สีลาภรณ์ บัวสาย หารือเรื่องการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและบริการสังคม โดยเน้นย้ำถึงผลกระทบของการเพิ่มจำนวนประชากรที่ได้รับสิทธิและบริการ โดยมีข้อกังวลว่าหากไม่มีนิยามชัดเจนของชุมชน อาจทำให้กลุ่มผลประโยชน์ที่แสวงหาผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มเข้ามาใช้สิทธิแบบชุมชน และไม่ส่งเสริมให้ชุมชนเข้มแข็ง นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการหาข้อยุติและกลไกในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่มีขนาดใหญ่และเล็ก โดยเฉพาะในเรื่องของทรัพยากรที่มีขนาดใหญ่ เช่น ลุ่มน้ำ ซึ่งมักจะก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างชุมชนต่างๆ
กราบเรียนท่านประธาน ท่านคณะกรรมาธิการ ดิฉันมี ๓ ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องงานด้านสังคม
ประเด็นแรก เป็นเรื่องการคุ้มครองประชาชนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ที่จริงความเห็นทั้ง ๓ ข้อ ต้องเรียนก่อนว่าดิฉันเห็นด้วยในหลักการทั้งหมดกับเรื่องการยึดถือ หลักสิทธิมนุษยชน หลักของการกระจายอำนาจลงไปสู่ฐานราก ข้อคิดเห็นที่จะให้นี้จะเป็น เพื่อความรอบคอบ แล้วก็เพื่อให้เห็นมุมมองที่อาจจะต้องเตรียมรับด้วยถ้าหากว่าเราจะเดิน ไปในทิศนี้นะคะ
ประเด็นแรกคือเรื่องการคุ้มครองประชาชนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย การคุ้มครองในแง่คนที่เข้ามาในแผ่นดินไทยได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานในฐานะเป็นมนุษย์ คือสิทธิมนุษยชนดิฉันคิดว่าเป็นสิ่งจำเป็นและควรจะต้องทำ แต่การให้เขาได้รับบริการ สวัสดิการต่าง ๆ ด้วยนั้นจะเป็นประเด็นที่ทำให้รัฐไทยจะต้องแบกรับภาระมากขึ้น ขอให้ตระหนักถึงประเด็นนี้ด้วย ตัวหารจะเพิ่มขึ้น หมายความว่าสมมุติว่าปัจจุบันนี้ งบประมาณแผ่นดิน ๒.๖ ล้านล้านบาท ในปี ๒๕๕๘ ตัวหาร ๖๕ ล้านคน อยู่ ๆ ไปตัวหาร กลายเป็น ๗๐ ล้านคน หรือแม้กระทั่งเพื่อนบ้านถ้ารู้ว่าเข้ามาในนี้แล้วจะได้เหมือนบัตรทอง จะได้บริการสุขภาพทันที ตัวหารที่เพิ่มขึ้นจะทำให้บริการคุณภาพตกลงโดยธรรมชาตินะคะ แล้วหมายถึงว่าประชาชนไทยเองก็จะต้องได้รับบริการที่มันตกลงด้วย อันนี้เป็นข้อพิจารณาที่ ดิฉันคิดว่าอาจจะต้องคำนึงถึงในการที่จะไปชี้ว่าเราจะให้สิทธินั้น แปลว่าสิทธิมนุษยชน หรือสิทธิการเข้าถึงบริการที่ยืนอยู่บนฐานภาษีของคนไทยจำนวนหนึ่งที่เป็นผู้เสียภาษี ซึ่งก็ไม่ใช่ทุกคนเสียภาษีอยู่
ประเด็นที่ ๒ ในเรื่องของสิทธิชุมชน เรื่องของการที่กระจายอำนาจรัฐลงไปสู่ ฐานล่างอันนี้เห็นด้วยทั้งหมดเลยนะคะ ข้อพิจารณาที่อยากจะชี้ถึงเพื่อความรอบคอบก็คือ ในที่นี้ระบุถึงชุมชนค่อนข้างหลวมมากนะคะ พูดถึงว่ากลุ่มคนที่รวมตัวกันในทางกายภาพ และเชิงประเด็น สมมุติว่าเกิดมีคนหัวใสกลุ่มผลประโยชน์จัดรวมตัวกันเชิงประเด็น แล้วก็อ้างอิงว่าเขาคือ ๑ ชุมชน แล้วเรียกร้องสิทธิในการจัดการโน่นนี่นั่น ซึ่งไม่ใช่ชุมชน แบบที่เราคุย ๆ กันอยู่นี่นะคะ เพราะฉะนั้นการกำหนดนิยามที่มา ลักษณะของกิจกรรม