็นถึงความแตกต่างไหมครับ ถ้าตรงนี้ไม่ได้รับการแก้ไข โดยวิธีการทางเศรษฐกิจที่ถูกต้องเป้าห่างนี้จะห่างไปเรื่อย ๆ แล้วสังคมจะมีปัญหาตามมา ผมไปที่ปัญหาเศรษฐกิจภายนอกนะครับ สิ่งที่เกิดขึ้นในโลกนี้คือเรื่องโลกาภิวัตน์ ท่านอย่าบอกว่าทำไมมันเกิดมาตั้งนานแล้วนี่ ถูกต้องครับ มันเกิดมานานแล้ว แต่ขณะนี้ มันมีทั้งข้อดีและข้อเสียของโลกาภิวัตน์ เราต้องพึ่งพาตลาดข้างนอก สิ่งที่เกิดขึ้นในมุมหนึ่ง ของโลกสะท้อนสะเทือนมาถึงเรา เราไม่ได้ทำผิดอะไรเลยเรื่องแฮมเบอร์เกอร์ (Hamburger) แต่เราต้องรับผลพวง น้ำมันจะถูกจะแพง เราก็ต้องรับภาระ มันมีผลนัยเกิดขึ้นทั้งสิ้น มันต้องบริหารจัดการการโลกาภิวัตน์ให้เป็นประโยชน์กับประเทศเราให้ดีที่สุด เรามีความขาดสมดุลในระหว่างประเทศ เงินที่สะพัดมาทุกวันออกไปเร็วเข้าเร็วออกเร็ว มันทำให้เกิดความผันผวนขึ้น อย่างนี้เราจะจัดการอย่างไร เราไม่มีพลังเพียงพอครับ เราต้องร่วมมือกับใครสักคนหนึ่งคนนั้นคืออาเซียน แล้วโลกเพื่อที่จะแก้ไขปัญหา ความไม่มีสมดุลนี้ ต่อไปคือการแข่งขันที่สูงขึ้น ท่านเชื่อผม ในไม่ถึง ๑๐ ปีข้างหน้าท่านต้อง แข่งกับแขก อินเดีย อีก ๑,๕๐๐ ล้าน ขณะนี้การลงทุนมากกว่าจีนแล้ว บราซิล รัสเซีย แล้วก็บรรดาประเทศทั้งหลายในแอฟริกาซึ่งกำลังจะโตขึ้นมา ในบางมุมของแอฟริกา การเปิดเสรี ทางการค้าจะมีขึ้นเรื่อย ๆ มันไม่เคยจบสิ้นลงนะครับ ตั้งแต่ปี ๑๙๘๖ จนบัดนี้และในอนาคต เดี๋ยวผมจะมีตัวอย่างให้ดูนะครับ รวมทั้งการรวมกลุ่มทางภูมิภาค ตรงนี้มีนัยสำคัญมาก ต่อนโยบายเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศของเรา ถ้าเราไม่ตระหนักเพียงพอ ความเพียงพอทางอาหาร ความเพียงพอทางพลังงาน ความมั่นคงทางสิ่งแวดล้อม และสังคมสูงวัยล้วนแต่มีปัญหาต่อนัย มีนัยต่อนโยบายและสิ่งที่เราจะทำในอนาคตทั้งสิ้นนะครับ ผมขอให้ท่านได้ดูภาพหนึ่งนะครับ นี่เป็นภาพที่แสดงถึงการมีการรวมกลุ่มทางการค้าต่าง ๆ เกิดขึ้น รูปนี้แสดงว่าประเทศอะไรเจรจาไปแล้วกับกี่ประเทศ และกำลังจะเจรจากับใครอีก ผมยกตัวอย่างอินเดียนะครับ เจรจาไปแล้วมี ๖ เอฟทีเอ ๑๖ ประเทศ แต่กำลังเจรจากับ อีก ๕๕ ประเทศ ในโลกนี้มีแค่ ๑๙๐ ประเทศนะครับในสหประชาชาติ แล้วก็จีนทำไปแล้ว ๑๐ กับ ๒๒ ประเทศ ขณะนี้เจรจาอยู่อีก ๑๘ ประเทศ ประเด็นก็คือมันเป็นอย่างไรครับ ประเด็นก็คือว่าถ้าคนอื่นเขามีความตกลงทางการค้าเสรี คู่แข่งเราในตลาดนั้นจะได้เปรียบเรา ผมคิดว่าประเด็นนี้คงจะผ่านนะครับ ทีนี้มาดูไทย ไทยทำอะไรครับ ตรงกลางที่ท่านเห็นนั้น สีน้ำเงินแล้ววงข้างในอาเซียน ฮ่องกง อาเซียน นี่คือสิ่งที่ไทยมีความตกลงผ่านอาเซียนบ้าง โดยตัวเอง ๒ ฝ่ายบ้าง แต่เรายังกระจุกตัวอยู่ในเอเชียแปซิฟิก (Asia-Pacific) อีสท์เอเชีย (East Asia) ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เกาหลี ไต้หวัน จีน กับอินเดีย มันมีนัยมากนะครับว่า เราจะทำอย่างไรต่อไปกับสิ่งเหล่านี้ ทีนี้พูดไปแล้วเหมือนกับมีแต่สิ่งที่น่าเศร้าใจ ผมขอเรียนว่า สิ่งที่ดี ๆ ก็มีเยอะนะครับ จุดแข็งของเราครับ เรามีส่วนผสมเศรษฐกิจที่ดีมาก อาหาร อุตสาหกรรม บริการ เราปิดประเทศเราก็อยู่ได้ ๒. เอกชนมีความสามารถดี หมายถึงธุรกิจ ที่อยู่บนท็อป ๆ นะครับ แต่เสียมีแค่ประมาณ ๑๐,๐๐๐ กว่ารายเท่านั้นเอง จากทั้งหมด ๒.๘ ล้านรายที่เป็นเอสเอ็มอี (SME) ผู้ส่งออกอาหาร เราส่งออกอาหารหลายประเภท โครงสร้างพื้นฐานถึงแม้ว่าจะบกพร่องยังต้องทำอีกเยอะ แต่ก็ยังใช้ได้พอสมควร ประชากร ๖๗ ล้านคนไม่เบา ก็เป็นผู้ที่จะใช้จ่ายได้ดีพอสมควร มีสิ่งอำนวยความสะดวก ทางสังคมดีนะครับ แล้วก็วัฒนธรรมที่มีไมตรีจิต ใครมาก็ติดใจ ที่สำคัญคือเรามีชัยภูมิที่ดีครับ ใครจะมาจะไปในอาเซียนมาประเทศไทยก่อนได้ แล้วเราสามารถเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง ต่อไปนะครับ เรามีอันดับการส่งออกที่ดีมาก ข้าว มัน ยาง น้ำตาล อาหารทะเล ผลไม้ ผักทั้งหลาย และเรายังไม่ได้นับถึงเรื่องของการลงทุนของเราที่มีเอกชนต่าง ๆ ไปลงทุน ในต่างประเทศมากรายขึ้นในหลาย ๆ ประเทศ และเป็นผู้เล่นตัวสำคัญในภูมิภาคนั้น ตลาดเราเปลี่ยนครับ จากอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น มาเป็นจีนอันดับ ๑ อาเซียนรวมกันเป็น อันดับ ๑ แต่ถ้าไปนับเป็นประเทศจีนอันดับ ๑ เพราะฉะนั้นเราไม่ได้สุมไข่ตะกร้าใบเดียวกันแล้ว เพราะฉะนั้นจากปัญหาเหล่านี้นะครับ แนวคิดของเราคือว่าเราจะทำอย่างไรจึงจะแก้ปัญหา พวกนี้ได้

