กษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด หารือเรื่องสิทธิชุมชน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างความสมดุลในสังคม โดยให้ภาคประชาชน มีส่วนร่วมและมีพื้นที่ทางการเมือง และขอเสนอสิทธิชุมชน 3 เรื่อง 3 ประการ โดยเน้นการใช้พื้นที่และความเป็นอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่เป็นตัวตั้งในการจัดการและกำหนดอนาคตของตนเอง และย้ำถึงความสำคัญของการมีพื้นที่กลางหรือเวทีกลางที่ชุมชนสามารถมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของตนเองได้
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติครับ ผม กษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติครับ สาระสำคัญที่ผมจะได้ให้ข้อคิดเห็นในช่วงนี้ ต่อกรรมาธิการด้านสังคมนะครับ ประเด็นที่ ๔ ว่าด้วยเรื่องสิทธิชุมชน
ประการแรก สิ่งที่ผมอยากจะให้ข้อคิดเห็นก็คือว่า สาระสำคัญที่ทาง ท่านประธาน ท่านคุณหมออำพล ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ที่พูดถึงเรื่องของการลดอำนาจรัฐ ส่วนบน ขยายอำนาจฐานล่างนี่เป็นสาระสำคัญที่น่าจะเป็นทิศทางสำคัญในการปฏิรูป ครั้งนี้นะครับ ซึ่งมองมิติที่พูดถึงเรื่องของชุมชน ราชการ การเมือง และผมขออนุญาตเติม คำว่า ภาคเอกชน เข้าไปอีกส่วนหนึ่งนะครับ ซึ่งในเรื่องนี้ก็คือจะบอกถึงเรื่องของทั้งชุมชน ส่วนราชการ การเมือง แล้วก็ภาคเอกชนนะครับ ซึ่งในเรื่องราวเหล่านี้ถ้าทั้ง ๔ ภาคส่วน ได้มีเวทีกลางให้เกิดความสมดุลซึ่งกันและกัน สังคมมันก็สามารถที่จะขยับขับเคลื่อนไปได้ เหตุที่ผมพูดประเด็นตรงนี้ขึ้นมาก็คือว่า ที่ผ่านมาในระยะเวลาที่ผ่านมาอาจจะประมาณ สัก ๑๐ ปี โดยส่วนของภาคชุมชนเองจะมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถที่จะไปร่วมเวทีที่มันเป็น เวทีกลางตรงนี้ได้ แต่ผมมีความเชื่อว่า ๑๐ ปีที่ผ่านมาย้อนหลัง หลังจากเปิดพื้นที่ให้ ภาคประชาชนได้มีการรวมกลุ่มผนึกกำลังเป็นเครือข่าย เป็นองค์กร แล้วก็ที่สำคัญที่สุด ก็คือว่า ได้มีการขยับขับเคลื่อนร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง มีโครงสร้างทั้งระดับพื้นที่ตำบล พื้นที่ จังหวัด แล้วก็พื้นที่ระดับชาติ การผนึกพลังครั้งนี้ของประชาชน ผมว่าสถานะมีเพียงพอที่จะ สามารถสร้างความสมดุลในสังคมได้ ซึ่งจะประกอบเป็นส่วนสำคัญกับภาคราชการ ภาคการเมือง แล้วก็ภาคเอกชนนะครับ ในขณะเดียวกันวันนี้เองต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่า มันมีเครื่องไม้เครื่องมือสำคัญหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. สภาองค์กรเอกชน พ.ร.บ. สภาพัฒนาการเมือง หรือ พ.ร.บ. อื่น ๆ ที่เปิดพื้นที่ให้กับภาคประชาชนในการได้มีโอกาส ได้มีส่วนร่วม มีพื้นที่ทางการเมือง พื้นที่การมีส่วนร่วมในครั้งนี้ สาระสำคัญเหล่านี้เอง ในสถานการณ์ปัจจุบัน สถานการณ์บ้านเมืองปัจจุบันที่เป็นแบบนี้ผมเข้าใจว่ามันสามารถ ที่จะไปสู่สังคมสิทธิชุมชนและสังคมอันดีงามได้ ในเชิงการปฏิบัติเอง ผมใคร่ขอเสนอเพิ่มเติม ในส่วนของสิทธิชุมชน ๓ เรื่อง ๓ ประการ
