สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๙ · ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๗

สมเกียรติ ชอบผล หารือเรื่องการปฏิรูปการศึกษา โดยระบุปัญหาที่สำคัญและเสนอแนวทางแก้ไข โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการมีกลไกการขับเคลื่อนและกรรมการที่มีความรู้ความสามารถในการปฏิรูปการศึกษาให้มันต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการทำงาน การกระจายอำนาจ และการสรรหาครูเองของโรงเรียน

นายสมเกียรติ ชอบผล

กราบเรียนท่านประธาน ที่จริงผมอยู่ใน คณะกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษาด้วย แต่อย่างไรก็ตามอยากให้ข้อมูลเพิ่มเติมสัก ๒-๓ เรื่อง ที่คิดว่าสำคัญแล้วก็มีความจำเป็น ที่จริงเป็นที่ทราบกันอยู่นะครับว่ากระแสการปฏิรูป การศึกษามันเริ่มมาตั้งแต่ก่อนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ถูกบรรจุข้อความสำคัญไว้พอสมควร พัฒนามาถึงรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับโจทย์ของ การปฏิรูปการศึกษาที่สำคัญถ้าเราแบ่งเป็น ๓ ส่วน เรื่องโอกาส เรื่องคุณภาพ เรื่องประสิทธิภาพ มันก็จะเห็นชัดเจนว่า เรื่องโอกาสคนก็ได้รับการศึกษามากขึ้น แต่เรื่องคุณภาพ ประสิทธิภาพนี่ก็ยังเป็นปัญหาที่หลายท่านก็ได้พูดถึง ทีนี้ปัจจัยที่นำไปสู่ ความไม่สำเร็จ ที่สำคัญก็มีอยู่ ๒-๓ เรื่อง บางทีรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้เดิมมันอาจจะแข็งตัว จนเกินไป เช่น เรื่องทรัพยากรและค่าใช้จ่าย ที่จริงเรื่องค่าใช้จ่ายที่มาจากรัฐ แต่เพียงอย่างเดียว ที่ทำมาก็ปรากฏว่ามันไม่เพียงพอ เพราะว่าถ้าเราไปดูข้อมูลเบื้องต้น ที่มันอยู่ในสังคมไทย คน ๖๕ ล้านคนหรือปัจจุบันเขาบอก ๖๗ ล้านคน มีคนเสียภาษีก็ไม่ถึง ๑๕ ล้านคน และเปอร์เซ็นต์การเสียภาษีก็ค่อนข้างต่ำ ถ้าเปรียบเทียบกับหลายประเทศ ที่เป็นประเทศสวัสดิการ เช่น สวีเดน เขาก็บอกว่ามีการเสียภาษีถึง ๖๒ เปอร์เซ็นต์ อย่างนี้เป็นต้น พอทรัพยากรมันไม่เพียงพอ มันก็มาจากรัฐฝ่ายเดียว โครงสร้างของ งบประมาณที่ลงไปสู่สถานศึกษามันก็ขาดความเหมาะสม ที่เราบอกว่างบประมาณเยอะ ที่จริงมันไม่ได้ลงไปสู่การพัฒนาคุณภาพที่แท้จริง มันลงไปด้านอื่นตามข้อจำกัดที่งบประมาณ อันนี้เป็นประเด็นที่ ๑ ที่เห็นได้ชัดเจน

