สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๙ · ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๗

จุมพล รอดคำดี หารือเรื่องเสรีภาพสื่อ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของเสรีภาพ สิทธิและจริยธรรมในการสื่อสารมวลชน และเสนอแนวทางการปฏิรูปสื่อและการสื่อสารมวลชน รวมถึงการส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพและส่งเสริมสวัสดิการของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชน และการจัดสรรคลื่นความถี่ของชาติ เพื่อประโยชน์สาธารณะและความเสมอภาคในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร

นายจุมพล รอดคำดี ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานครับ ผม จุมพล รอดคำดี ครับ ผมไม่ทราบว่าทางสไลด์ เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) พร้อมไหมครับ ข้างบนครับ อยากเรียนอย่างนี้นะครับว่า สื่อสารมวลชนในเหตุการณ์ บ้านเมืองที่เราได้ประสบปัญหา เราได้ผ่านพ้นวิกฤติอะไรต่าง ๆ มาหลายสิ่งหลายอย่าง สังคมเองก็ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์สื่อมวลชนอย่างมาก แล้วก็กระแสสังคมก็มองไปจนถึง ในแง่ของการที่ว่าสื่อทั้งหลายได้ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีแค่ไหน และมีความรับผิดชอบ เพียงใด สิ่งเหล่านี้ก็เป็นกระแสและเป็นสิ่งที่คณะกรรมาธิการก็ได้นำมาพิจารณาอยู่ในเรื่อง ต่าง ๆ และที่สำคัญที่สุดก็คือว่า ในสังคมของเรานี่นะครับ ผมอยากจะชี้ให้เห็นว่ามันมี การเชื่อมโยงกันในระหว่างประชาชนกับสื่อมวลชน ประชาชนกับรัฐ และรัฐกับสื่อ มันมีความเชื่อมโยงกันโดยเรื่องของสิทธิ เรื่องเสรีภาพ เมื่อมีเสรีภาพต่าง ๆ แล้วมันก็มาดูกัน ในเรื่องของว่าใช้เสรีภาพอย่างมีขอบเขต มีความรับผิดชอบ มีจริยธรรมหรือไม่ อย่างไร ซึ่งเมื่อไรก็ตามที่สื่อมวลชนได้ทำหน้าที่ของตัวเองเกินขอบเขตหรือทำหน้าที่ อย่างขาดจริยธรรม ประชาชนก็มักจะไปเรียกร้องให้รัฐมากำกับดูแล แต่พอรัฐได้กระทำการ อย่างใดก็ตามที่ไปล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน หรือทำการอย่างไรก็ตามที่เป็น การปิดบังซ่อนเร้นประชาชน ประชาชนก็ไปเรียกร้องให้สื่อมวลชนเข้าไปค้นหาข้อมูล ข้อเท็จจริง เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้มันเชื่อมโยงกันอย่างไม่มีการขาดตอน หมายความว่า มันจะมีลักษณะอย่างนี้เกิดขึ้นอยู่เสมอ ซึ่งก็ทำให้เราได้มองเห็นในคณะกรรมาธิการว่าเราจะ ดำเนินการในการปฏิรูปสื่อ หรือปฏิรูปการสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศอะไรอย่างนี้ จะทำอย่างไร การดำเนินการของเราก็ได้พิจารณาในสิ่งที่เป็นประเด็นทางด้านสิทธิเสรีภาพ เรื่องของจริยธรรม เรื่องของการกำกับดูแล การที่จะส่งเสริมให้มีการพัฒนาการกำกับดูแลให้ กว้างขวางยิ่งขึ้นจะทำได้อย่างไร ซึ่งก็ออกมาเป็นประเด็นต่าง ๆ

