สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๙ · ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๗

ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ หารือเรื่องการศึกษา โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการให้เด็กมีส่วนร่วมในการวางแผนการศึกษา และการเรียนรู้ที่สนุกสนานและเหมาะสมกับเด็ก รวมถึงการปรับปรุงระบบการประเมินผลการเรียนและการบริหารงบประมาณ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้จ่ายและให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

นายธรณ์ ธํารงนาวาสวัสดิ์

เรียนท่านประธานนะครับ ในส่วนของ การศึกษา ผมพูด ๓ เรื่องชัด ๆ นะครับ ก็คือเรื่องเด็กเรียนอะไร เด็กเรียนอย่างไร แล้วก็เด็กเรียนกับใคร เพราะว่าผมก็เป็นอาจารย์อยู่นะครับ

ในส่วนแรกนะครับ คือเด็กเรียนอะไร พอดีก็มีลูกอยู่ ผมรู้สึกว่าการศึกษาของ ประเทศไทยทั้งหมดผู้ใหญ่เป็นคนบอกเด็กว่าเด็กควรจะเรียนอะไร เรามีปัญหา แต่ก่อนเรียน วิชาการ ปัจจุบันศีลธรรมต่ำ เราก็ให้เรียนเรื่องศีลธรรม ในอนาคตเราก็เรียนหน้าที่พลเมือง ตอนนี้ก็ท่องหน้าที่พลเมือง คำถามก็คือว่าการเรียน เหล่านี้เด็กเขาเข้าใจไหม เขาโดนบังคับให้เรียน แล้วมันจะได้ก่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติจริง หรือเปล่า อันนั้นเป็นประเด็นที่ผมสงสัยมานาน เพราะว่าถ้าเกิดเอาลูกผมวัดนี่ไม่ก่อผล แน่นอนนะครับ ท่องไปเรื่อย ๆ แล้วก็หลับไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นตรงนี้มันจะมีวิธีการใด ที่เราจะสามารถทำให้เด็กอยากเรียน ตรงนั้นคือปัญหา ที่สำคัญที่สุดก็คือทำอย่างไรให้เด็ก มีความสุข มีความสนุกกับการเรียน ซึ่งในความคิดของผม รัฐธรรมนูญในส่วนนี้นอกจาก เราให้ทุกภาคส่วนมามีบทบาทแล้ว ภาคส่วนที่สำคัญที่สุดก็คือเด็ก เด็กมีบทบาทไหม ต่อการวางแผนการศึกษา ยุทธศาสตร์การศึกษา สภานักเรียนของเราเคยมีบทบาทอะไรบ้างไหม เพราะฉะนั้นตรงส่วนนี้มันเป็นส่วนที่ผมคิดว่าเด็กเขาควรจะต้องมีสิทธิในการ อาจจะไม่ใช่ หมายความว่า ให้เด็กมาออกหลักสูตรเอง แต่เด็กก็ควรจะมีสิทธิในการที่จะบอกว่า เขาอยากเรียนอะไร และทำอย่างไรถึงจะทำให้การเรียนศีลธรรมหรืออื่น ๆ อีกมาก มันเป็นอะไรที่มีความสนุก และเด็กสามารถทำได้

ในส่วนที่ ๒ ก็คือเด็กเรียนอย่างไร เรียนจากตำรา เราพูดกันถึงเรื่องตำรา เรื่องข้อมูลต่าง ๆ มากมาย ทราบไหมครับว่าตำราต่าง ๆ มันผิด มันผิดเยอะมาก ผมอ่าน แบบเรียนลูกผมก็รู้สึกว่ามันผิด หลายต่อหลายอย่างหลายต่อหลายข้อเรากำลังสอนผิด เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมเน้นย้ำเลยนะครับ เยาวชนต้องมีสิทธิในการเรียนสิ่งที่ถูกต้อง เพราะว่า ตำราผิด คราวนี้ก็ผิดกันมายาวเหยียด มีแน่นอน เพราะว่าผมแก้ตำรามาหลายต่อหลายเล่ม แล้วผมก็สงสัยว่าเรื่องง่าย ๆ อย่างปลิงทะเลเป็นปลิงที่ดูดเลือด สอนอย่างนี้ก็ไปกันหมด มันมีอะไรหลายอย่างผิด เพราะฉะนั้นตรงนี้ในการควบคุมตำราเรียนสำคัญสุดก็คือ ต้องถูกต้อง เราต้องสอนสิ่งที่ถูกต้องให้กับเด็กนะครับ

ในเรื่องของการเรียนว่ามันเยอะแยะมากมายมหาศาลนี่คงไม่ต้องพูดถึง ท่าน สปช. บางคนบอกว่าเลิกเรียนกวดวิชาเด็กจะได้อยู่กับพ่อแม่มากขึ้น ลูกผมอยู่ ม. ๔ ตอนนี้ทำการบ้านวันละ ๔ ชั่วโมงไม่จบ คือไม่รู้จะอยู่กันตอนไหน ต่อให้ไม่เรียนพิเศษเลยก็ ๔ ชั่วโมง คือเราเรียนคล้าย ๆ กับ ม. ๔ ม. ๕ อัดให้เต็ม พอ ม. ๖ จะให้วิ่งรอก สอบตรงได้ เพราะฉะนั้นตรงนั้นปัญหา เราก็เลยเอาวิชา ๓ ปีมาอัดกัน ๒ ปี แล้วบางอย่าง เราก็เรียนโดยที่เด็กเองก็ไม่ทราบว่าเรียนไปเสร็จแล้วมันจะมีอะไรกับชีวิต ความสำคัญอะไร กับชีวิตของเขา ทั้งที่เขายังไม่ได้ตัดสินใจที่จะต้องอยากเป็นวิศวะ แต่เขาต้องเรียนหลักสูตร วิศวะไปค่อนหนึ่งเรียบร้อยแล้วอะไรอย่างนี้ ตรงนั้นเป็นอะไรอีกอันหนึ่ง