อันที่ ๑ ก็คือว่า ถ้ากระบวนการการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ในเรื่องของ สิทธิชุมชน ถ้าเน้นน้ำหนักไปในเรื่อง ๒ คำ ก็คือว่า การใช้บริบทของพื้นที่เป็นตัวตั้ง แล้วก็ใช้ ความเป็นอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ที่มันให้เปิดพื้นที่ตรงนี้ได้มีอิสระในการที่จะออกแบบ คิดค้น ในการจัดการของตัวเองได้ โดยใช้ระบบนิเวศวัฒนธรรมมาเป็นตัวจับ ก็น่าจะเป็น สาระสำคัญในการที่จะให้พื้นที่ของภาคประชาชนแต่ละส่วนได้มีโอกาสได้แสดงความคิดเห็น อย่างเต็มที่ อันนี้คือประการที่ ๑ นะครับ
อันที่ ๒ คำว่า การกระจายอำนาจรัฐสู่ชุมชน ในความหมายตรงนี้ก็คือว่า ถ้าเราใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง ใช้ความเป็นนิเวศวัฒนธรรม ใช้ความอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นถิ่น ให้เขากำหนดอนาคตของตนเอง การกำหนดอนาคตของตนเอง รูปธรรมของคำว่า กระจายอำนาจสู่ชุมชนที่ชัดเจน จะมีรูปธรรมที่ชัดเจนมากขึ้น แต่ว่าถ้าเป็นเรื่องของ การกระจายอำนาจแล้วก็ใช้ระบบมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศคงเป็นไปไม่ได้ แต่ว่าถ้าใช้ คำว่า นิเวศวัฒนธรรม ให้คนในชุมชนตรงนั้น ในพื้นที่ตรงนั้นใช้พื้นที่เป็นตัวตั้งแล้วพลังชุมชน ที่นั่นเป็นตัวกำหนด การจัดการตนเอง การกำหนดอนาคตของตนเองในระยะยาวมันจะเกิด เป็นรูปธรรมมากขึ้นนะครับ
ประการที่ ๓ ผมใคร่ขอเสนอเชิงเป็นรูปธรรม ก็คือว่าถ้าสร้างให้เกิด ความสมดุลกันก็คือว่ามันมีพื้นที่กลางหรือเวทีกลางที่ให้คนในพื้นที่ตรงนั้น ในนิเวศตรงนั้น ในบริบทตรงนั้นให้ได้มีโอกาสสร้างพื้นที่ร่วมกันในการกำหนดอนาคตของตัวเอง กำหนดนโยบายของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทางด้านเศรษฐกิจ สังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การศึกษา ถ้าได้พื้นที่กลางตรงนั้นอาจจะเป็นรูปของสภาพลเมืองก็ได้ หรือจะเป็นสภาอะไรก็ได้ แต่ว่าพื้นที่ของชุมชนที่มีสถานะที่เท่าเทียมต่อระบบของราชการ ระบบของการเมือง ระบบของเอกชน คุณภาพของการกำหนดอนาคตมันจะเป็นจริงมากขึ้น กับอันที่ ๒ ผมมีความเชื่อว่าจากพลังของชุมชนที่ได้มีการยึดโยงเป็นเครือข่าย ได้มีการทำงานร่วมกันมา อย่างต่อเนื่อง แล้วก็มีความเชี่ยวชาญ ผมมีความเชื่อว่าประชาชนมีศักยภาพพอในการที่จะ กำหนดอนาคต ในการกำหนดในการจัดการทรัพยากรสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ทั้งนั้นก็คือว่า จะทำอย่างไรให้พื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ของประชาชนได้เข้าถึงได้มากที่สุด มีส่วนร่วม ในการกำหนด มีส่วนร่วมในการออกแบบ และสาระสำคัญก็คือว่าภูมิปัญญา อัตลักษณ์ที่มีอยู่ จะถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นอาชีพที่เรียกว่าสัมมาชีพได้อย่างไร ระบบกองทุนตรงนี้มันเกิดจาก ความสวยงามของอัตลักษณ์ที่มีอยู่ในพื้นถิ่น เป็นสาระสำคัญที่มันน่าจะเกิดการมีส่วนร่วม มีสิทธิชุมชนมากขึ้น
สุดท้ายผมอยากย้ำก็คือว่าวันนี้ภาคประชาชนมีความพร้อม วันนี้ภาคประชาชน มีความเป็นองค์กร วันนี้ภาคประชาชนเท่าทันกับสถานการณ์ในการกำหนดอนาคตของ ตนเองที่เรียกว่าชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง ขอบคุณครับ