ในประเด็นแรกที่เราได้นำเสนอก็คือว่า รัฐธรรมนูญประกันสิทธิเสรีภาพของ ประชาชน ก็เป็นเรื่องของเราต้องการเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับต่อไปหรือฉบับไหน ๆ ก็ตามก็ได้เขียนเอาไว้เหมือนกันว่า เรื่องของสิทธิเสรีภาพของประชาชนและสื่อมวลชนนั้น ไม่ว่าจะเป็นการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อ ความหมายโดยวิธีอื่นใด รวมถึงสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนโดยทั่วไปด้วยนะครับ จะต้องทำ อย่างทั่วถึงและเสมอภาค สิ่งนี้เรามีหลักการหรือมีเหตุผลในแง่ของการที่ว่าเราอยากให้ เสรีภาพกับประชาชนนั้นเปรียบเสมือนเป็นเสรีภาพที่เขาจะได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ เพื่อการดำรงชีวิตที่ดีขึ้น เพื่อเขาจะได้รู้ว่าเขาจะต้องทำอะไร เตรียมตัวอย่างไร ในการดำรงชีวิต เพราะฉะนั้นเสรีภาพเหล่านี้นะครับ ผู้ที่จะได้รับเสรีภาพเหล่านี้ ก็คือว่าประชาชนเองก็ควรจะได้รับสิทธิเสรีภาพตรงนี้ หรือให้มีหลักประกันตรงนี้ อย่างชัดเจนนะครับ เพราะฉะนั้นเราเองเราก็มองดูว่าในคณะกรรมาธิการเองว่าประชาชน หรือสื่อมวลชน ซึ่งสื่อมวลชนเองนี่เข้ามาอย่างไร สื่อมวลชนเองก็ไม่ได้ต่างจากประชาชน คนหนึ่ง สื่อมวลชนก็ทำหน้าที่แทนประชาชนในแง่ของการแสวงหาข้อมูลข่าวสาร ทำหน้าที่ ในการที่จะดูแลว่าข่าวสารต่าง ๆ ที่มันมีอยู่ในสังคมนี่มันมีอะไรบ้าง เพื่อเป็นการบอกกล่าวให้ ประชาชนได้รับรู้นะครับ แต่ก็ใช้เสรีภาพเช่นเดียวกันกับประชาชนนั่นเองนะครับ เพราะฉะนั้น การที่จะได้ข้อมูลข่าวสารทั้งหลายนี่เราก็ถือหลักการว่าถ้าเป็นข้อมูลข่าวสารใด ๆ ก็ตาม ข่าวสารที่เกิดขึ้นจากหน่วยงานของรัฐ เราก็ถือว่าการเปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น ยกเว้นเสียแต่ว่าถ้าข้อมูลข่าวสารนั้นมีบทบัญญัติทางกฎหมายกำหนดไว้ไม่ต้องเปิดเผย อันนั้นเราก็เคารพนะครับ

ถัดมาเมื่อเราบอกว่ามีการประกันเสรีภาพแล้ว ประเด็นต่อไปเราก็มาดูว่า แล้วเสรีภาพที่บอกว่าจะต้องถูกจำกัด พูดง่าย ๆ ใช้สิทธิเสรีภาพนั้นไม่ได้ จะมีเหตุผลอะไร การจำกัดสิทธินั้นเราถือว่าถ้าจะจำกัดสิทธิในเรื่องเสรีภาพต่าง ๆ ของประชาชน รวมทั้ง สื่อมวลชนด้วยนี้จะต้องถูกบัญญัติหรือว่ามีการบัญญัติไว้เป็นกฎหมายเฉพาะ เช่น การรักษา ความมั่นคงของรัฐ การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัว หรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดี ของประชาชน หรือเพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของ ประชาชน อันนี้ก็เป็นไปตามหลักสากลโดยทั่วไปนะครับ ซึ่งอันนี้เราก็เห็นว่าการจำกัด เสรีภาพนี้ก็คงจะเป็นสิ่งที่จะต้องดูแลเช่นเดียวกัน ควรจะต้องมีบัญญัติเอาไว้อยู่ใน รัฐธรรมนูญด้วยนะครับ