จุดมุ่งหมายของชุมชนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมน่าจะมีความชัดเจน มิฉะนั้นเราจะมีอะไรเป็น หลักประกันว่ากลุ่มผลประโยชน์ที่มุ่งแสวงหาผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มของเขาจะไม่เข้ามาแล้วมา อาศัยช่องในจุดนี้ขอใช้สิทธิแบบชุมชนในการที่บอกว่าขออำนาจในการจัดการโน่นนี่ ของตัวเอง ซึ่งก็อาจจะทำให้เกิดผลกระทบไปอีกในทิศหนึ่งที่ไม่ใช่แบบที่ชุมชนอย่างที่เรา ทำงานชุมชนเข้มแข็งเขาทำกันอยู่ คือต้องระวังกลุ่มแบบนี้ด้วย เพราะว่าเวลาเปิดออกไปแล้ว นิยามไม่ชัดมันก็จะมีข้อที่พึงระมัดระวังได้
ประการสำคัญอีกอันก็คือมันจะเชื่อมกันอย่างไรกับองค์กรปกครองท้องถิ่น ดิฉันเข้าใจว่าชุมชนถ้าเทียบกับองคาพยพแล้ว องค์กรปกครองท้องถิ่นจะเป็นเสมือน โครงกระดูก ชุมชนมันคือเลือดเนื้อ จิตวิญญาณ กล้ามเนื้อทั้งหลายของการทำงาน ซึ่งเราควรจะต้องส่งเสริมให้แข็งแรงอันนั้นใช่ แต่ต้องวางข้อต่อและจุดเชื่อมที่ทำให้ทำงาน เชื่อมกัน มิฉะนั้นบอกว่าอำนาจไปอยู่ที่ชุมชนแล้วท้องถิ่นอยู่ตรงไหน แล้วถ้าหากว่า มีข้อขัดแย้งขึ้นมาการตัดสินใจจะต้องโหวต (Vote) จะต้องลงมติจะต้องอะไรแบบนี้มันจะไป ลงที่ไหน จะไปอยู่ที่ท้องถิ่น ซึ่งเป็นกลไกตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมายของโครงสร้าง การบริหารราชการแผ่นดินกับชุมชนซึ่งไม่ใช่ แต่เราต้องการให้ชุมชนเข้ามามีบทบาทในการ บริหารจัดการท้องถิ่น เพราะฉะนั้นอยากเรียนเสนอว่าตรงนี้ควรจะเขียนรองรับบทบาทของ ชุมชนอย่างชัดเจน เช่น จะบอกว่าชุมชนเมื่อรวมตัวกันจะมาเป็นสภาพลเมืองทำงานคู่ขนาน กับสภาท้องถิ่นเลย อย่างนี้เป็นต้น ที่ทำให้มันเกิดระบบรองรับชัดเจนในบทบาทของชุมชน
ประเด็นสุดท้ายคือประเด็นเรื่องของชุมชนกับการจัดกิจการสาธารณะ แล้วก็กิจการโดยเฉพาะในเรื่องการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ การดูแลทรัพยากรนี้เป็นของ ที่มีจำกัด ใคร ๆ ก็ทราบและมันจะต้องแบ่งกัน ความขัดแย้งก็จะเกิด เมื่อเกิดความขัดแย้ง ความเห็นที่ไม่ลงรอยกันอะไรคือข้อยุติ กระบวนการหาข้อยุติแบบชุมชนเป็นแบบหนึ่ง กระบวนการหาข้อยุติแบบลงมติโหวตกันในสภาท้องถิ่นก็เป็นอีกแบบหนึ่ง เรากำลังพูดถึง แบบไหน ต้องเตรียมคิดเผื่อของพวกนี้ไว้ด้วยนะคะ ในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติอันที่เป็น ปัญหาใหญ่ที่อาจจะต้องคิดด้วยก็คือว่า มันมีทรัพยากรขนาดใหญ่ เช่น ลุ่มน้ำ ซึ่งก้าวพาด และข้ามชุมชนขนาดพื้นที่เล็ก ผลประโยชน์ของชุมชนที่หนึ่งอาจจะขัดกับผลประโยชน์ของ ชุมชนอีกที่หนึ่ง เช่น น้ำท่วมที่จังหวัดสุโขทัยกับการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น อย่างนี้เป็นต้น มันอยู่คนละที่และคนละปัญหา เพราะฉะนั้นกลไกที่จะหาข้อยุติกับการจัดการทรัพยากรสาธารณะขนาดใหญ่พวกนี้ เป็นสิ่งที่ควรจะต้องคำนึงถึงไว้ด้วยว่าเรากำลังพูดถึงขนาดของทรัพยากร การจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติที่มีขนาดไม่เท่ากันนะคะ มีทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก เพราะฉะนั้น กลไกที่พูดถึงให้ชุมชนเข้าไปจัดการนั้นก็ควรมีข้อพิจารณาที่เหมาะสมด้วย ขอบพระคุณค่ะ