อำพล จินดาวัฒนะ เสนอการแก้ไขปัญหาสังคมไทย โดยเน้นการรวมตัวของผู้คนร่วมคิดร่วมทำ ในทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวหน้า และเสนอแนวคิดในการจัดระบบและกลไกที่จะทำให้เกิดสังคมคุณธรรม การปฏิรูปด้านสังคมเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุในประเทศไทย และการนำทุนทางปัญญาของผู้สูงอายุมาใช้ในการพัฒนาประเทศ โดยมีเป้าหมายสูงสุดในการสร้างสังคมที่มีความเป็นธรรมสูง ลดความเหลื่อมล้ำ และมีสังคมไทยที่มีพลเมืองมีคุณภาพ เป็นสังคมพหุวัฒนธรรม สังคมแห่งพลังปัญญา ชุมชนเข้มแข็ง
กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพครับ ผม นายแพทย์อำพล จินดาวัฒนะ ประธานกรรมาธิการ ปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาสครับ ต้องขอบพระคุณครับ เข้าสู่เวลาบ่ายสองพอดีครับ ช่อง ๑๑ ถ่ายทอดกีฬาพอดีครับ แต่อย่างไรก็ตามยังมีการถ่ายทอดทางวิทยุอยู่กระมังครับ อย่างไรก็ตามนั้นในนามของ คณะกรรมาธิการปฏิรูปด้านสังคมนะครับ ใช้ชื่อสั้น ๆ ขอกราบเรียนรายงานต่อที่ประชุม แทนกรรมาธิการทุกท่านนะครับ กระผมจะขออนุญาตท่านประธานให้เจ้าหน้าที่ได้แจก เอกสาร ๒ แผ่น เพื่อประกอบการนำเสนอนะครับ ทางเจ้าหน้าที่ได้กรุณาแจกนะครับ เป็นเอกสารแผ่นอย่างนี้นะครับ เอ (A) ๓ ๒ แผ่นครับ อยากเรียนท่านประธานแล้วก็ ท่านสมาชิกครับว่า คณะกรรมาธิการเราได้พิจารณาเห็นว่าในรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๔๐ และฉบับปี ๒๕๕๐ มีการเขียนเรื่องดี ๆ ไว้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของสังคม ชุมชน และกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ นั้นไว้เป็นจำนวนมาก มีการนำไปดำเนินการจนเกิดผลบางส่วน และยังไม่ได้ดำเนินการอีกจำนวนไม่น้อยนะครับ เราเชื่อว่าคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญท่านคงจะได้ดูทั้งหมดอยู่แล้ว และคงจะได้นำเรื่องดี ๆ ที่มีอยู่แล้ว ในรัฐธรรมนูญ ๒ ฉบับนั้นให้เขียนอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ได้ตกหล่นหายไปไหนนะครับ ในขณะเดียวกันนั้นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับด้านสังคม ชุมชน และกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ นั้น เป็นข้อเสนอที่กว้างมากนะครับ อยู่ในข้อเสนอของคณะกรรมาธิการหลายชุดด้วยกัน ซึ่งผมเชื่อว่าในที่สุดแล้วคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญท่านก็จะได้ดูในภาพรวมทั้งหมด ในส่วนของกรรมาธิการปฏิรูปด้านสังคม เราได้เสนอขอย้ำเป็นประเด็นสำคัญเพียง ๘ ประเด็น แล้วก็หวังว่าใน ๘ ประเด็นนี้หลายเรื่องจะได้นำไปบรรจุในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อวางกรอบของสังคมไทยเราให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นกว่าเดิมครับ เพื่อจะนำไปสู่การสร้างสังคม สุขภาวะที่ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มความเป็นธรรม ปรับจากสังคมที่เป็นแนวดิ่งไปสู่สังคม ที่เป็นแนวราบ ให้ความสำคัญกับฐานรากของสังคมอย่างชัดเจนนะครับ ไม่ว่าจะเป็น ประเด็นเรื่องใด เน้นให้มีการรวมตัวของผู้คนร่วมคิดร่วมทำ ในทุกภาคส่วนเสมอกัน เพื่อจะขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวหน้าไปพร้อม ๆ กันครับ คณะกรรมาธิการเราขอเสนอ ๒ แผ่น อินโฟกราฟฟิก (Infographic) ที่ได้มอบให้กับท่านแล้วนะครับ และถ้าเป็นไปได้ กรุณาขึ้นจอด้วยก็จะเป็นประโยชน์ครับ แต่อาจจะไม่ต้องทุกจอ สุดแล้วแต่ครับ และเราเสนอ ๘ ประเด็นสำคัญ ซึ่งมีรายละเอียดต่าง ๆ อยู่ในเอกสารที่ท่านได้รับแล้วนะครับ กระผมจะขออนุญาตไปทีละประเด็นนะครับ ซึ่งคงใช้เวลาไม่มากนัก
ประเด็นที่ ๑ เราได้เสนอเพื่อจะพิจารณาไว้อยู่ในหมวดภาคทั่วไป เป็นเรื่องของ ประเด็นความคุ้มครองของรัฐธรรมนูญนะครับ เราเสนอว่าควรจะระบุในรัฐธรรมนูญที่ เกี่ยวกับขอบเขตความคุ้มครองของรัฐธรรมนูญ ๔ ประเด็นด้วยกัน ซึ่งเมื่อเช้านี้ ท่านประธานกรรมาธิการติดตามและให้ข้อเสนอแนะท่านได้กล่าวถึงแล้วเล็กน้อย
เรื่องที่ ๑ ครับ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค ของบุคคล ย่อมได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ และพันธกรณีระหว่างประเทศ บุคคลมีสิทธิได้รับการยอมรับนับถือว่าเป็นบุคคลตามกฎหมาย ประชาชนที่อาศัยอยู่ใน ประเทศไทย ไม่ว่าเหล่ากำเนิด สีผิว เพศสภาพ ภาษา ชาติพันธุ์ สัญชาติ หรือศาสนาใด ย่อมอยู่ในความคุ้มครองแห่งรัฐธรรมนูญเสมอกัน และคนสัญชาติไทยย่อมได้รับ ความคุ้มครอง ไม่ว่าจะอาศัยอยู่ในหรือนอกประเทศนะครับ เหตุผลนั้นก็มีชัดเจนนะครับว่า เป็นการขยายความคุ้มครองมากกว่ารัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๕๐ เป็นการคุ้มครองให้เป็นไปตาม สิทธิมนุษยชนและตราสารระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนนะครับ ในขณะเดียวกันนั้น เป็นการขยายเรื่องสิทธิที่จะเป็นสิทธิที่จะมีคุณภาพชีวิต สิทธิที่จะมีส่วนร่วม สิทธิในการได้รับ ความยุติธรรมอย่างสมบูรณ์ สิทธิเหล่านี้รวมถึงสิทธิที่ได้รับการจดทะเบียนการเกิด อย่างครบขั้นตอน และมีสิทธิที่จะมีชื่อสกุลนับแต่เกิดครับ ในขณะเดียวกันนั้นในรัฐธรรมนูญ ฉบับก่อนนั้นจะไม่ได้บัญญัติไว้ในเรื่องบางเรื่อง ซึ่งเราได้เสนอเพิ่มเติมไป ๔ ประเด็น เมื่อกี้นี้นะครับ เพื่อคุ้มครองบุคคลที่ได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน ในสิทธิเรื่อง การพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติ ให้เป็นไปตามปฏิญญาว่าด้วย สิทธิมนุษยชน และอีกเรื่องสุดท้ายที่ใน ๔ ประเด็นนั้น ก็คือเรื่องการคุ้มครองคนสัญชาติไทย ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศไทยหรือนอกประเทศ ในกรณีที่เกิดภัยพิบัติหรือวิกฤติต่าง ๆ ไม่ว่าจะอยู่ในต่างประเทศ ทั้งคนสัญชาติไทยซึ่งครอบคลุมไปถึงคนที่มีสิทธิในสัญชาติไทย แต่ยังไม่ได้มีชื่อในทะเบียนราษฎรของรัฐไทย หรือตามข้อเท็จจริงที่ถูกบันทึกใน ทะเบียนราษฎรไทยในลักษณะของคนต่างด้าวนะครับ อันนี้ก็จะเป็นประเด็นสำคัญ ประเด็นที่ ๑ ที่ทางคณะกรรมาธิการได้เสนอไว้นะครับ
ประเด็นที่ ๒ เรื่องของสิทธิที่ควรได้รับการคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญ ได้เสนอ ขยายการคุ้มครองครอบคลุมไปถึงสิทธิการเข้าถึงและการใช้ประโยชน์ และสิทธิการได้รับรอง สถานะบุคคลตามกฎหมาย เป็นการขยายจากมาตรา ๔ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่เขียนไว้ว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคของบุคคล ย่อมได้รับ การคุ้มครอง นี่ก็ขยายขึ้นนะครับ เพื่อให้ครอบคลุมไปถึงสิทธิการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ของ สิทธิต่าง ๆ เหล่านั้น สิทธิในการเข้าถึงประโยชน์ที่ควรบัญญัติในรัฐธรรมนูญ คือสิทธิการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากสวัสดิการ สภาพแวดล้อมอันเป็นสาธารณะ โดยเฉพาะสภาพแวดล้อมทางด้านกายภาพ การขนส่ง ข้อมูลข่าวสาร เทคโนโลยี สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ตลอดจนบริการอื่น ๆ รวมทั้งการช่วยเหลืออย่างสมเหตุสมผล อย่างเท่าเทียมทั่วถึงปราศจากการเลือกปฏิบัติ โดยไม่เป็นธรรม และสิทธิการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร คือข้อมูลข่าวสารสาธารณะในครอบครอง ของรัฐ โดยต้องอยู่ในรูปแบบช่องทางและวิธีการที่ทุกคน รวมถึงผู้พิการ ผู้สูงอายุสามารถ เข้าใช้ประโยชน์ได้ตามมาตรฐานสากล สำหรับข้อมูลประกอบเหตุผลนั้นก็อยู่ในเอกสารนะครับ
ประเด็นที่ ๓ ก็คือเรื่องของความเสมอภาค ความเท่าเทียมและไม่เลือกปฏิบัติ เสนอให้เขียนว่า เขียนในภาคที่ ๑ หมวดที่ ๒ ส่วนที่ ๒ เรื่องสิทธิเสรีภาพพลเมือง ในการจัดสรรบุคคลดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ในกลไกของรัฐทุกระดับต้องมีสัดส่วนเพศตรงข้าม ไม่น้อยกว่า ๔ ใน ๑๐ เพื่อให้เกิดความเสมอภาค เท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ ในประเทศของเรา ขณะนี้ในเรื่องของการเลือกปฏิบัติในทางเพศก็ดีขึ้นตามลำดับ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถึงมีการเสนอว่าควรจะให้มีความก้าวหน้าที่จะมากกว่าเดิม คือการกำหนดสัดส่วนให้มี เพศตรงข้ามไม่น้อยกว่า ๔ ใน ๑๐ ครับ เสนอให้ขยายขอบเขตการไม่เลือกปฏิบัติให้ กว้างขวางขึ้น โดยขยายการไม่เลือกปฏิบัติรวมไปถึงเหตุที่มาจากความแตกต่างทาง เพศสภาพ ชาติพันธุ์ สัญชาติ สีผิว พื้นเพทางชาติและสังคม