ถัดมานะครับ หลังจากที่เมื่อเรามีพูดถึงเรื่องการจำกัดเสรีภาพ เราก็อยาก เห็นว่าการใช้เสรีภาพนั้นจะต้องมีหลักประกันในความเป็นอิสระ ความไม่ถูกครอบงำ โดยการแทรกแซงของอำนาจรัฐหรืออำนาจทุนนะครับ ในเหตุผลของเราเราก็มองดูว่า ถ้ามีการแทรกแซงต่าง ๆ เกิดขึ้น การเปิดเผยข้อมูลหรือความจริงทั้งหลายนี้มันก็ไม่สามารถ ที่จะทำได้อย่างตรงไปตรงมา และมันก็จะทำให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือน ซึ่งอันนี้เราก็มองดูว่าการที่เราจะให้มีเสรีภาพเหล่านี้ได้ หรือสื่อมวลชนนี้จะมีหลักประกันได้ดี ก็คือว่า ต้องปราศจากการแทรกแซงอำนาจรัฐและทุนนะครับ อันนี้ก็เป็นประเด็นที่เรา ได้มองกันว่าอยากจะเห็นนะครับ แล้วก็เรายังมองถึงในแง่ถึงว่าการแทรกแซงนี้ย่อมไม่ไป แทรกแซงแม้กระทั่งผู้ที่ประกอบอาชีพสื่อมวลชนที่อยู่ในหน่วยงานของรัฐก็ดี หรืออยู่ใน หน่วยงานของเอกชนก็ตามนะครับ ว่าการเสนอข่าวหรือการแสดงความคิดเห็นในประเด็นที่ เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะของพนักงานหรือลูกจ้างของเอกชนที่ทำหน้าที่ประกอบวิชาชีพ ด้านสื่อนี่จะต้องได้รับการคุ้มครองนะครับ เว้นแต่การกระทำดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมาย ถ้าพูดถึงในแง่ของการทำงานแล้วนะครับว่าสื่อมวลชนทั้งหลายเมื่อเวลาทำงานภายใต้กรอบ จริยธรรมของตนเองแล้วก็ควรจะต้องได้รับการคุ้มครอง ยกเว้นเสียแต่ว่าไปทำการ ที่ผิดกฎหมายหรือว่าทำการละเมิดข้อกฎเกณฑ์อะไรต่าง ๆ มาก นอกเหนือจาก การประกอบวิชาชีพแล้วก็ขอให้เป็นไปตามกฎหมายครับ

ประเด็นถัดมา ก็คือเป็นประเด็นเรื่องการคุ้มครองเสรีภาพและส่งเสริม มาตรฐานวิชาชีพและสวัสดิการของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชน บ่อยครั้งนะครับว่า สื่อมวลชนเวลาทำงานแล้วนี่นะครับ บางครั้งก็เกิดเป็นปัญหาในเรื่องของการทำงานด้านการประกอบวิชาชีพเช่นเดียวกัน เราต้องเข้าใจว่าคนที่มาทำงานด้านสื่อบางทีก็ไม่ได้เรียนจบนิเทศศาสตร์หรือว่าไม่ได้เรียนรู้ ในเรื่องนี้มาก่อน แต่เมื่อเข้ามาแล้วก็จำเป็นต้องมีมาตรฐาน หรือมีการอบรม หรือมีการที่ พัฒนาเขาให้เป็นนักสื่อสารมวลชนที่ดี ซึ่งอันนี้เราก็มองดูว่าเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องของการที่จะ ทำให้เขาได้มีมาตรฐานวิชาชีพ แล้วก็เป็นการที่ให้เขาได้ทำงานอย่างมีเสรีภาพได้ถูกต้อง ด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นการประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชนนี่นะครับ ก็ควรจะได้รับการรับรอง ในเรื่องของเสรีภาพ เรื่องของการประกอบวิชาชีพและรวมทั้งในเรื่องของการพัฒนา ตัวเขาเองด้วยว่า สิ่งต่าง ๆ ที่เขาเข้ามาแล้วเมื่อประกอบวิชาชีพนี้ เขาจะได้รับการดูแล อย่างไรนะครับ นอกเหนือจากนั้นบางครั้งรวมทั้งในเรื่องของสวัสดิการ เรื่องของสวัสดิภาพ ของเขาด้วย การไปทำการประกอบอาชีพของเขาก็ล่อแหลมต่อการที่อาจจะถูกอำนาจมืดได้ ทำร้ายเอาอะไรต่าง ๆ พวกนี้ ซึ่งอันนี้เราก็คิดว่าเป็นประเด็นที่จะต้องมีการดูแลด้วยนะครับ

ถัดมาเป็นประเด็นหลังจากที่เรามองดูในเรื่องของเมื่อใช้เสรีภาพ ผู้ประกอบ วิชาชีพมีเสรีภาพแล้ว ก็ยังต้องคิดถึงในแง่ที่ว่าการประกอบเสรีภาพนั้นต้องมีความรับผิดชอบ ใช้เสรีภาพอย่างไร ก็ต้องคิดถึงเหมือนกันว่าจะต้องดูแลตัวเองอย่างไร รับผิดชอบอย่างไร การรับผิดชอบนี่ก็มีการรับผิดชอบตั้งแต่ตนเองตามหลักจรรยาวิชาชีพและยังต้องคิดถึงในแง่ ที่ว่าในหมู่ของผู้ที่ทำประกอบวิชาชีพนั้นจะต้องมีการดูแลซึ่งกันและกัน เท่ากับว่าประเด็นที่ เราพูดถึงก็คือการส่งเสริมให้จัดตั้งองค์กรวิชาชีพ เพื่อดูแลสื่อมวลชนด้วยกันนะครับ เพื่อให้ปฏิบัติถูกต้องตามหลักจริยธรรม แล้วก็เราอยากให้มีกลไกกำกับกันเองของสื่อมวลชน เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพและความเป็นธรรม ความเป็นธรรม ในที่นี้ความเป็นธรรมในแง่ของ การรายงานข่าวสารที่มีความเป็นธรรมที่เกิดขึ้นกับประชาชนด้วยว่าการนำเสนอข่าวสาร จะต้องให้ความเป็นธรรมอย่างไร อันนี้เราก็อยากจะเสนอว่าในยุคปัจจุบันนี้จริง ๆ แล้วสื่อ มันก็ไม่ใช่มีเพียงแค่วิทยุ โทรทัศน์ หรือหนังสือพิมพ์นะครับ มันมีสื่ออื่น ๆ อีกเยอะแยะ สื่อโซเชียล มีเดีย (Social media) หรือสื่อออนไลน์ (Online) ทั้งหลายอีกมากมาย เพราะฉะนั้นเราอยากจะเสนอให้มีองค์กรวิชาชีพในระดับประเทศ ซึ่งมีสมาชิกซึ่งเป็นผู้แทน มาจากองค์กรวิชาชีพต่าง ๆ ในแต่ละสื่อเพื่อเข้ามารวมกันเพื่อตั้งเป็นองค์กรวิชาชีพ ในระดับประเทศ เพื่อให้มีการกำกับดูแลกันเองอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนะครับ เพื่อให้สามารถกำกับดูแลกันเองได้ แล้วก็มีการกำหนดเงื่อนไขการประกอบวิชาชีพ สื่อมวลชน โดยมีการเสนอให้มีการสังกัดองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนนะครับ จนทุกวันนี้ ก็เกิดขึ้นในลักษณะที่ว่าเมื่อเกิดมีปัญหาขึ้นมาก็ลาออกจากสภาวิชาชีพเสียก็ไม่ต้อง รับผิดชอบอะไร ซึ่งอันนี้เราอยากจะเสนอว่าให้มีสังกัดองค์กรวิชาชีพที่ชัดเจนแน่นอนนะครับ อันนี้ก็จะเป็นการที่จะดูแลและกำกับดูแลกันเองได้อย่างมีประสิทธิภาพนะครับ แต่ไม่ใช่เป็น การออกใบอนุญาตให้สื่อมวลชนนะครับ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกันนะครับ เราเสนอเพียงแค่ว่า ให้ทุกคนที่ประกอบอาชีพนี้ได้มีสังกัดองค์กรวิชาชีพของตัวเอง

