ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ หารือเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยแสดงความเห็นชอบต่อการอธิบายของประธานกรรมาธิการ และเสนอแนะว่าการศึกษาวิทยาศาสตร์ควรเท่าเทียม ไม่เน้นเฉพาะเด็กเก่งเท่านั้น นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงการเข้าถึงพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ที่สะดวกสบาย ประหยัดค่าใช้จ่าย และมีการจัดแสดงพิพิธภัณฑ์ที่มีคุณภาพ
กราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกที่รัก ทุกท่านนะครับ ในส่วนของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีผมอ่านสรุปแล้ว และรายงาน รายละเอียดต่าง ๆ แล้วผมเห็นด้วยนะครับ และขอบคุณท่านประธานที่อธิบายได้ เป็นเหตุเป็นผลชัดเจนดีมากนะครับท่านประธานกรรมาธิการ ผมคงจะขอเสริมนะครับ ในฐานะที่ตัวเองก็เรียนวิทยาศาสตร์มาตลอดในประเทศไทยก็เรียนมาจนจบปริญญาโท แล้วก็พอไปเรียนต่อกลับมาปุ๊บก็มาเป็นอาจารย์ทางด้านวิทยาศาสตร์อีก ๒๐ ปี ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผมทั้งเรียนทั้งสอน และปัจจุบันก็สอนนิสิตอยู่เกี่ยวกับ ด้านวิทยาศาสตร์ประมาณ ๑,๓๐๐ คนต่อปี เพราะฉะนั้นส่วนที่ผมพยายามจะเน้นก็คือ ในเรื่องนี้ละครับ ผมจะพูดใน ๓ ประเด็นนะครับ
ประเด็นแรก ก็คือเรื่องของการเรียนในระบบ อันที่ ๒ ก็คือการเรียน นอกระบบ อันที่ ๓ ก็คืองานวิจัยและการใช้ประโยชน์ ในส่วนของการเรียนในระบบนะครับ คะแนนโอเน็ต (O-NET) ทางด้านวิทยาศาสตร์ของเรา เราตกต่ำจนน่าใจหาย คะแนนเฉลี่ย ๓๐ เปอร์เซ็นต์ หมายความว่าเด็กสอบโอเน็ต ทางด้านวิทยาศาสตร์ตกทั้งประเทศได้คะแนน เฉลี่ยแค่นั้น ในมุมมองของผมแล้วผมคิดว่ามันมีปัญหาอยู่นิดหนึ่ง อย่างแรกสุดก็คือว่า เราเน้นเด็กเก่ง คือไม่ว่าจะ สวทช. หรืออื่น ๆ อีกมากเราเน้นเด็กหัวกะทิ เราสนับสนุนเด็ก หัวกะทิ ซึ่งอันนั้นเป็นสิ่งที่ดีมากเลยครับท่านประธาน ปัญหาก็คือว่าถ้าเกิดเราอยากได้สังคม ทางวิทยาศาสตร์ เราต้องไม่ละเลยส่วนที่เหลืออีกประมาณ ๙๙.๙๙๙๙ เปอร์เซ็นต์ เด็กของเราไปแข่งชีวะแข่งอะไรต่าง ๆ ระดับโลกก็ชนะ แต่คนเก่งอย่างเดียวไม่สามารถทำให้ ประเทศไทยเกิดสังคมทางวิทยาศาสตร์ขึ้นได้ ผมคิดว่าเด็กทั่วไปที่ไม่เก่งทางวิทยาศาสตร์ ในการตัดสินของอาจารย์บอกว่าไม่เก่งทางวิทยาศาสตร์นี่โดนละเลย เรามองไม่เห็น ความสำคัญของคนพวกนั้น ทำไมคำว่าโดนละเลยคืออะไร เราก็ปล่อยเด็กเหล่านั้นเข้าไป ตามระบบการเรียนการสอนทางวิทยาศาสตร์ของประเทศไทยที่ผมคิดว่ามันมีปัญหา อย่างแรกสุด ปัญหาที่สำคัญของเราก็คือว่าเราไม่ค่อยสนใจพื้นฐาน ลูกผมก็เรียนวิทยาศาสตร์ กำลังเรียนอยู่นี่ครับ ก่อนมาก็ฝากบอกพ่อว่าช่วยกรุณาด้วย เพราะว่าหนูจะตายอยู่แล้ว เราจำสูตร เราพยายามจะเรียนโดยใช้สูตร ม.๔ ม.๕ ม.