ทรัพย์สินและการเกิด เป็นการเพิ่มเติมจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ในเรื่องเพศสภาพ องค์การอนามัยโลกได้ให้ ความหมายไว้ถึงคุณลักษณะของผู้หญิงและผู้ชายในบทบาทประกอบการทางสังคม พฤติกรรม กิจกรรม และคุณลักษณะที่ให้สังคมพิจารณาว่าเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง มีลักษณะ เพศสภาพหรือเพศสภาวะนี้ไม่ใช่เพียงการแบ่งเพศชาย เพศหญิง ทางกายวิภาคและ สรีระวิทยาเท่านั้น แต่รวมหมายถึงการถูกกำหนดโดยสังคม วัฒนธรรมที่กำหนดความเป็น หญิงชาย ความสัมพันธ์ระหว่างบทบาทหญิงชาย อันนี้ก็เป็นเหตุผลว่าควรจะมีการเพิ่มเติม ให้มีความครอบคลุม
ประเด็นที่ ๔ ท่านประธานครับ เรื่องสิทธิชุมชน ตรงนี้อาจจะถือว่าเป็นหัวใจ อย่างหนึ่งที่คิดว่าควรจะต้องมีการเขียนให้ชัดเจน เสนอให้เขียนเรื่องสิทธิชุมชนให้ชัดเจน ในการกำหนดอนาคตกันเอง จัดการกันเอง ชุมชนสามารถเป็นนิติบุคคลเพื่อจัดการ กิจการสาธารณะ ดูแลทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ศิลปะ วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และอัตลักษณ์กันเองได้ มีการสนับสนุนสัมมาชีพชุมชนที่เป็นจริงให้สอดคล้องกับแนวคิด ทุนสัมมา ตรงนี้คือหัวใจก็ว่าได้ เพราะว่าสังคมของเรานั้นให้ความสำคัญกับข้างบนที่ยอดมาก ทั้งอำนาจและทรัพยากรอยู่ข้างบน ถึงเวลาที่เราจะต้องเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อจะกำหนด กรอบเกณฑ์กติกาของสังคมที่จะต้องคืนอำนาจกลับไปให้ชุมชนท้องถิ่นอย่างชัดเจน เพื่อให้ชุมชนท้องถิ่นข้างบนนี้ดำเนินการไปได้อย่างที่กราบเรียนแล้ว เสนอให้เขียนว่า การกระจายอำนาจรัฐไปสู่ชุมชนให้อำนาจจัดการกันเองโดยภาครัฐทำหน้าที่หนุนเสริม การพัฒนากลไก สนับสนุนการสร้างความเข้มแข็งและสามารถกำหนดเขตคุ้มครองวัฒนธรรม และอัตลักษณ์เฉพาะชุมชนได้ รวมทั้งให้มีการประเมินผลกระทบด้านต่าง ๆ อย่างรอบด้าน จากนโยบายสาธารณะที่จะไปกระทบต่อชุมชนท้องถิ่น โครงการกิจกรรมต่าง ๆ ที่ดำเนินการ ที่จะกระทบต่อชุมชนท้องถิ่น ให้เน้นให้มีการประเมินผลกระทบรอบด้านและเน้น การมีส่วนร่วม อาจจะเรียกได้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องหัวใจก็ว่าได้นะครับ เรื่องชุมชน ในความหมายนี้ หมายถึงชุมชนที่อาจจะเป็นชุมชนในลักษณะพื้นที่ การรวมตัวกัน ทางกายภาพหรือชุมชนที่รวมตัวกันเชิงประเด็นด้วยครับ
สำหรับประเด็นที่ ๕ ท่านประธานครับ เรื่องหน้าที่พลเมือง ทุกคนควรจะมี หน้าที่ในการร่วมพัฒนา ร่วมรับผิดชอบชุมชนและประเทศชาติ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่นอันดีงามของชุมชนและชาติ มีหน้าที่เข้าไปมีส่วนร่วมในกิจการสาธารณะของรัฐ และเสียภาษีตามความสามารถ อย่างเป็นธรรมและทั่วถึง รัฐก็มีหน้าที่ในการพัฒนาศักยภาพ ไม่ใช่เรียกร้องให้มี