ประเด็นที่ ๑ เราควรจะต้องเปลี่ยนแนวคิดและปรัชญาการดำเนินธุรกิจ เศรษฐกิจของเรา ใช้ปัญญา กล้าแข่งขัน เอกชนจะต้องกล้าแข่งครับ จะมาบอกว่าผมไม่แข่ง เปิดตลาดไม่ได้ ผมว่านั่นไม่ใช่แนวความคิดทางธุรกิจที่ถูกต้องในอนาคต

อันที่ ๒ เราจำเป็นต้องมีวิสัยทัศน์ระยะยาวที่น่าจะเป็นไปได้ กล่าวคือ มีเป้าหมายร่วมกัน เราจะกำหนดทิศทางยุทธศาสตร์ให้ประเทศนี้เดินไปในทิศทางนั้นอย่างไร เพื่อเอกชนจะได้เข้าใจเช่นนั้นแล้วเดินไปด้วยกัน ขณะเดียวกันเมื่อเรากำหนดยุทธศาสตร์ ซึ่งผมไม่ทราบว่าจะใส่ในรัฐธรรมนูญได้เป็นอย่างไร แต่ถ้าใส่ไปได้ผมคิดว่านั่นจะเป็น รัฐธรรมนูญทางเศรษฐกิจฉบับแรกของโลกก็ว่าได้ หรือฉบับแรกของประเทศไทย แต่โลกไม่ได้อยู่นิ่ง เราจำเป็นต้องมีกลไกที่สามารถให้เกิดการปรับตัวให้กับสถานการณ์ที่ เปลี่ยนแปลงไปในอนาคต ถ้าจะกำหนดในรัฐธรรมนูญมันจำเป็นจะต้องมีกลไกกฎเกณฑ์และ วิธีการที่พรรคการเมืองหรือรัฐบาลในอนาคตสามารถมาปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสถานการณ์ได้ แต่โครงของมัน จิตวิญญาณของมันจะต้องไม่ถูกบิดเบือนนะครับ ข้อเสนอรัฐธรรมนูญ ผมมีทั้งหมดจากคณะ ๑๗ บวก ๗ ง่าย ๆ นะครับ เราเริ่มจากปรัชญา แล้วก็ไปวิสัยทัศน์ อย่างที่ผมกราบเรียนเมื่อสักครู่ ทิศทางยุทธศาสตร์ กลไกเพื่อความยืดหยุ่น แล้วจึงเป็น ประเด็นที่เกี่ยวพันกับเศรษฐกิจภายในและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

ประเด็นที่ ๑ สังคมเสรีนิยม ตัวนี้จะมีอยู่ ๒ ตัวนะครับ เสรีนิยมกับสังคม ๒ ตัวนี้จะต้องอยู่บนคานที่สมดุลกัน อย่างที่ปรากฏอยู่บนจอทางซ้ายมือ แล้วมีขาอยู่ ๒ ขา ข้างล่าง คือประโยชน์ของสังคมและดุลยภาพของสังคม ทุนนิยมไม่ได้ทำให้กลไกตลาดทำงาน อย่างเต็มที่ และไม่สามารถทำได้เต็มที่ มันจำเป็นจะต้องมีคนเข้าไปเขาเรียกว่า จูน (Tune) หรือว่าปรับเครื่องเสมอ หน้าที่นั้นเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและต้องเห็นแก่สังคมส่วนใหญ่ ทำอะไรที่จำเป็นต้องทำ และทำเพื่อสังคมส่วนใหญ่

ประเด็นที่ ๒ ประเด็นนี้เป็นประเด็นปรัชญาที่ผมขอฝากท่านกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญไว้ เมื่อเป็นเช่นนี้เสรีและสังคม แต่ยังควรจะต้องมีปรัชญาอันหนึ่งกำกับ ความเพียงพอหรือความสมเหตุสมผล มีการพึ่งพาตนเอง แล้วก็มีเสถียรภาพที่ยั่งยืน นั่นคือเศรษฐกิจพอเพียง เหตุผลก็เพราะว่ารัฐแม้จะทำเพื่อสังคมก็อาจจะใช้จ่ายเกินตัวได้ มีปัญหาทางเสถียรภาพ ประชาชนมีลัทธิเอาอย่าง เห็นใครออกปิคอัพก็ไปออก โทรศัพท์มือถือต้องแพง ๆ อย่างนี้เป็นต้น และเรายังไม่สามารถทำให้ประชาชนเกิด ความตระหนักในการพัฒนาตนเองและเพื่อการแข่งขันได้