ถัดมาเป็นเรื่องประเด็นของคลื่นความถี่ เรื่องของทรัพยากรของชาติ อันหนึ่งที่เป็นเรื่องของการสื่อสาร เราเองก็อยากจะเสนอประเด็นว่าคลื่นความถี่ที่เป็น ทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ และให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระ ที่ทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการนั้น อยากจะให้คำนึงถึง ประโยชน์สูงสุดของประชาชนในระดับชาติ ระดับท้องถิ่น จริง ๆ แล้วมันก็เป็นการพูดง่าย ๆ ว่า เราไม่ได้เปลี่ยนอะไรไปจากรัฐธรรมนูญฉบับเดิมปี ๒๕๕๐ หรือปี ๒๕๔๐ ที่เราอยากจะเห็น ในสิ่งเหล่านี้ยังคงอยู่ แล้วก็เราจะขยายอยากจะให้มีบทบาทหน้าที่ในเรื่องขององค์กรอิสระ ที่เราอยากจะเสนอในที่นี้ก็คือว่า ให้มีองค์กรอิสระขึ้นมาจะมีกี่องค์กรก็ไม่ได้ว่านะครับ ตรงนี้เราไม่ได้เสนอว่าต้องมีองค์กรเดียวนะครับ สำหรับในกลุ่มกรรมาธิการชุดเรานะครับ ขอเป็นว่า ให้มีองค์กรอิสระขึ้นมากำกับดูแลเพื่อที่จะได้จัดสรรความถี่หรือว่าดูแล หรือกำกับดูแลในเรื่องของประโยชน์สาธารณะทั้งหลายนะครับ แล้วก็รวมทั้งการแข่งขันโดยเสรี อย่างเป็นธรรม นอกจากนั้นจะต้องจัดให้ชุมชน ท้องถิ่น ได้สามารถเข้าถึงและมีส่วนร่วม ในการดำเนินงานสื่อมวลชนสาธารณะด้วย ทั้งนี้เนื่องจากว่าที่ผ่านมาเรามีปัญหามากมาย ในเรื่องของการที่ประชาชนที่อยู่ห่างไกลพื้นที่ที่จะรับฟังข่าวสารได้ รวมทั้งประชาชน ผู้ด้อยโอกาสบางทีก็ขาดการเข้าถึงสื่อ ซึ่งตรงนี้เราก็อยากจะให้การกำกับดูแลตรงนี้ ได้เข้าไปถึงตรงนี้ด้วยนะครับว่า ช่วยส่งเสริมหรือช่วยดำเนินการอย่างไรก็ตามที่จะให้ ประชาชนที่ขาดโอกาสเหล่านี้ได้เข้าถึงหรือมีความเสมอภาคในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งชุมชนท้องถิ่นที่ผมได้กล่าวไปแล้วว่า เขาจะต้องสามารถที่จะเข้าถึงสื่อได้ รัฐมีหน้าที่อำนวยความสะดวก รัฐมีหน้าที่ที่จะส่งเสริมให้มีเทคโนโลยีใด ๆ ก็ตามที่จะทำให้ เขาสามารถที่จะเข้าถึงสื่อได้ทุก ๆ รูปแบบ โดยเฉพาะในสื่อที่เป็นสื่อหลักทั้งหลายนะครับ

ประเด็นถัดมาเป็นประเด็นในเรื่องของแนวทางการดำเนินการจัดสรร คลื่นความถี่ เมื่อมีองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่แล้ว เราก็อยากจะเสนอให้มีแนวทาง การดำเนินการจัดสรรคลื่นความถี่และการกำกับประกอบกิจการภายใต้ภูมิทัศน์สื่อ ที่เปลี่ยนไป คำว่า ภูมิทัศน์สื่อ นี่ก็หมายความว่า มันมีสื่อที่หลากหลายที่เกิดขึ้นมากมาย จะมีวิธีการควบคุมดูแลกันอย่างไร หรือมีสิ่งต่าง ๆ ที่จะเกิดประโยชน์หรือพัฒนา ทำให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไร ตรงนี้ก็อยากจะให้มีองค์กรอิสระนี้ได้เข้าไปดูแลให้สามารถ ที่จะดูว่าสื่อในยุคนี้เป็นสื่อที่หลอมรวม เราทราบดีว่าเราสามารถดูโทรทัศน์ เราสามารถ ฟังวิทยุ เราสามารถอ่านอะไรต่าง ๆ ได้ภายในมือถือหรือว่าภายในสื่อ ๆ เดียว ซึ่งอันนี้ก็เป็น สิ่งหนึ่งที่ได้ชี้ให้เห็นว่า เทคโนโลยีมันเปลี่ยนไปมาก และเทคโนโลยีในอนาคตอีก ในอนาคต เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีนี้เพิ่มขึ้นอีกมากมาย ซึ่งอันนี้เราก็อยากจะเห็นว่า การกำกับดูแลตรงนี้นี่นะครับ ไม่ว่าจะเป็นการกำกับดูแลในสื่อใดก็ตาม ก็ขอให้ดูในเชิงของ การเกิดของสื่อใหม่ด้วยนะครับ แล้วก็องค์กรอิสระนี้เราก็หวังว่าจะดำเนินการตาม เจตนารมณ์ของการปฏิรูปสื่อ มีธรรมาภิบาลในการกำกับดูแลและการประกอบกิจการ ส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมสื่อด้วยนะครับ คือคงไม่ใช่เป็นการกำกับดูแลอย่างเดียว แต่ส่งเสริมให้เขาได้มีการพัฒนาอุตสาหกรรมสื่อ โทรคมนาคมหรือสารสนเทศนี้ เพื่อเกิดประโยชน์แก่ประชาชนให้มากขึ้น อันนี้ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เรามุ่งหวังอยากจะเห็นนะครับ ตลอดจนให้มีการส่งเสริม ให้มีการรวมตัวกันเป็นองค์กรวิชาชีพเพื่อกำกับดูแลกันเองภายใต้ กรอบของจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพนะครับ

เมื่อเราส่งเสริมทางด้านสื่อไปแล้ว เราก็หันมาส่งเสริมประชาชนด้วย อยากให้ประชาชนรู้เท่าทันสื่อนะครับ ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่อยากจะเห็นว่าสื่อได้เอารัดเอาเปรียบ หรือว่าสื่อได้ให้ข้อมูลข่าวสารในการจูงใจหรือทำให้เกิดความเสียหายหรือเกิดความเข้าใจ อะไรผิด ๆ นะครับ เพราะฉะนั้นในหลักการและเหตุผลที่เราอยากจะให้มีการส่งเสริม รู้เท่าทันสื่อนี่ก็เพราะว่าเราอยากจะให้ประชาชนได้มีทักษะในการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ผ่านสื่อต่าง ๆ อย่างวิเคราะห์ สามารถวิเคราะห์ได้ สามารถรู้ว่าสื่อเขาทำงานกันอย่างไร เมื่อรู้แล้วว่าเขาทำงานอย่างไรและวิเคราะห์ได้เป็น ตลอดจนรู้จักใช้สื่อเหล่านั้นให้เกิดเป็นประโยชน์ต่อตัวเอง พูดง่าย ๆ เป็นการใช้สื่อ อย่างสร้างสรรค์อย่างไร อยากเห็นประชาชนได้มีความรู้ความสามารถตรงนี้ เพราะฉะนั้น เราก็อยากจะเห็นการส่งเสริมให้ประชาชนได้มีทักษะในสิ่งเหล่านี้ โดยรัฐอาจจะมีหน้าที่ ในการส่งเสริมให้ประชาชนในฐานะผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เรา ก็เน้นนะครับ คือกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งปัจจุบันมีแนวโน้มในการใช้สื่อสมัยใหม่นี้ มากนะครับ เราก็อยากจะเห็นว่ารัฐได้เข้ามาดูแลหรือว่าช่วยส่งเสริมอย่างไรเพื่อให้เกิดการใช้ สื่ออย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ทั้งนั้นประชาชนเองก็จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของสื่อที่ไม่ดีต่อไป ซึ่งอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เราพยายามที่อยากจะเสนอให้มีทักษะในสิ่งเหล่านี้ เมื่อมีทักษะแล้ว เราก็อยากจะเห็นว่า การทำงานของสื่อในการกำกับดูแลทั้งหลาย เราอยากเห็นว่าประชาชนก็มีส่วนร่วมในเรื่องของการที่จะกำกับดูแลได้เช่นเดียวกันนะครับ เพราะฉะนั้นเราจึงเสนอประเด็นว่าส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ การทำงานของสื่อและผู้ใช้สื่อทั้งหลาย อันนี้ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เราต้องการสร้างความเข้มแข็ง ให้กับผู้บริโภคสื่อหรือว่าผู้ที่จะใช้สื่อต่อไป รวมทั้งคนที่ประชาชนทุกวันนี้ก็ไม่ได้เป็นเพียงแค่ ผู้รับสื่ออย่างเดียวแล้วนะครับ เป็นผู้ที่ใช้สื่อเองด้วยนะครับ เราจะมีวิธีการตรวจสอบ เราจะมีวิธีการดูแลกันอย่างไรโดยภาคประชาชน หรือว่าประชาชนทั่วไปทั้งหลาย นี่จะดำเนินการอย่างไร เพราะฉะนั้นการปฏิรูปการใช้หรือบริโภคสื่อของประชาชน เราจะทำการเสริมพลังให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของสื่อ และผู้ใช้สื่อ เพื่อให้มีหลักการให้มีมาตรการนะครับ โดยมีการควบคุมสื่อโดยเฉพาะสื่อ ที่ออกมา ไม่ว่าจะสื่อกระแสหลัก หรือสื่อออนไลน์ หรือสื่อที่จะเกิดใหม่ก็ตามนี่นะครับ ว่าจะมีวิธีการกำกับดูแลกันเองได้อย่างไร และรวมทั้งประชาชนเองก็มีส่วนในการกำกับ ดูแลด้วย นั่นก็หมายความว่าบทบาทของประชาชนนะครับคืออาจจะต้องดำเนินการ ทั้งในรูปแบบที่พูดง่าย ๆ ว่าต้องสามารถมีองค์กรหรือว่ามีหน่วยงานที่สามารถสร้าง ความเข้มแข็งให้ประชาชนได้สามารถกำกับดูแลสื่อได้จริงนะครับ อาจจะเป็นอยู่ในรูปของ สภาประชาชน หรือจะอยู่ในรูปของกลุ่มประชาชนที่มีผู้บริโภคนะครับ

ประเด็นสุดท้าย คือการสื่อสารเพื่อก่อให้เกิดความเกลียดชัง ซึ่งอันนี้มันก็ พูดง่าย ๆ ว่าย้อนหลังไปเมื่อสัก ๕-๖ ปีที่ผ่านมาเราก็คงเห็นว่า การสื่อสารที่ก่อให้เกิด ความเกลียดชังนี่ก็มีอยู่ และทำให้เกิดเป็นปัญหาประเทศในเรื่องการใช้สื่อต่าง ๆ เพื่อปลุกเร้า สร้างความเกลียดชังอะไรซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้นเราก็เสนอให้มีมาตรการกำกับดูแล อย่างน้อย ๒ ประการ คือ การบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวกับการสื่อสารที่ก่อให้เกิด ความเกลียดชังขึ้นมาเป็นการเฉพาะ หรือการเพิ่มเติมสาระหรือเกณฑ์เกี่ยวกับการสื่อสาร ที่ก่อให้เกิดความเกลียดชังซึ่งมีความผิดทางอาญาให้ชัดเจน รวมทั้งการกำกับดูแลตนเอง ผ่านตัวกลางในสื่อออนไลน์ ทั้ง ๑๐ ประเด็นนี้ก็เป็นส่วนที่เราได้นำเสนอให้มีการบัญญัติ ในรัฐธรรมนูญ ขอบคุณครับ