ทนงศักดิ์ ทวีทอง หารือเรื่องความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับการกำหนดคุณสมบัติและป้องกันปัญหาความขัดแย้งแห่งผลประโยชน์ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ กระผม นายทนงศักดิ์ ทวีทอง ขออภิปรายในเรื่องของประเด็นความคิดเห็น และข้อเสนอแนะในการยกร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ขออนุญาตกราบเรียนว่าเห็นด้วยกับในเรื่องที่ทาง คณะกรรมาธิการได้นำประเด็นเสนอมาทั้ง ๓๐ ประเด็น ซึ่งอาจจะมีข้อแตกต่างกันอยู่บ้าง แต่ในประเด็นที่อยากจะกราบเรียนมี ๒ ประเด็น คือประเด็นที่ ๖ ในเรื่องของให้มีมาตรการ กำหนดคุณสมบัติให้นักการเมือง ผู้นำทางการเมือง ผู้แทนของประชาชนหรือผู้เกี่ยวข้อง ในพรรคการเมืองมีคุณธรรม จริยธรรม ยึดมั่นในจรรยาบรรณวิชาชีพ และประเด็นที่สำคัญ ที่อยากจะกราบเรียนในเรื่องของการกำหนดมาตรการเพื่อป้องกันปัญหาความขัดแย้ง แห่งผลประโยชน์ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในฝ่ายบริหาร (นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และผู้ที่เกี่ยวข้องกับคณะรัฐมนตรี) ในหลักการก็คงเห็นด้วยมากในเรื่องนี้ เพราะว่าในเรื่องของคำอธิบายที่ได้ชี้แจงชัดเจนว่าผู้นำทางการเมือง (นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี) ต้องสามารถแสดงตนเองว่าปลอดจากการขัดแย้งแห่งผลประโยชน์ โดยการไม่เกี่ยวข้องหรือทำธุรกรรมที่จะนำไปสู่ประเด็นการขัดแย้งแห่งผลประโยชน์ ในขณะที่ดำรงตำแหน่ง ซึ่งเป็นหลักการและมาตรฐานที่ยอมรับและถือปฏิบัติในประเทศ ที่พัฒนาทั้งหลาย ในประเด็นนี้นั้นก็คงอาจจะสืบเนื่องมาจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่ได้มีการยกมาตราต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเรื่องนี้นั้นก็อยากจะกราบเรียนว่าในเรื่องของ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีนั้นก็เป็นผู้ซึ่งบริหารได้ดูแลในเรื่องราวต่าง ๆ ของทั้งประเทศ แต่ในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับผู้ซึ่งมีผลกระทบจากการที่มีรัฐธรรมนูญ ซึ่งขณะนี้นั้นส่วนใหญ่ ก็มีประเด็นที่ผู้เสนอแนะในเรื่องราวต่าง ๆ แต่ไม่ได้พูดถึงประเด็นที่มีปัญหากระทบ โดยเฉพาะในเรื่องของผู้บริหารท้องถิ่น รองผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่น ก็ขออนุญาตกราบเรียนในเรื่องของประเด็นที่อาจจะเกิดขึ้นและเรียนเพื่อ กรรมาธิการยกร่างทราบว่า ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ในมาตรา ๒๘๔ วรรคสิบ ได้บัญญัติว่า ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๒๖๕ มาตรา ๒๖๖ มาตรา ๒๖๗ และมาตรา ๒๖๘ มาใช้บังคับ กับสมาชิกสภาท้องถิ่น คณะผู้บริหารท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น แล้วแต่กรณีด้วย โดยอนุโลม ประเด็นนี้ซึ่งพวกเราเองก็ไม่คาดคิดว่าจะมีผลกระทบกับผู้บริหารท้องถิ่นและ สมาชิกสภาท้องถิ่นที่มีจำนวนเป็น ผมว่าประมาณร่วม ๒๐๐,๐๐๐ คนทั่วประเทศ โดยเฉพาะ มีมาตราที่เกี่ยวข้อง คือมาตรา ๒๖๗ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้บอกว่า ให้นำบทบัญญัติ มาตรา ๒๖๕ มาใช้บังคับกับนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีซึ่งตรงนี้ก็เห็นด้วย เว้นแต่ การดำรงตำแหน่งหรือดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย และจะดำรงตำแหน่งใด ในห้างหุ้นส่วน บริษัท หรือองค์กร ที่ดำเนินการทางธุรกิจโดยมุ่งหาผลกำไรมาแบ่งปัน คือปัญหาตรงนี้ อันหนึ่งที่เป็นส่วนหนึ่งที่ประกอบกับมาตรา ๒๖๗ หมายความว่า และจะดำรงตำแหน่งใดในห้างหุ้นส่วน บริษัท หรือว่าองค์การที่ดำเนินธุรกิจโดยมุ่งหา ผลกำไรหรือรายได้มาแบ่งปัน หรือเป็นลูกจ้างของบุคคลใดก็มิได้ด้วย ก็อยากจะเรียนว่า ในเรื่องของรัฐบาล รัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีนั้นที่ผมกล่าวย้ำแล้วว่าเป็นการที่จะ บริหารประเทศทั้งประเทศ แต่ในเรื่องของสมาชิกสภาท้องถิ่น นายก อบต. นายกเทศมนตรี นายก อบจ. นั้นมีพื้นที่จำกัดในพื้นที่ของตัวเอง คือใน อบต. นั้น ๆ ในเทศบาลนั้น ๆ และ อบจ. นั้น ๆ แต่ปัญหาในเรื่องของมาตรา ๒๘๔ วรรคสิบนั้นใช้บังคับกับผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่น ทำให้เหมือนกับเป็นการจำกัดไม่ให้มีอาชีพ หมายความว่าพวกเรานั้น ไม่สามารถเป็นผู้จัดการห้างหุ้นส่วนได้ ผมเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี แน่นอนที่สุดผมยอมรับว่าผมไม่สามารถที่จะเป็นผู้จัดการห้างหุ้นส่วนบริษัทใด ๆ ในสุราษฎร์ธานีได้ แต่ผมอาจจะมีบริษัทที่เชียงใหม่หรือที่สุพรรณบุรี ในเรื่องราวที่ ไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการของท้องถิ่น เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นการจำกัดสิทธิทำให้ ผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่นถูกปลดจากตำแหน่งไม่น้อยในรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ซึ่งผมเกรงว่าจะเกิดปัญหาเหล่านี้อีก เพราะฉะนั้นก็อยากจะกราบเรียนว่าในเรื่องประเด็น เหล่านี้นั้นพวกเรายอมรับในเรื่องของการตรวจสอบ ในเรื่องของปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน แต่ในเรื่องการกำหนดคุณสมบัตินั้นก็อยากจะกราบเรียนว่า ถ้าเป็นการกำหนดเพื่อไม่ให้ ผู้บริหารท้องถิ่นหรือสมาชิกสภาท้องถิ่นมีอาชีพได้นั้นมันน่าจะเป็นการที่ไม่ถูกต้อง อันนี้ผมอาจจะเป็นการที่เกรงไปก่อนว่าอาจจะเกิดปัญหาประเด็นเหล่านี้ขึ้นมาอีก เพราะว่า ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น จริง ๆ แล้วได้มีบันทึกเจตนารมณ์ชัดเจนนะครับ แต่เจตนารมณ์นั้นไม่ได้เป็นพยานศาลได้ โดยเฉพาะเจตนารมณ์นั้นจริง ๆ แล้วจะต้อง ดำเนินการทำประมวลกฎหมายท้องถิ่นตามมาตรา ๓๐๕ (๕) ก่อน จึงจะนำมาบังคับใช้ แต่ปรากฏว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในสมัยนั้นไม่สามารถคุ้มครองพวกเราได้ เพราะฉะนั้นก็อยากกราบเรียนเพื่อทราบครับ ขอบคุณครับ