อรพินท์ สพโชคชัย หารือเรื่องการปฏิรูปการศึกษา โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนหลักสูตรและบทเรียนให้มีความยืดหยุ่นและทันสมัย เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของผู้เรียนและตลาดได้อย่างเหมาะสม และหวังว่าจะสามารถสร้างคนไทยในอนาคตที่มีความสามารถในการแข่งขันได้ นอกจากนี้ เธอยังเสนอแนะการจัดการศึกษาให้เหมาะสมกับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ และชี้ให้เห็นว่าเด็กที่มีความสามารถพิเศษในหลายด้านถูกทำลายความสามารถของเด็กด้วยการไม่สนใจและการไม่สนับสนุนจากพ่อแม่และครู นอกจากนี้ เธอยังพูดถึงการกระจายอำนาจการศึกษา โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงบทบาทของกระทรวงศึกษาธิการ และการสร้างหน่วยงานที่ดูแลมาตรฐานการศึกษาที่น้อยกว่าขั้นต่ำ เพื่อลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำของการศึกษาในชนบท และยังเสนอให้เปลี่ยนระบบการทดสอบและให้รางวัลครูตามผลงานของนักเรียน
กราบเรียนท่านประธาน ก็ขอขอบคุณนะคะ เข้าใจว่าเป็นคนสุดท้ายแล้วนะคะท่านสมาชิกฟังหน่อยของดีมีสุดท้ายค่ะ ขออนุญาตพูดถึง เรื่องของการปฏิรูปการศึกษาซึ่งมีคนพูดมาหลายปีแล้วดิฉันเองก็เข้าไปวนเวียนอยู่ในวัฏจักร ของการปฏิรูปนี้มาร่วม ๒๐-๓๐ ปีนะคะในการปฏิรูป ดิฉันคิดว่าสิ่งที่เราควรจะทำควร จะต้องหาจุดที่เรียกว่านำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง เห็นด้วยกับที่ท่านกรรมาธิการ ได้เสนอข้อเสนอแนะหลาย ๆ ข้อ ซึ่งดิฉันคิดว่าก็เป็นหลักการที่ดี แต่อยากจะฝากไว้ เป็นส่วนที่เรียกว่าอาจจะไปเสริม ในเรื่องของการจัดการศึกษานั้น ดิฉันคิดว่าน่าจะมองถึง การจัดการศึกษาที่มีความยืดหยุ่น สามารถที่จะเปลี่ยนแปลง ดิฉันอยากจะให้มี การจัดการศึกษาที่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว เพราะดิฉันมองการศึกษา ประเทศไทย การจัดหลักสูตรก็ดี การจัดบทเรียนต่าง ๆ นั้นเป็นการจัดที่ค่อนข้างที่จะแข็งตัว ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับมหาวิทยาลัย บังเอิญดิฉัน ได้มีประสบการณ์ไปสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยที่ประเทศเกาหลี จะเห็นเลยว่าการจัดคณะ ของมหาวิทยาลัยที่ดิฉันไปสอนเขาจะจัดคณะที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตาม ความต้องการของตลาด แล้วก็คณะที่เขาจัดก็เป็นคณะแปลก ๆ ซึ่งไม่เคยเห็นในเมืองไทย เมืองไทยเราก็จะมีคณะสังคมศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นคณะยืน แต่ของเขา จะมีคณะที่เรียกว่าเป็นคณะที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้เรียนและความต้องการ ของตลาดอย่างค่อนข้างที่จะชัดเจน เพราะฉะนั้นถ้าเราจัดการศึกษาของเรานี้ให้มี ความยืดหยุ่นแล้วก็ทันสมัยตามความเปลี่ยนแปลงของความต้องการของทั้งภายในและ ภายนอกประเทศนั้น ดิฉันคาดว่าก็สามารถที่จะสร้างคนไทยในอนาคตที่สามารถที่จะแข่งขันได้
ประเด็นต่อมา ดิฉันคิดว่ามีความสำคัญก็คือว่า ในการจัดการศึกษาของบ้านเรา เราจัดการศึกษาแบบพื้นฐานที่เหมือนกันนะคะ ยังขาดการดูแลเด็กที่มีความสามารถพิเศษ หลาย ๆ ด้าน ดิฉันยังมองไม่เห็นว่ามีเจ้าภาพที่แท้จริงที่ลงมาดูแลเรื่องนี้นะคะ ดิฉันไปดูที่ สิงคโปร์ สิงคโปร์เขาจับเรื่องของเด็กที่มีความสามารถพิเศษโดยที่ไม่ได้คัดออกมาว่า เด็กเหล่านั้นใครบ้างมีความสามารถพิเศษ เขาดูแลเด็กทุกคนว่าเด็กทุกคนเกิดมา จะมีความสามารถพิเศษแต่ละด้าน เด็กที่เกิดมาจะมีความสามารถพิเศษแต่ละด้าน แต่ว่าจากการวิจัยพบว่าความสามารถพิเศษเหล่านั้นมันถูกทำลาย ผู้ที่ทำลายจริง ๆ แล้วไม่ใช่ ใครอื่นไกลเลยนะคะ คือพ่อแม่แล้วก็ครูในระยะต้น เพราะฉะนั้นเด็กของเราไม่ได้แสดง ความสามารถพิเศษอย่างชัดเจนอย่างแท้จริง