ประเด็นที่ ๓ ที่เสนอนะครับ สังคมอุดมปัญญาเป็นวิสัยทัศน์ เราต้องการให้มี สังคมที่ฉลาด ๑. มีความสามารถในการแข่งขัน สังคมที่มีคนเก่ง สังคมที่เอื้ออาทรและ แบ่งปันซึ่งกันและกัน สังคมที่มีความเสมอภาคทั้งการศึกษา ทั้งสาธารณสุข ทั้งวิธีการเข้าหา สู่อำนาจและเป็นสังคมที่อุดมธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต จริยธรรม ถ้าเรามีวิสัยทัศน์เช่นนี้ เราจะเป็นสังคมที่ชาญฉลาดได้หรือไม่ ผมคิดว่านั่นเป็นความปรารถนาที่เราน่าจะตั้งไว้

ประเด็นที่ ๔ และพยายามเดินทางไปให้ถึงด้วยยุทธศาสตร์ ๔ ทิศทางด้วยกัน คือ ๑. ความเป็นชาติการค้า อันที่ ๒ เราจะเป็นนักลงทุนที่จะใช้ประโยชน์จากทรัพยากรของ คนอื่นเพื่อนำมาสู่ความเป็นประโยชน์ในประเทศชาติ รัฐบาลจะทำอย่างไร จะช่วยอย่างไร จะจัดระบบอย่างไรให้นักลงทุนของไทยออกไปข้างนอกได้ อันที่ ๓ คือเราเป็นผู้ค้าบริการ ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของภูมิปัญญา ไม่ใช่ใช้แรงงานถูก ๆ แล้วก็เป็นเศรษฐกิจที่แข่งขันได้ อย่างที่กราบเรียนมาตั้งแต่ต้น

ประเด็นที่ ๕ ทีนี้กลไกเพื่อความยืดหยุ่นก็ฝากท่าน ผมได้กราบเรียนไปแล้วว่า เราจำเป็นต้องมีกลไกเพื่อให้เขาปรับตัวได้โดยที่ไม่ไปบิดเบือนเจตนารมณ์อันแท้จริง

ประเด็นที่ ๖ เราต้องการการแข่งขันที่เป็นธรรม ระหว่างเอกชนกับเอกชน ระหว่างรายใหญ่กับรายเล็ก ระหว่างรัฐกับเอกชน และระหว่างฐานะที่รัฐเป็นผู้กำกับ กับรัฐต้องเป็นผู้เล่นบทบาทเสียเอง ผมจะกราบเรียนแต่ประเด็น ส่วนรายละเอียดนั้นผมยื่น ให้ท่านไปแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ ๑๐ นะครับ เศรษฐกิจภายใน ตรงนี้ผมคงไม่ต้องพูดมากนะครับ

ประเด็นที่ ๗ หลักคุณธรรม จริยธรรม ธรรมาภิบาล มีหลายคณะที่พูดถึง เรื่องนี้มาก มันเป็นหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจเพื่อความน่าเชื่อถือ เพื่อความน่าไว้วางใจ และเพื่อให้เห็นว่ามันมีความแน่นอนในอนาคตและมีต้นทุนที่ไม่สูงเกินไป

ประเด็นที่ ๘ การรักษาวินัยการคลัง พรุ่งนี้ท่านสมชัยคงจะมาพูดถึงประเด็นนี้ ซึ่งเราเสนอคล้ายกัน

ประเด็นที่ ๙ รัฐจะต้องทำการสนับสนุนให้องคาพยพต่าง ๆ ในเศรษฐกิจนั้น สามารถแข่งขันกับต่าง ๆ ได้ ผมไม่ได้ยินครับ เวลาผมพูดเสียงดังผมไม่ค่อยได้ยินอย่างอื่นเลย เราจะต้องทำให้เกษตร อุตสาหกรรม ลงทุน ท่องเที่ยวและบริการนั้นสามารถแข่งขันได้ สั้น ๆ

ประเด็นที่ ๑๐ เราจะต้องกระทำให้ภาคส่วนต่าง ๆ นั้นสามารถรวมตัว ผนึกกำลังเพื่อสร้างแรงต่อรองและพัฒนาตนเองอย่างมีพลัง เช่น สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน วิสาหกิจเพื่อสังคม สถาบันเกษตรกร สมาคม สถาบันวิชาชีพ ทีนี้ตั้งแต่ระดับรากหญ้า ขึ้นมานะครับ ให้มียูนิต (Unit) มีหน่วยของการผลิต หน่วยของการค้า หน่วยธุรกิจขึ้นมา มาก ๆ ให้มันมากที่สุดในแผ่นดินนะครับ