หน้าที่พลเมืองอย่างเดียว พัฒนาศักยภาพการทำหน้าที่พลเมือง ตระหนักถึงคุณค่า หรือค่านิยมในการทำงาน เพื่อประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน มีความภูมิใจในความเป็นชาติไทย รักชาติ เสียสละ มีความเกื้อกูลแบ่งปันกัน เป็นสังคมแห่งพลังปัญญา สามารถอยู่ร่วมกันได้ ในสังคมพหุวัฒนธรรม และสามารถรวมตัวกันเป็นองค์กรภาคประชาสังคม ภาคประชาชน หรือเครือข่ายพลังพลเมืองที่หลากหลาย โดยมีการสนับสนุนทางการเงินเพื่อให้เกิด ความเข้มแข็งของชุมชนที่พึ่งพาตนเองและทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะครับ
สำหรับประเด็นที่ ๖ เรื่องครอบครัวครับ การสร้างความเข้มแข็งของ ครอบครัวให้ร่มเย็นเป็นสุข สถาบันครอบครัวมีหน้าที่พัฒนาสมาชิกให้เป็นพลเมืองที่ดี สร้างครอบครัวที่อบอุ่น พ่อและแม่มีสิทธิลาในการดูแลบุตรในระยะเวลาที่เพียงพอครับ สร้างระบบและกลไกหนุนเสริมให้ครอบครัวมีบุตรที่มีคุณภาพ ครอบครัวนั้นเป็นหน่วย ที่เล็กที่สุดของการอยู่ร่วมกันของผู้คนนะครับ รัฐธรรมนูญที่ผ่านมาไม่ได้เคยมีการบัญญัติ ให้ความสำคัญกับการสร้างกลไกสนับสนุนการสร้างครอบครัวที่จะเข้มแข็งและร่มเย็นเป็นสุข รัฐจึงควรส่งเสริมครอบครัวที่เข้มแข็ง ร่มเย็นเป็นสุข ให้สมาชิกอยู่ร่วมกัน มีระบบหนุนเสริม ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว เด็กที่ถูกทอดทิ้งได้รับการส่งเสริมให้มีครอบครัวอุปถัมภ์และ ครอบครัวบุญธรรม มีการป้องกันความรุนแรงในครอบครัว การปฏิบัติอันไม่เป็นธรรม รวมทั้งมีสิทธิในการได้รับการบำบัด ฟื้นฟู เยียวยาในกรณีที่เกิดเหตุครับ
ในประเด็นที่ ๗ นั้นพ้องกันและสอดคล้องกันกับของกรรมาธิการชุดที่ได้ นำเสนอไปเมื่อสักครู่นี้นะครับ คือเรื่องของสังคมคุณธรรม เสนอให้เขียนให้ชัดเจนครับว่า การจัดระบบและกลไกที่จะทำให้เกิดสังคมคุณธรรม มีความเกื้อกูลแบ่งปัน เคารพในศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น มีมาตรการและกลไกป้องกันและควบคุม การทุจริตประพฤติมิชอบในทุกวงการอย่างจริงจัง อันนี้ก็สอดคล้องกันนะครับ
และประเด็นที่ ๘ ครับ ประเด็นเรื่องการปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมในระยะยาว ท่านทั้งหลายก็ทราบดีเหมือนกันแล้วว่าสภาปฏิรูปแห่งชาตินั้น มีหน้าที่ทำงานเพียงประมาณ ๑ ปี ภายในปีหน้าเราก็จะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่การปฏิรูปคงไม่ได้สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ อาจจะเรียกว่าเป็นการตั้งต้นในการปฏิรูป อย่างเป็นระบบนะครับ คณะกรรมาธิการได้เสนอประเด็นย่อย ๆ เพื่อเป็นกรณีตัวอย่างว่า ควรจะมีการปฏิรูปด้านสังคมเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุในประเทศไทย ซึ่งเราเข้าสู่สังคม ผู้สูงอายุแล้ว และจะมีประเด็นเกี่ยวกับสังคมผู้สูงอายุมากมายในอนาคต