ประเด็นที่ ๒ ในช่วงเวลาของการปฏิรูปการศึกษา เราก็ได้พบปะกับ ผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศหลายคนได้มาวิเคราะห์ทิศทางการปฏิรูปการศึกษาของประเทศไทย ผมยกตัวอย่างให้ท่านหนึ่งที่ในวงการศึกษาก็รู้จักดี ยอมรับเป็นปรมาจารย์คือ ดอกเตอร์ไมเคิล ฟูแลน เขาก็บอกว่าแนวปฏิรูปการศึกษาของไทยก็ค่อนข้างเหมาะสม แต่ว่าประเด็นที่เขาเห็นอันหนึ่งก็คือวัฒนธรรมการทำงานมันไม่เปลี่ยน การปฏิรูปการเรียนรู้ กระบวนการเรียนรู้เราก็ไปพัฒนากันมา แต่พอถึงโรงเรียนมันไม่เปลี่ยนนะครับ อันนี้เป็น สิ่งหนึ่งที่ผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศเขาได้มองเห็น เพราะฉะนั้นเองวัฒนธรรมการทำงาน มันโยงขึ้นมาถึงข้างบน กระทรวงศึกษาธิการเองมันก็ไม่เปลี่ยน เพราะฉะนั้นสิ่งพวกนี้ ก็เลยถูกเขียนไว้ตามที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปเสนอนี่ โดยเฉพาะการทำงานในระดับ สถานศึกษามีหลายส่วน ขณะนี้ถ้าดูกระแสโลกหรือการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ ซึ่งรัฐธรรมนูญที่เราเขียนนี่มันอาจจะไปถึงศตวรรษที่ ๒๔ หรืออะไรก็ได้ มันไม่ได้อยู่แค่ ศตวรรษที่ ๒๑ ถ้ามองไปไกล ๆ นะครับ ก็มีคำถามเล็ก ๆ นี่บางทีเราก็คิดว่าเป็นเรื่องเล็กเรา ไม่สนใจ แต่ว่าในประเทศอังกฤษเขาถามว่าขณะนี้เด็กมันนอนพอหรือเปล่า เวลาที่เด็ก นอนพักผ่อนมันทำให้สมองขาดการพัฒนาซึ่งทางการแพทย์ก็น่าจะเข้าใจดี การมาโรงเรียน ในระยะปิดเปิดโรงเรียนนี่เราไปบังคับให้โรงเรียนทั่วประเทศเหมือนกันหมด เพราะฉะนั้น การกระจายอำนาจอะไรพวกนี้ที่เขียนไว้มันถึงมีความจำเป็น แล้วที่ท่านสมาชิกได้พูดถึง ความต้องการของครูที่โรงเรียนต้องการ ถ้าเปิดโอกาสให้โรงเรียนเขาสามารถสรรหา ครูเองได้มันก็อาจจะแก้ปัญหาที่พูดได้ ผมยกตัวอย่างต่างประเทศ สมาชิกคงไม่ว่า อย่างประเทศอังกฤษตอนนี้เขาก็พยายามที่จะเอาครูใหญ่ออก ครูใหญ่ที่ให้อำนาจไปแล้ว ไม่ได้ทำให้เกิดผล คือคุณภาพการศึกษาไม่สูงขึ้น ซึ่งกำลังตกต่ำเหมือนกัน เขาก็พยายามให้ ครูใหญ่ออกไป อย่างนี้เป็นต้น

ประการสุดท้าย อันหนึ่งที่ผมอยากเรียนไว้ก็คือการที่กลไกการขับเคลื่อน การปฏิรูปการศึกษาที่ไม่เป็นไปตามที่กำหนดไว้ตามวัตถุประสงค์ พวกเราก็คงเห็นชัดเจนว่า มันมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อย แล้วกลไกที่ปฏิรูปที่จะผลักดันให้มันต่อเนื่องเป็นระยะเวลา ไม่น้อยกว่า ๑๐ ปีอะไรมองไม่เห็นเลย เพราะฉะนั้นทางกรรมาธิการ ทางท่านประธาน ก็กำหนดให้มีคล้าย ๆ ที่เรียกว่า ซุปเปอร์บอร์ด (Super board) ที่จะเข้ามาดูเพื่อให้ การเปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างต่อเนื่องนะครับ แล้วก็กรรมการที่จะเข้ามาต้องเป็นคน มีศักยภาพ มีความรู้ความสามารถ มีแคลิเบอร์ (Caliber) ที่จะขับเคลื่อนโดยการปฏิรูป การศึกษาให้มันไปได้อย่างเต็มที่ ถ้าดำเนินการไปอย่างนี้แล้วมันยังไปไม่ได้อีกก็คิดว่าอาจจะ มีการปฏิรูปรอบใหม่ แต่หลายท่านก็พูดแล้วว่าคงไม่มีการแก้ตัวนะ เพราะฉะนั้นตรงนี้ มันก็จะมาปิดจุดที่เราเห็นว่าเป็นปัญหานะครับ ขอบพระคุณครับ