ในประเด็นต่อมา ดิฉันคิดว่ามีความสำคัญนะคะ มีหลายท่านที่พูดถึงเรื่อง การกระจายอำนาจการศึกษาลงไปสู่ระดับท้องถิ่น การกระจายอำนาจการศึกษาลงไปสู่ ระดับท้องถิ่นนั้นเป็นเรื่องที่ดี จะทำให้การศึกษานั้นกระจายตัวลงไปสอดคล้องกับ ความต้องการของพื้นที่ แต่การกระจายอำนาจนั้น กลไกที่มีความสำคัญแล้วจะขับเคลื่อน นโยบายการศึกษานั้นคือกลไกส่วนกลาง ก็คือกระทรวงศึกษาธิการ ดิฉันคิดว่าในช่วงนี้ เราควรจะมองถึงบทบาทของกระทรวงศึกษาธิการที่จะต้องเปลี่ยนไป หลายท่านพูดถึงเรื่อง กระทรวงศึกษาธิการที่มีความใหญ่โต ที่มีความใหญ่โตนั้นเพราะในอดีตกระทรวงศึกษาธิการ ทำหน้าที่ในเชิงปฏิบัติ คือมีโรงเรียนแล้วก็ดูแลโรงเรียนมาก ดิฉันคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่เราขาดไป คือเราขาดกลไกในการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาที่ชัดเจน ในส่วนที่กรรมาธิการได้เสนอมา ก็คือเสนอให้กลไกระดับชาตินี้เป็นกลไกที่สนับสนุนนะคะ ดิฉันคิดว่าขาดไปเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญ ก็คือว่าขาดในเรื่องของคนกำกับนโยบายนะคะ กระทรวงศึกษาธิการในระดับชาตินั้นต้องเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้กำกับเชิงนโยบายที่แท้จริง กำกับกึ่งมาตรฐานต่าง ๆ ที่จะต้องทำให้การศึกษาของเราเป็นไปอย่างถูกต้องนะคะ เมื่อกระจายอำนาจลงไปนั้นจะต้องมีหน่วยงานที่สามารถที่จะดูแลว่ามาตรฐานของการศึกษา ในพื้นที่ต่าง ๆ นั้น อย่างน้อยเป็นไปตามมาตรฐานขั้นต่ำนะคะ ที่จะเกิดขึ้น การศึกษาที่จัด อยู่ในปัจจุบันนั้นเราต้องยอมรับนะคะ เป็นการจัดการศึกษาที่นำไปสู่การทำให้สังคม เกิดความเหลื่อมล้ำ มีโรงเรียนที่ในตัวเมืองหลาย ๆ แห่งที่ดิฉันไปดูไม่ว่าจะเป็น ในเขตเทศบาลหลาย ๆ เมืองมีการจัดการศึกษาที่ดีมากนะคะ แต่ขณะเดียวกันเราพูดถึง คุณภาพการศึกษานั้นนี่เราพูดถึงคุณภาพการศึกษาของเด็กที่ด้อยโอกาส เด็กที่ยังขาดโอกาส อยู่ในชนบทหลาย ๆ แห่งนะคะ ซึ่งตรงนั้นดิฉันคิดว่าเราควรจะต้องหันมาปฏิรูป ระบบการศึกษาที่จะต้องทำให้ลดช่องว่างหรือความเหลื่อมล้ำของคนในสังคม เปิดโอกาสให้ เด็กเหล่านั้นได้มีการศึกษาที่มีคุณภาพดีขึ้นนะคะ
สำหรับเรื่องสุดท้าย ดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องของครู เราพูดถึงเรื่องครู เราพูดถึง เรื่องการเพิ่มสวัสดิการ เพิ่มเงินเดือนนะคะ แต่ดิฉันคิดว่าอยากขออนุญาตคิดทวนกระแส มาข้างนอกนะคะว่า จริง ๆ แล้วในการที่จะทำให้ครูสามารถที่จะดูแลเด็กได้ ทำไมไม่วัดผลงาน ของครูจากผลงานของเด็กนะคะ ในต่างประเทศในสหรัฐอเมริกาตอนที่เขาปฏิรูป การศึกษานั้นเขาไม่ได้ดูว่าครูจะทำเพเพอร์ (Paper) หรือจะทำวิจัยได้กี่เรื่องนะคะ แต่เขาดูว่า ครูจะได้ขึ้นเงินเดือนหรือจะได้ต่อสัญญาอีกปีหนึ่งหรือว่าปีต่อไปเมื่อครูคนนั้นสามารถที่จะ ทำให้นักเรียนในห้องนั้นมีความรู้เพิ่มขึ้น แล้วความรู้เพิ่มขึ้นนั้นเขามีกลไกในการที่จะทดสอบ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าระบบการทดสอบของเราต้องมีการเปลี่ยนแปลงมีการปฏิรูปนะคะ ระบบการที่จะเอื้อ หรือให้รางวัล หรือว่าที่จะต่อสัญญา หรือว่าจะจ้างครูต่อนั้นจะต้องมี การเปลี่ยนแปลงนะคะ มีการเปลี่ยนในเรื่องของตัวกลไกในเรื่องของการกำกับดูแลการศึกษาค่ะ ขอบพระคุณค่ะ