มานิจ สุขสมจิตร หารือเรื่องปฏิรูปสื่อมวลชน โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการควบคุมการโฆษณาของรัฐ เพื่อป้องกันอิทธิพลที่ไม่เหมาะสมต่อสื่อ และเรียกร้องให้รัฐธรรมนูญใหม่มีมาตรการให้สิทธิเสรีภาพกับสื่อ
เรียนท่านประธานสภาปฏิรูป แห่งชาติ ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติ ในนามของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็ขอเรียนว่า จะรับเอาข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการปฏิรูปสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ ไปประกอบในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ข้อเสนอหลายเรื่องสามารถบรรจุในรัฐธรรมนูญ ได้ ข้อเสนออีกหลายเรื่องเหมือนกันก็คงไม่อยู่ในฐานะที่บรรจุในรัฐธรรมนูญ หรือบางเรื่อง ก็จะเป็นได้แค่เป็นกฎหมายหรือว่าอยู่ในข้อบังคับว่าด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพครับ ในฐานะที่ กระผมเองพอมีความรู้เรื่องสื่อมวลชนบ้าง เพราะทำงานมา ๕๖ ปี ก็อยากจะเรียนอย่างนี้ว่า ช่วงระยะเวลาที่ผ่านมานั้นสื่อมวลชนได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง ปฏิรูป ทั้งสื่อมวลชนของเอกชน และสื่อมวลชนของรัฐ เพราะสื่อมวลชนของรัฐ ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า แทนที่จะเป็นสื่อมวลชนของรัฐคือของประเทศ แต่กลายเป็น สื่อมวลชนของรัฐบาลไป ขณะเดียวกันสื่อมวลชนของเอกชนก็ไม่ได้ใช้เสรีภาพ ที่มีความรับผิดชอบเป็นตัวกำกับอยู่ ความจริงเรื่องเสรีภาพกับความรับผิดชอบไม่ใช่แยก จากกัน ต้องเดินไปด้วยกัน คือใช้เสรีภาพด้วยความรับผิดชอบ ความรับผิดชอบนั้นเป็น ความรับผิดชอบตามกฎหมาย ความรับผิดชอบในจริยธรรมแห่งวิชาชีพ แต่ที่ผ่านมา ก็มีอิทธิพลต่าง ๆ เข้ามาครอบงำ อันนี้ก็เป็นเรื่องน่าเห็นใจสื่อว่าอิทธิพลที่มาครอบงำนั้น มีอิทธิพลทั้งด้านผู้ประกอบการ อิทธิพลทั้งผู้มีอิทธิพลซึ่งไม่ถูกกฎหมาย แล้วก็อิทธิพล ทางการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้เงินโฆษณาของรัฐบาลเป็นเงินจากภาษีอากร มาซื้อเนื้อที่สื่อ ซื้อเวลาสื่อ แต่แทนที่จะโฆษณาเพื่อประโยชน์ของส่วนร่วม แต่โฆษณา เพื่อตัวเอง แล้วก็ใช้เงินตัวนี้เป็นเครื่องมือในการบีบบังคับให้สื่อต้องปฏิบัติตาม สิ่งซึ่งฝ่ายผู้มีอำนาจรัฐต้องการ เพราะฉะนั้นผมก็ได้ยินว่าทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปสื่อได้เสนอให้มีกฎหมายออกมา ฉบับหนึ่งเรียกว่า กฎหมายควบคุมการโฆษณาของรัฐ ซึ่งจะต้องมีกฎมีเกณฑ์ที่แน่นอน ในการที่จะโฆษณา อันนี้ก็เป็นเรื่องซึ่งคิดว่าจะเป็นตัวช่วยได้อย่างหนึ่ง แต่ในการประพฤติ ในการปฏิบัติของสื่อนั้นก็จะเรียนว่าสื่อที่ไม่อยู่กับร่องกับรอยนั้นก็มี แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีกฎหมายมากมายหลายฉบับที่ผู้รักษากฎหมายไม่รักษากฎหมาย ไม่ควบคุมให้การทำหน้าที่ สื่อได้เป็นไปอย่างถูกต้อง มีหลาย ๆ เรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระทำผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ. คดีเยาวชนและครอบครัว ยังไม่ปรากฏว่ามีการดำเนินคดีกับผู้ละเมิดกฎหมายเหล่านั้น และมีอีกอย่างหนึ่งซึ่งวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่บ่อย ๆ ก็คือว่าสื่อไม่วางตัวเป็นกลาง อันนี้ก็อยากจะเรียนว่าการวางตัวเป็นกลางนั้นมันจะต้องพิจารณาว่าเรื่องที่กำลังวิจารณ์ อยู่นั้นเป็นเรื่องของข่าวหรือว่าเป็นเรื่องของการออกความเห็น ถ้าเป็นเรื่องของการออก ความเห็นแล้วไม่ใช่วางตัวเป็นกลางครับ จะต้องชี้ถูกชี้ผิด แต่ส่วนเรื่องของการเสนอข่าวนั้น ก็จะต้องเป็นไปในรูปที่ว่าเสนอข่าวอย่างถูกต้องครบถ้วนและรอบด้าน อันนี้ละครับถึงเป็น ที่มาของคำว่า เสรีภาพ ถ้าหากสื่อปราศจากเสรีภาพเสียแล้วก็จะไม่สามารถเสนอข่าวสาร ข้อมูลได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน และรอบด้านก็จะเสนอเพียงด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งประชาชน ผู้บริโภคข่าวก็ไม่สามารถจะตัดสินในเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้ถ้าหากได้ข่าวที่ไม่ครบ ไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นคิดว่าในรัฐธรรมนูญใหม่นี้ก็น่าจะได้มีมาตรการในการให้สิทธิเสรีภาพกับสื่อไว้ ไม่น้อยกว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ขณะเดียวกันก็ต้องมีความรับผิดชอบ ในเรื่อง ความรับผิดชอบก็ได้ยินท่านประธาน อาจารย์จุมพลพูดถึงว่า ก็จะกำหนดให้สื่อได้มีสังกัด ในกลุ่มสมาคมหรือสภาวิชาชีพ ไม่ปล่อยลอย ๆ อยู่อย่างที่ผ่านมา ขณะเดียวกันก็มีผู้เสนอว่า ควรจะได้มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเหมือนกับอาชีพอื่น ๆ ซึ่งอันนี้ก็เรียนว่า ในประเทศ ที่เป็นประชาธิปไตยนั้นไม่มีประเทศไหนที่ออกใบอนุญาตวิชาชีพ เพราะไม่เหมือนกับ วิชาชีพอื่น ๆ วิชาชีพอื่น ๆ นั้นแม้จะมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ รัฐบาลก็ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว แต่ถ้าหากอาชีพสื่อมีการออกใบอนุญาตเมื่อไร เมื่อนั้นละครับรัฐบาลก็จะเข้ามาเกี่ยวข้อง ทันที ถ้าคนไหนไม่ทำตามที่ต้องการก็จะถูกถอนใบอนุญาต อันนี้เป็นอันตรายต่อประชาชน อย่างยิ่งทีเดียวครับ อย่างไรก็ตามก็ขอเรียนว่าข้อเสนอต่าง ๆ นั้นก็จะรับเอาไปพิจารณาครับ หลาย ๆ เรื่องเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากนะครับ อย่างที่ผมเรียนไปแล้วเรื่องการออกกฎหมาย ควบคุมการโฆษณาของรัฐก็คงชี้แจงเพียงแค่นี้ครับ ขอบพระคุณครับ