ควรจะมีการพูดถึง ระบบการออมเพื่อการดำรงชีพในยามชรา เตรียมพร้อมเข้าสู่วัยผู้สูงอายุอย่างเหมาะสม ของประชาชน ปรับปรุงระบบการเกษียณอายุที่เหมาะสม และที่สำคัญคือมีการนำทุน ทางปัญญาของผู้สูงอายุมาใช้ในการพัฒนาประเทศ รวมทั้งมีระบบกลไกให้เกิดการรวมตัวกัน เป็นเครือข่ายชมรมที่เข้มแข็งของผู้สูงอายุ ในข้อนี้จริง ๆ แล้วในสภาปฏิรูปแห่งชาติก็มีการใช้ ทุนทางผู้สูงอายุเยอะมากแล้วนะครับ แต่ก็จะต้องใช้มากกว่านี้ต่อไปและต้องเป็นระบบครับ
ควรมีการปฏิรูประบบสวัสดิการที่นำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีและพึ่งตนเองได้ ครอบคลุมการบริการทางสังคม ประกันสังคม การช่วยเหลือทางสังคม และการสนับสนุน การเป็นหุ้นส่วนทางสังคม และควรเปิดช่องทางให้แรงงานได้เข้าไปเป็นหุ้นส่วนในกิจการที่ ตนเองทำงานอยู่ด้วย
และข้อสำคัญอีกข้อหนึ่งสุดท้ายครับ ได้เสนอไว้ว่าควรจะมีการกำหนด เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญเลยครับ กำหนดให้มีกลไกทำหน้าที่พัฒนาข้อเสนอเพื่อการปฏิรูป ประเทศไทย และมีสิทธิในการเสนอกฎหมายต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อให้เกิดสุขภาวะ ในทุกมิติ ให้เกิดสังคมที่มีความเป็นธรรมสูง ลดความเหลื่อมล้ำ โดยสามารถดำเนินการ ต่อเนื่องและเป็นอิสระอย่างมีความคล่องตัวต่อไปอย่างน้อยสัก ๑๐ ปี
ตรงนี้เป็นการเสนอเชิงกลไกนะครับ เพื่อจะได้มีการทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งทั้ง ๘ ประเด็นนั้นที่กระผมกราบเรียนแล้ว ที่อยู่ในเอกสารที่มอบให้ท่านนะครับ ทั้งหมดก็จะนำมาสู่ภาพฝัน ซึ่งเป็นเอกสารอีกชิ้นหนึ่งที่มอบให้กับท่าน คือภาพฝันว่า สังคมไทยจะมีพลเมืองที่มีคุณภาพ เป็นสังคมพหุวัฒนธรรม สังคมแห่งพลังปัญญา ชุมชนเข้มแข็ง ซึ่งจำแนกออกเป็นความเสมอภาค ความเท่าเทียม การเข้าถึงกัน และการใช้ ประโยชน์ พลเมืองบนแผ่นดินไทยได้รับการคุ้มครองสถานะ ประชากรมีคุณภาพ มีความเกื้อกูลแบ่งปัน ภาคภูมิใจในความเป็นไทย ตระหนักในหน้าที่พลเมือง มีสุขภาพเหมาะสมตามกลุ่มวัย สวัสดิการสังคมที่ดีและครอบคลุม สิทธิเสรีภาพ ได้รับการคุ้มครอง ไม่เลือกปฏิบัติ เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เป็นสังคม คุณธรรม ชุมชนมีความเข้มแข็ง มีอำนาจ กำหนดอนาคตตนเอง ครอบครัวเข้มแข็ง ร่มเย็นเป็นสุข และประชากรกลุ่มต่าง ๆ ไม่ถูกเลือกปฏิบัติ ได้รับการดูแลจากรัฐเสมอกัน และสนับสนุนให้เกิดศักยภาพในการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ทั้งหมดนี้ก็เป็นงานที่ทาง คณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคมใคร่ขอเสนอต่อท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ผ่านทางสภาเพื่อท่านจะได้พิจารณาประกอบในการทำหน้าที่ต่อไปครับ ขอขอบพระคุณครับ