อีกอันหนึ่งที่อยากพูดถึงก็คือการเรียนนอกโรงเรียน เราพูดถึงโรงเรียน เราพูดถึงครู เราพูดถึงเด็ก แต่การเรียนนอกโรงเรียนไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียนจากอ่าน การเรียนจากสื่อสารสนเทศ เรียนจากการท่องเที่ยว การไปดูโลก ไปท่องเที่ยวกับครอบครัว ต่าง ๆ ตรงนี้ผมคิดว่ารัฐต้องเปิดโอกาสในการศึกษานอกรูปแบบ คือนอกโรงเรียน ว่าง่าย ๆ นะครับ โดยการสนับสนุนเรื่องการอ่านหนังสือ สนับสนุนหนังสือที่ดีให้แก่ประเทศไทย ส่งเสริมรายการวิทยุดี ๆ และอื่น ๆ อีกมาก สนับสนุนครอบครัวให้มีส่วนร่วมอย่างชัดเจน ในเรื่องของการศึกษาบุตร พ่อแม่ต้องมีบทบาทสำคัญในการสอนบุตรหลาน พ่อแม่ และผู้ปกครอง ตรงนี้เป็นอีกจุดหนึ่งที่พยายามอยากจะให้มีการเน้น เพราะว่าเรียน ในโรงเรียนอย่างเดียวมันคงไม่พอ จะปรับปรุงอย่างไร ผมก็คิดว่าระบบสนับสนุนของเรา มันไม่ไหวนะครับ

สุดท้ายคือเด็กเรียนกับใคร เด็กเรียนกับครู จริง ๆ แล้วผมเป็นอาจารย์ ผมเขียนประเมินเพียบ หลายคนเป็นอาจารย์ก็คงจะเข้าใจ คนประเมินไม่รู้จักผม ไม่รู้จักเด็ก แต่สามารถประเมินผมกับเด็กได้ว่าผมกับเด็กเก่งหรือไม่เก่ง มันแปลก ๆ อยู่นะครับ ตรงนี้ผมรู้สึกว่ามันแปลกมากเลย เพราะนั้นจริง ๆ แล้วควรจะปรับระบบการประเมิน จะให้เด็กประเมินก่อนว่าถ้าเกิดครูผ่าน ครูก็ไม่ต้องกลับมาประเมินกันอีกแล้ว แต่ถ้าเกิด ครูคนไหนมีปัญหาจริง ๆ หน่วยงานกลางหรืออะไรต่าง ๆ ค่อยมาประเมิน ไม่ใช่ประเมินทุกคน แล้วทุกคนก็ใช้แต่เวลาในการประเมินต่าง ๆ เพราะฉะนั้นตรงนี้สำคัญ

สุดท้ายที่ลูกศิษย์หลายคนเขาฝากมานะครับ ก็คือในเรื่องของเด็ก การศึกษากับเงิน ตอนนี้ลูกศิษย์ผมสอนเป็นครูอยู่ สอนเด็กห้ามตก ทำไม เพราะว่าเราตั้ง งบประมาณล็อกกับหัวเด็ก ถ้าเกิดเด็กตกเมื่อไรปีต่อไปจะมีปัญหา เพราะว่าเด็กตกซ้ำชั้น ทำให้งบประมาณเกิดความผิดพลาดทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้สำคัญมากครับ เด็กถ้าไม่พร้อมมันก็ไม่พร้อม ไม่ใช่เด็กห้ามตก สอบซ่อม เข้าไป ลดความง่ายของข้อสอบลงไปเรื่อย ๆ อย่างนี้มันไม่ได้ครับ เด็กต้องมีสิทธิตกได้ อาจารย์ต้องมีสิทธิในการพยายามที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ได้ ตรงนี้เป็นส่วนที่ ผมพยายามจะเน้นย้ำ สุดท้ายนี่ผมคิดว่าตอนจบมันมีอยู่อันเดียวก็คือผมไม่ทราบว่า ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทหายไปไหน แต่ผมเป็นอาจารย์สอนเด็กนี่ผมแทบไม่เห็นเงินเลย อาจจะไปอยู่กับค่ารถ ค่าคนขับรถ ค่าอื่น ๆ อีกมากมาย ตรงนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือจะวัด งบประมาณของเรา ประสิทธิผลของงบประมาณของเราต้องไปวัดที่ตอนจบ ก็คือวัดที่คุณครู กับเด็กในห้องเรียนหรือในอื่น ๆ อีกมาก ต้องวัดตรงนั้น ไม่ได้วัดว่าโรงเรียนนี้ใช้งบประมาณ บริหาร เลขา รถยนต์หรืออะไรต่าง ๆ เท่าไร วัดตรงจุดจบนะครับ ก็ขอบคุณท่านประธานไว้ ณ ที่นี้ ขอบคุณครับ