ไพโรจน์ พรหมสาส์น แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลทุกคน และการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้ได้รับการยอมรับและความเท่าเทียมกันตามเพศสภาพ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ไพโรจน์ พรหมสาส์น ครับ ก่อนอื่นกระผมขอชื่นชมทางท่านประธานและคณะกรรมาธิการด้านสังคม ที่ได้พยายามที่จะกำหนดความเติมเต็มให้กับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ในเรื่อง ทางด้านสังคมซึ่งมีหลายเรื่องหลายประการด้วยกันนะครับ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีนะครับ แต่กระผมก็ยังไม่มั่นใจหรือยังกริ่งเกรงว่าในบางเรื่องบางอย่างนั้นในทางปฏิบัติเราจะมีปัญหา ในทางปฏิบัติหรือไม่ หรือสมควร หรือถึงเวลาที่ประเทศชาติเรา สังคมเรามีความพร้อม ที่จะมีการกำหนดกฎเกณฑ์กติกาอย่างกว้าง ๆ เช่นนั้นหรือไม่ อย่างไร กระผมมีข้อสังเกต ๒ ประการครับ
ประเด็นแรก ในเรื่องของประเด็นที่ ๑ ที่ทางคณะได้เสนอมาว่าในเรื่องขอบเขต และความคุ้มครองของรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้กำหนดไว้ในเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคล ย่อมได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ และพันธกรณีระหว่างประเทศนะครับ แล้วก็ในประเด็นหนึ่งก็บอกว่าประชาชนที่อาศัย ในประเทศไทย ไม่ว่ากำเนิด สีผิว เพศ เพศสภาพ ภาษา ชาติพันธุ์ สัญชาติหรือศาสนาใด ย่อมอยู่ในความคุ้มครองแห่งรัฐธรรมนูญเสมอกัน การคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญเสมอภาคกันนั้น กระผมเห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับ แต่ว่าการที่จะไปกำหนดว่าบุคคลผู้อาศัยอยู่ในประเทศไทย ซึ่งไม่ใช่เฉพาะสัญชาติไทยนะครับ ประเทศเพื่อนบ้านอพยพมาเท่าไร อย่างไร จะมาอยู่เท่าไร อย่างไร ก็ต้องมีสิทธิเสรีภาพเสมอภาคเหมือนเราทุกคนหมด ทั้ง ๆ ที่คนเหล่านั้นไม่มีโอกาส ที่จะเสียภาษี ทั้ง ๆ ที่คนเหล่านั้นก็ไม่มีที่ไปที่มานะครับ ก็เป็นปัญหาการอพยพหลบหนี เข้าเมืองโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายอะไรก็มีเยอะแยะมากมาย เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ มันก็จะแตกต่างจากคำว่า ประชาชนชาวไทยมีสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค เท่าเทียมกันนะครับ ไม่ใช่ประชาชนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ความข้อนี้ขอฝาก ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญรับไปพิจารณาว่าเราจะเขียนในประเด็นนี้ ให้มีความชัดเจนแค่ไหน เพียงใด ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก รวมทั้งเรื่องเพศสภาพ ซึ่งผมก็จะได้กล่าวต่อไป
ประเด็นที่ ๒ ในเรื่องเพศสภาพนะครับ อันนี้ก็เช่นเดียวกันรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ไม่ได้กำหนดเอาไว้ ผมจำได้ว่ากระผมเองเป็นกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เราได้ถกเถียงกันในเรื่องนี้เป็นเวลาหลายวันนะครับ เรื่องเพศสภาพ เรื่องของรักทางเพศอะไรต่าง ๆ นี่ครับ ประเด็นก็คงจะย้อนกลับมาถามว่า สังคมไทย คนไทย ประเทศไทย พ่อแม่ผู้ปกครองเราพร้อมที่ยอมรับกันหรือยังว่าเราจะให้มี เพศที่ ๓ ในรัฐธรรมนูญ และจำเป็นจะต้องไปแก้ไขกฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยวข้องอีกหลายเรื่องหลายอย่าง ไม่ว่าจะ กฎหมายทะเบียนราษฎร ในเรื่องคำนำหน้าชื่อ กฎหมายเกี่ยวกับครอบครัว ชายกับชาย อาจสมรสกันได้ หญิงกับหญิงอาจสมรสกันได้ หรืออะไรอย่างอื่นอีกเยอะแยะ แม้กระทั่ง กฎหมายเกณฑ์ทหารซึ่งกำหนดว่าชายไทยทุกคนต้องเป็นทหาร ก็ต้องไปกำหนดใหม่ว่า เขาไม่ใช่ชายนะ เขาไม่ใช่หญิงนะ เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นทหาร อะไรทำนองนั้นนะครับ ซึ่งมีอีกหลายเรื่อง หลายอย่าง เพราะฉะนั้นอันนี้ด้วยความรอบคอบก็ขอฝากท่านกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญหรือที่ประชุมได้พิจารณาด้วยความละเอียดรอบคอบเช่นเดียวกันครับ แม้กระทั่งในองค์การอนามัยโลกจะไปกำหนดในเรื่องของความแตกต่างระหว่าง คำว่า เพศสภาพกับเพศ ให้แตกต่างกันไป แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะต้อง เหมือนกัน เสมอภาคกัน เหมือนกันทุกสิ่งทุกประการนะครับ ในปฏิญญาว่าด้วย สิทธิมนุษยชน อันนี้เป็นสากลทุกประเทศในโลกนี้เหมือนกันหมดเลยนะครับ ก็เพียงแต่ กำหนดว่า ประทานโทษนะครับ ผมขอดูนิดหนึ่ง ในข้อ ๒.๒ ในหน้า ๒๓๐ สิทธิได้รับ ความรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมายไว้ด้วย เป็นไปตามปฏิญญาสิทธิมนุษยชน
ข้อ ๒ บัญญัติว่า บุคคลชอบที่จะมีสิทธิและเสรีภาพประดาที่ระบุไว้ใน ปฏิญญานี้ ทั้งนี้ โดยไม่มีการจำแนกความแตกต่างในเรื่องใด ๆ เช่น เชื้อชาติ สีผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความเห็นทางการเมือง หรือทางอื่นใด ชาติ หรือสังคม อันเป็นที่มาเดิม ทรัพย์สิน กำเนิด หรือสถานะอื่นใด ไม่มีคำว่า เพศสภาพ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าก็คงจะมีเพียง บางประเทศ หรือในสหรัฐอเมริกาก็มีเพียงบางมลรัฐเท่านั้นที่ให้สิทธิในเรื่องทางเพศสภาพ อะไรต่าง ๆ ที่แตกต่างกัน ที่ให้เหมือนกันหรือใกล้เคียงกันนะครับ เพราะฉะนั้น ทั้ง ๒ ประเด็นผมคิดว่ามีความสำคัญไม่น้อยที่เราจะต้องมีความละเอียดรอบคอบในการที่จะ กำหนดในรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ เมื่อกำหนด ในรัฐธรรมนูญอย่างไรแล้วแน่นอนครับ กฎหมายลูก บทบัญญัติใดที่จะตามมา ก็ต้องสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญนะครับ กระผมขอฝากเป็นข้อสังเกตครับ ขอบพระคุณครับ