ประเด็นที่ ๑๑ โครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์ (Logistic) ของเรา ๑๔ เปอร์เซ็นต์นะครับ คอสต์ (Cost) ของเราต้นทุน คนอื่นเขาอยู่ที่ประมาณ ๑๑ เปอร์เซ็นต์ ๙ เปอร์เซ็นต์ เราต้องทำตรงนี้ให้ลงมา แล้วให้มันสามารถเชื่อมโยงต่อกัน ให้ได้ เพื่อให้เราสามารถเป็นศูนย์กลางของอาเซียน เมื่อไรเรามีสิ่งเหล่านี้ผมเชื่อว่าเราเป็น โดยธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมครับ ผมจะไม่พูดถึงในประเด็น ๑๒ นะครับ

ประเด็นที่ ๑๓ นโยบายเปิดและเสรี ประเทศไทยต้องมีนโยบายระหว่าง ประเทศที่เปิดและเสรี ทำไมครับ เพื่อเปิดตลาดเขา เราไม่สามารถจะเปิดตลาดเขาโดยที่ไม่เอา ตลาดเราไปแลกเปลี่ยน หัวใจอยู่ที่ความสามารถในการแข่งขันและการป้องกันตนนะครับ

ประเด็นที่ ๑๔ เมื่อเราเปิดเสรี เราไม่ใช่ปล่อยให้คนของเราสู้อย่างเดียวดาย ผู้ผลิตในประเทศจะต้องมีระบบการคุ้มกันที่เป็นระบบและมีประสิทธิภาพ ฝรั่งเขาเรียกว่า เซฟการ์ด (Safeguard) เป็นเรื่องธรรมดาครับที่เราจะต้องปกป้องเขาจากสิ่งที่กำลังที่แรงกว่า การทุ่มตลาด การตั้งราคาที่ไม่เป็นธรรม จิปาถะ แล้วเราจำเป็นจะต้องมีกลไกการปรับตัว ให้เขา ผมเคยตั้งกองทุนเมื่อปี ๒๕๕๐ แต่บัดนี้กองทุนนั้นอาจจะร่อยหรอจนไม่มีแล้วก็ได้ กลไกในการปรับตัว กลไกในการที่เขาจะเปลี่ยนแปลงไปเป็นอาชีพอื่นเราจะทำอย่างไร ไม่ใช่ให้เขาตายไปต่อหน้า

ประเด็นที่ ๑๕ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานครับ ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้ เราจะเป็น ศูนย์กลางของอาเซียนไม่ได้ แต่ถ้าเราเป็นศูนย์กลางของอาเซียนไม่ได้ เราจะหาประโยชน์ ให้กับเศรษฐกิจ ๖๗ ล้านคนได้อย่างไร และ

ประเด็นที่ ๑๖ ธุรกิจสู่สากล ผมอยากเห็นการบัญญัติในรัฐธรรมนูญว่า ไทยจะต้องให้การสนับสนุนประชาชน นักธุรกิจทั้งเล็กทั้งใหญ่เพื่อให้มีโอกาสเป็นผู้เล่น ในระหว่างประเทศได้ และถ้าจะเป็นเช่นนั้นมันนำไปสู่ประเด็นที่ ๑๗ ประเทศไทยต้องเป็น สังคม ๒ ภาษา ผมตั้งเป้าในใจไว้ว่า ในปี ๒๕๗๕ วิสัยทัศน์เราที่จะเป็นเทรดดิ้ง เนชัน (Trading nation) เป็นสังคมที่ทรงภูมิปัญญา มีความเสมอภาค มีความสามารถในการ แข่งขัน สามารถจะบรรลุได้หรือไม่ใน ๑๘ ปีข้างหน้า ซึ่งเป็น ๑๐๐ ปีเปลี่ยนแปลง การปกครองประเทศไทย และ ๒๕๐ ปีรัตนโกสินทร์ ผมฝากท่านทั้งสภานี้และ ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญช่วยกรุณาคิดด้วย

