พลเดช ปิ่นประทีป เสนอข้อเสนอเพิ่มเติมเกี่ยวกับการต่อต้านทุจริต โดยเน้นย้ำถึงพลังทางสังคมในการต่อต้านทุจริต และเรียกร้องให้ภาครัฐสนับสนุนงบประมาณในการรณรงค์ป้องกัน และปฏิรูประบบงานของ ป.ป.ช. เพื่อแก้ไขปัญหาคดีพอกหางหมู และบูรณาการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพครับ ผม พลเดช ปิ่นประทีป สปช. หมายเลข ๑๕๒ เพื่อให้เป็นประโยชน์ ต่อการทำงานของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนะครับ ผมขอเพิ่มเติมในประเด็นที่เป็น ข้อเสนอของท่านประธานกรรมาธิการปฏิรูปแก้ทุจริตนะครับ ผมจะขอเพิ่มเติมเพียง ๒ ประเด็นที่สำคัญ ผมคิดว่าสิ่งที่ท่านได้กล่าวนั้นก็ครอบคลุมเป็นที่เพียงพอแล้วนะครับ แต่ผมอยากจะเน้นย้ำใน ๒ ประเด็นสำคัญต่อไปนี้นะครับ
เรื่องแรกนั้น ก็คือเรื่องของพลังทางสังคมครับ ผมคิดว่าตรงจุดนี้ ทางกรรมาธิการอาจจะพูดย้ำเรื่องนี้น้อยเกินไปนะครับ ผมจึงขออนุญาตเสริมนะครับ ท่านประธานครับ พลังทางสังคมในการต่อต้านทุจริต ผมเองมีประสบการณ์ในการทำงาน ตรงนี้ เปรียบเทียบวันนี้กับเมื่อ ๑๐ ปี ๑๕ ปีที่ผ่านมา ผมถือว่ามีการเติบโตขึ้นมากครับ แต่ว่ายังไม่เพียงพอต่อการที่จะเปลี่ยนประเทศในเรื่องนี้นะครับ ดังนั้นต้องการเครื่องมือช่วย เครื่องมือช่วยอันนี้ก็ต้องฝากกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญครับว่าอาจจะต้องไปพิจารณา ในประเด็นนี้เป็นเรื่องสำคัญนะครับ
เรื่องที่สำคัญในเรื่องของพลังทางสังคมนั้นคือว่า ปัจจุบันนี้เรายอมรับกันครับว่า ด่านอุปสรรคที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้สังคมลุกขึ้นมาช่วยกันแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันนั้น มันอยู่ในเนื้อตัวของเราครับ เป็นดีเอ็นเอในทางสังคมวัฒนธรรม คือว่าด้วยเรื่องของเจตคติ เจตคติของสังคมไทยขณะนี้โดยรวมโดยทั่วไปต้องถือว่ายังไม่เอื้อต่อการเอาชนะปัญหา ทุจริตคอร์รัปชันนะครับ ดังนั้น การรณรงค์ในเรื่องเจตคตินั้นสำหรับเด็กนักเรียน เยาวชนรุ่นใหม่นั้นต้องใช้การปลูกฝัง ใช้กระบวนการทางสังคม ซึ่งใช้เวลายาวนาน และต่อเนื่อง ต้องทำอย่างต่อเนื่องเป็น ๑๐ ปี ๒๐ ปี และหวังผลในรุ่นต่อไป แต่ขณะเดียวกันสำหรับผู้ใหญ่นั้นก็เป็นเรื่องที่จะต้องรณรงค์เพื่อป้องกันควบคุมปัญหาต่าง ๆ ทั้งหลายก็ต้องทำอย่างเข้มแข็งเช่นกัน ปัจจุบันที่เราทำงานกันอยู่นั้น รัฐบาลมีการสนับสนุน งบประมาณในเรื่องนี้จะน้อยมาก อาจจะไม่ได้เลยนะครับ เราต้องหางบประมาณ ในการทำงานกันเองนะครับ เอาง่าย ๆ ว่าทางสำนักงาน ป.ป.ช. เอง ทางภาครัฐ ได้งบประมาณในเรื่องนี้ในการรณรงค์ป้องกันโดยเฉลี่ยแล้วท่านทราบไหมครับปีหนึ่ง ประมาณ ๒๐-๓๐ ล้านบาทต่อปี คิดเป็นต่อหัวประชากรคือประชาชนไทยต่อหัวประมาณ ๕๐ สตางค์ต่อปีในการณรงค์ ในการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ในการปลูกฝังต่าง ๆ ทั้งหลายนะครับ ในขณะที่ฮ่องกงที่เราชื่นชมเขา เขาใช้งบประมาณในการรณรงค์ ป้องกันนี่นะครับ ประมาณ ๕๐๐ บาทต่อหัวประชากรของเขานะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ เป็นประเด็นใหญ่ที่อยากฝากกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญครับว่า เครื่องมืออะไรที่จะมาช่วย ตรงนี้นะครับ เครือข่ายภาคประชาชนนั้นมีข้อเสนอว่าควรจะต้องคิดถึงระบบกองทุนครับ กองทุนมาสนับสนุนการทำงานของภาคประชาชนให้พลังทางสังคมเข้ามาเป็น เครื่องมือสำคัญในการที่จะแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันนะครับ ตรงระบบกองทุนนั้นก็มองไป คล้าย ๆ กับกองทุน สสส. แต่มีทางออกครับ มีทางออก ๒ แบบ อันนี้ฝากกรรมาธิการนะครับ การสร้างเครื่องมือนี้แบบที่ ๑ ทางเลือกที่ ๑ อาจจะให้มีการตั้งกองทุนเฉพาะขึ้นมา คล้าย ๆ กับ สสส. นะครับ แต่ทางเลือกที่ ๒ นั้นอาจจะบูรณาการหรือต่อยอดขึ้นมาจาก กองทุนพัฒนาการเมือง ภาคพลเมือง อันนี้อยู่ภายใต้ พ.ร.บ. สภาพัฒนาการเมือง มันมีอยู่แล้วตรงนั้นนะครับ ต่อยอดขึ้นมาอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็อาจจะเป็นสิ่งที่อยากจะฝาก กรรมาธิการได้ไปช่วยพิจารณา
ประการที่ ๒ นั้น คือเรื่องการปฏิรูประบบงานของ ป.ป.ช. เองครับ ตรงนี้ไม่พูด ไม่ได้ครับ เรื่องของการปฏิรูประบบงานของ ป.ป.ช. นั้นมันมีทั้งการปฏิรูปในระบบส่วนหัว ส่วนหัวก็คือกรรมการ ป.ป.ช. นะครับ องค์ประกอบ ที่มา กระบวนการต่าง ๆ ทั้งหลาย กับในส่วนที่เป็นแขนขาคือสำนักงาน ป.ป.ช. ปฏิรูปเพื่ออะไรครับ เพื่อแก้ปัญหาเยียวยา อยู่ ๒-๓ เรื่องครับ
เรื่องที่ ๑ นั้น ปัญหาของประเทศเราในขณะนี้คือคดีพอกหางหมู คดีพอกหางหมูที่สะสมทุกปี ๆ จนปัจจุบันมีประมาณ ๑๐,๐๐๐ กว่าคดีนี่นะครับ ตรงนี้ยังมองไม่เห็นเลยว่าด้วยระบบวิธีการจัดการกับคดีอย่างปัจจุบันนี้จะไปเอาชนะได้ เมื่อไร เพราะมันสะสมมากขึ้นทุกปี ตรงนี้ต้องจัดการระบบใหม่นะครับ เป้าหมาย ต้องแก้ปัญหานี้ให้ได้ ทีนี้ก็ฝากกรรมาธิการว่าจะไปคิดอย่างไรนะครับ
ประการที่ ๒ คือการบูรณาการองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้าน คอร์รัปชันนะครับ ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. ป.ป.ท. และ ปปง. ตรงนี้ผมคิดว่าถึงเวลาที่ฝากให้ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญไปคิดถึงการบูรณาการ จะบูรณาการอย่างไรถึงจะทำให้กลไก ในการที่จะต่อต้านเอาชนะคอร์รัปชันนั้นมีประสิทธิภาพ มีความแข็งแรง มีพลัง และทำงาน ร่วมกับประชาชนนะครับ
เรื่องที่ ๓ นั้นคือการปฏิรูปตัวระบบงานของตัว ป.ป.ช. เอง ทั้งในส่วนตัวหัว ก็คือตัวกรรมการ แล้วก็ส่วนสำนักงานก็เป็นแขนขาในการทำงาน วันนี้การทำงานของ สำนักงาน ป.ป.ช. จะมีความเป็นราชการยิ่งกว่าราชการอื่น เพราะระวังตัวแจนะครับ ดังนั้น ตรงนี้มันก็ไปลดทอนประสิทธิภาพในการที่จะทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานร่วมกับ ประชาชนครับ ตรงนี้ก็อยากฝากกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญเช่นกันครับ ขอบคุณครับ