วรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา หารือเรื่องการปฏิรูปสื่อ โดยเน้นเรื่องเสรีภาพของสื่อและความรับผิดชอบต่อสังคม
กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก แล้วก็ ท่านคณะกรรมาธิการนะครับ ผม วรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ประเด็นเกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูปสื่อที่มีทั้งหมด ๑๐ ประเด็น เท่าที่ผมดูก็จะเน้นเรื่องเสรีภาพ ของสื่อ แล้วก็การกำกับเสรีภาพของสื่อ ซึ่งจริง ๆ แล้วเสรีภาพของสื่อไม่ได้มีอะไรแตกต่างจากเสรีภาพของประชาชนนะครับ ประชาชนในระบอบประชาธิปไตยจำเป็นต้องรับรู้ข้อมูลข่าวสารให้ถึงที่สุดนี่นะครับ ฉะนั้นการปิดกั้นข้อมูลข่าวสารไม่สามารถทำได้ สื่อจึงมีหน้าที่ที่จะต้องไปนำข้อมูลข่าวสาร ออกมาให้มากที่สุด ทีนี้ทั้ง ๑๐ ประเด็น ผมดูมีพูดแต่เรื่องสื่อมวลชน ในฐานะที่ผมเป็นทั้ง นักวิชาชีพอยู่ในอาชีพสื่อมา ๓๐ ปีแล้วก็เป็นนักวิชาการด้วยนะครับ มีไปบรรยาย ไปเขียนตำราในมหาวิทยาลัยนี่นะครับ ผมว่าเรายังติดกับดักอยู่นิดหนึ่ง เพราะว่าสื่อมวลชน ไม่ได้เป็นหน่วยงานเดียวหรือว่าเป็นกลุ่มคนกลุ่มเดียวที่จะสื่อสารในสังคมนี้นะครับ ยังมีคนอื่น ๆ อีก ซึ่งในร่างรัฐธรรมนูญผมเกรงว่าจะไปไม่ถึงนะครับ ผมก็จะขออภิปรายถึง ตรงนี้นะครับ อย่างเช่น ในประเด็นที่ ๕ ของคณะกรรมาธิการที่เสนอมาว่าจะต้องมีมาตรการ ควบคุมจริยธรรมของสื่อมวลชน ซึ่งอันนี้ผมเห็นด้วยและผมเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง หรือเป็น คณะทำงานก่อตั้งสภาการหนังสือพิมพ์ในช่วงปี ๒๕๔๐ เป็นเรื่องที่จำเป็น แต่ทีนี้เมื่อคุม สื่อมวลชน สื่ออื่นซึ่งมีอิทธิพลมากกว่าสื่อมวลชนด้วยซ้ำตอนนี้นะครับ ๒ สื่อ แล้วก็กรรมาธิการไม่ได้พูดถึงนะครับ นั่นก็คือพาร์ทิซาน มีเดีย (Partisan media) หรือสื่อเฉพาะกลุ่มนะครับ ซึ่งเราเคยตีความว่าสื่อนี้เป็นสื่อเทียม หรือสื่อจริง หรืออะไรนั่นนะครับ ที่จริงพาร์ทิซาน มีเดีย หรือสื่อเฉพาะกลุ่มมีโครงสร้างทาง กายภาพเหมือนสื่อมวลชนเลยครับ ตั้งเป็นทีวีบ้าง เป็นวิทยุบ้าง แม้กระทั่งหรือจะเป็น หนังสือพิมพ์ แต่ว่าจุดเป้าหมายไม่เหมือนกัน สื่อมวลชนจะนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นกลาง แล้วก็ถูกถ้วน แต่ในขณะที่พาร์ทิซาน มีเดีย มีลักษณะของการโฆษณาชวนเชื่อ พรอพพะแกนดา (Propaganda) ให้ข้อมูลทางด้านเดียว ตรงนี้ไม่มีใครไปตรวจสอบ แล้วก็ทำให้เป็นเหตุให้ สังคมไทยเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรง เพราะมีการปลูกทัศนคติในสมองคนทุกวัน ในรัฐธรรมนูญใหม่นี้ยังไปไม่ถึงตรงนี้นะครับ มีพูดถึงเรื่องภูมิทัศน์สื่อ ซึ่งผมว่าอาจจะทำให้ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอาจจะไม่เข้าใจตรงนี้นะครับ ผมก็เลยขยายความว่าถ้าจะมี กฎหมายมาต้องคลุมถึงตรงนี้ด้วย และตัวที่ ๒ อันนี้ดูแล้วจะรุนแรงกว่า หรือมีอิทธิพล ซึมลึกกว่านะครับ นั่นก็คือโซเชียล มีเดีย จะใช้ศัพท์ภาษาไทยอย่างไรผมไม่ทราบเหมือนกัน สื่อสังคมหรืออะไรก็แล้วแต่ การสื่อสารแบบของโซเชียล มีเดีย แต่เดิมเป็นการสื่อสารจาก บุคคลไปบุคคลนะครับ แต่ว่าด้วยเทคโนโลยีของอินเทอร์เน็ตก็สามารถจะบรอดคาสท์ (Broadcast) หรือแพร่กระจายไปได้ไม่ได้แตกต่างจากสื่อมวลชนเลย ในขณะที่สื่อมวลชนจะมี เอดดิเตอร์ (Editor) คอยกลั่นกรองและรับผิดชอบทางกฎหมาย มีระบบตรวจสอบ ทุกขั้นตอน แม้กระทั่งคำผิดนะครับ ในขณะที่โซเชียล มีเดีย แต่เดิมก็นึกว่าจะไม่มีอะไร เพราะเป็นการสื่อสารระหว่างเพื่อนกับเพื่อนในแบบอินเทอร์เพอร์ซันแนล (Inter-personal) คุยกัน แต่ว่าในเมื่อมีการแพร่ออกไปได้ การควบคุมไปไม่ถึงนะครับ แม้กระทั่ง กสทช. ก็คุมได้เฉพาะคลื่น แต่ถ้าเกิดไปอยู่ในอินเทอร์เน็ตแล้วนี่นะครับ ตัวที่เป็นเนื้อหาคอนเทนท์ (Content) ดูไม่ได้ ไม่ว่าจะอยู่ในยูทูบ (YouTube) หรืออะไรนะครับ มีเว็บไซต์ที่ผิดกฎหมาย อยู่เยอะมากหลายปีแล้วด้วย บางเว็บนี่อยู่หลายปีแล้วผมดูทุกวัน ทีนี้ประเด็นเหล่านี้ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะจัดการได้อย่างไร เพราะว่าการปล่อยให้สื่อ เราก็พูดแต่เรื่อง สื่อมวลชน ไม่ได้ไปพูดถึงสื่อประเภทอื่นและปล่อยให้สื่อเหล่านี้สร้างภาวะอนาธิปไตยในการ สื่อสารขึ้นมา ผมอยากให้ทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้เขียนแล้วก็หาองค์กร ที่จะมาดูแล เพราะว่าทางสื่อมวลชนเขาดูแลกันเอง และอาจจะดูตามโครงสร้างและได้มี คนนอกเข้ามาผสมด้วย แต่ว่าทั้งพาร์ทิซาน มีเดีย แล้วก็โซเชียล มีเดีย ยังไม่มีและจับได้ยากมาก เรื่องเสรีภาพผมก็เป็นคนหนึ่งที่เลี้ยงชีพด้วยคำนี้นะครับ เป็นสื่อมวลชน แต่ว่าในเสรีภาพนั้น ก็ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมและต่อผู้อื่น คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ผมจะ ฝากไว้นี่ครับ อยากให้ท่านหาจุดสมดุลหรือเส้นแบ่งระหว่างเสรีภาพกับความรับผิดชอบ ต่อสังคมให้ได้ครับ ขอบพระคุณครับ