สำหรับเรื่องของความเหลื่อมล้ำ กรรมาธิการคณะผมนี่มองความเหลื่อมล้ำ เป็น ๒ มิติ คือความจนกับความทัดเทียม ความทัดเทียมก็จะมี ๖ เส้นใยสังคมที่จะต้องดู เกษตรกรกับคนอื่น คนผู้ใช้แรงงานกับคนอื่น ชนบทกับเมือง ผู้มีเงินได้ต่ำกับผู้มีเงินได้สูง ราชการกับธุรกิจ เอกชนกับเอกชน เราจะสร้างความทัดเทียมของเขาได้อย่างไร

ประเด็นที่ ๑ เกษตรกรจัดรูปที่ดิน รัฐไม่จำเป็นต้องเอาที่ดินมาให้เอกชน รายย่อย ๆ เราให้กับชุมชน นี่ในความคิดที่มีอยู่แล้วนะครับ แล้วก็กำกับเสียว่าจะต้องมี เงื่อนไขในการใช้อย่างไร

ประเด็นที่ ๒ สวัสดิการศึกษา เราดูแลคนที่อ่อนด้อยให้เขาช่วยตัวเองได้ ผมพูดสั้น ๆ อย่างนี้นะครับ แล้วก็คงจะมีประเด็นที่ไปกล่อมเกลากันให้เป็นแนวคิด

ประเด็นที่ ๓ ก็คือเรื่องของนโยบาย มาตรการเพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์และ ยุทธศาสตร์ของประเทศ รัฐบาลต้องทำเรื่องนี้อย่างจริงจังครับ ถ้าเรากำหนดวิสัยทัศน์แล้ว ทิศทางแล้ว ต้องเอามาเป็นแผนงานที่จับต้องได้ และมีเงื่อนเวลาในการกำกับ และการประเมินนะครับ

ประเด็นที่ ๔ เราต้องปฏิรูประบบการศึกษาให้เราเป็นสังคม ๒ ภาษา ผมพูด เป็นครั้งที่ ๒ แล้วการศึกษาก็เพิ่งพูดจบไป

ประเด็นที่ ๕ รัฐต้องปรับปรุงปฏิรูประบบการจัดเก็บภาษี พรุ่งนี้การเงิน การคลัง จะมาพูดรายละเอียดนะครับ

ประเด็นที่ ๖ รัฐต้องสนับสนุนการสร้างความแข็งแรงยั่งยืนของเอสเอ็มอี ๒.๗ ล้านรายนะครับ สหกรณ์ สถาบันเกษตรกร อันนี้ไปอยู่ มันอาจจะคาบเกี่ยวกับ ๑๗ ประเด็นที่ผมพูดมาแล้ว แต่อันนี้เป็นประเด็นของความเหลื่อมล้ำที่เราจะต้องทำให้เขา แข็งแรงขึ้น มีรายได้มากขึ้น

แล้วก็ประเด็นสุดท้ายที่ทางกรรมาธิการเสนอไว้ก็คือการปรับปรุงกฎหมาย การแข่งขันเพื่อให้มีความทัดเทียมในการแข่งขันและการดำเนินธุรกิจของผู้ที่ใหญ่กว่า กับผู้ที่เล็กกว่า

ท่านประธานที่เคารพ ผมใช้เวลาท่านเกินไปนิดหน่อย ผมคิดว่าถ้อยแถลง ของผมคงจะชัดเจนนะครับว่า ประเทศไทยควรจะก้าวไปสู่ทางใดในทางเศรษฐกิจ ความสำเร็จของประเทศไทยไม่ได้อยู่ที่การเมืองอย่างเดียว การเมืองและเศรษฐกิจ มันไปด้วยกัน แต่ความสำเร็จทางเศรษฐกิจผมขอกราบเรียนท่านกรรมาธิการอีก ๑๗ คณะว่า ความสำเร็จของเศรษฐกิจอยู่ที่ความสำเร็จนอกเศรษฐกิจ ถ้าไม่มีการศึกษาที่ดี ไม่มีวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีที่ดี ไม่มีระบบธรรมาภิบาลที่ดี ไม่มีจริยธรรมที่ดี ไม่มีการบริหารราชการแผ่นดินที่ดี ไม่มีนักการเมืองระบบการเมืองที่ดี ผมคิดว่า ระบบเศรษฐกิจเราคงไม่มีความหวัง ผมฝากความหวังไว้กับท่านทุกคณะด้วยนะครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