๖ ใช้สูตรกันอย่างเดียว ท่องกันเข้าไป จำกันเข้าไป ด้วยเหตุผลว่าทำไมต้องใช้สูตร เพราะข้อสอบออกมามันเยอะมาก จนถ้าไม่ใช้สูตรก็ทำไม่ทัน แต่คำถามก็คือสูตรเหล่านั้นมันมีความสำคัญต่อการสร้างสังคม ทางวิทยาศาสตร์มากน้อยเพียงไรเมื่อเทียบกับพื้นฐาน ท่านประธานกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ ก็บอกแล้วว่าเราต้องการสังคมวิทยาศาสตร์ ต้องการการปรับพื้นฐานให้เหมาะสม อันนั้นก็เป็นส่วนหนึ่ง ซึ่งจริง ๆ แล้วมันก็มีปัญหาต่อเนื่องมา งบประมาณที่สนับสนุนนี้ ต้องดูด้วยว่างบประมาณเหล่านั้นลงไปถึงเด็กแค่ไหน อย่างผมสอนวิทยาศาสตร์ ผมสอนเรื่อง แนวปะการัง ผมมีงบอยู่ ๒๐๐ บาทต่อเด็ก ๑ หัว เพื่อเรียนเรื่องแนวปะการังที่อยู่ในทะเล มันคงเป็นไปไม่ได้ เป้าหมายสำคัญของเราคือทำให้วิทยาศาสตร์สนุก สอนต้องสนุก สนุกต้องมีอุปกรณ์ ต้องมีงบประมาณเพียงพอที่ลงไปถึงระดับของอาจารย์กับเด็ก ไม่ได้ลงไป เป็นตึกเป็นอะไรต่ออะไรซึ่งใช้งบ ๑๐๐ ล้านบาท เด็กไม่ได้ใช้มันก็ไม่มีประโยชน์ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ในข้อ ๑ ผมสรุปง่าย ๆ นะครับว่า ในส่วนของการยกร่างรัฐธรรมนูญ การศึกษาทางวิทยาศาสตร์ต้องเท่าเทียม ห้ามเน้นเฉพาะเด็กเก่งอย่างเดียว เราต้องเฉลี่ยไป เด็กอ่อนด้อยด้วย เราทุ่มงบกับเด็กเก่ง ๒,๐๐๐,๐๐๐-๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ส่งไปเมืองนอก แต่เราให้เด็กที่ไม่เก่งในความคิดของพวกเรา ๒๐๐ บาท ในการเรียน วิทยาศาสตร์มันก็คงไปไม่ได้หรอกครับ นั่นข้อแรก
ข้อที่ ๒ ก็คือการเรียนนอกระบบ การเรียนนอกระบบคืออะไร ของเราเรามี พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์อย่างที่ท่านพูดถึงเยอะแยะ ผมชอบไปพิพิธภัณฑ์นะครับ ผมต้องพูดอย่างนี้ ปัญหาคือว่ามันไม่ใช่เกี่ยวว่าเรามีพิพิธภัณฑ์กี่แห่ง มันเกี่ยวว่าเราไป อย่างไร พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ที่ผมไป ไม่ว่าจะเป็นที่โตเกียว ที่ฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมัน หรือตามที่ต่าง ๆ ที่ผมไป ไปเองนะครับไม่ใช่ใช้งบหลวงไปนะครับ ทุกแห่งเข้าถึงหมด เข้าถึงง่ายมาก ของเราพิพิธภัณฑ์ทางวิทยาศาสตร์หรืออะไรต่าง ๆ อยู่ตรงไหน พ่อแม่ต้องมีรถ ขับรถไปตึกลูกเต๋ากว่าจะถึง พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์มันควรจะอยู่ในที่ที่มันเข้าถึงง่ายที่สุด สะดวกสบาย ประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่ใช่ต้องใช้เวลาชั่วโมงครึ่งในการขับไปถึงแล้วอีกชั่วโมงครึ่งขับมา พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ ไม่ใช่สถานที่สำหรับการทัศนศึกษา พ่อแม่ลูกที่อยากไปเมื่อไรต้องไปให้ได้ แล้วที่น่าเสียดาย ก็คือเรามีที่ของรัฐมากมายที่สามารถทำพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ดี ๆ ได้ ยกตัวอย่าง อย่างท้องฟ้าจำลองอย่างนี้มีทั้งรถไฟฟ้า แต่เราก็ไม่ใช้ เราไปใช้ที่แถวปทุมธานีแถวอะไรแถวนี้ เพราะฉะนั้นตรงนั้นอีกส่วนหนึ่งที่ผมเน้นก็คือการเข้าถึง
อีกส่วนหนึ่ง คือการจัดแสดง ผมไปพิพิธภัณฑ์เมืองไทยหลายต่อหลายแห่ง มีแต่เขียนว่ากำลังรอซ่อมแซม อุปกรณ์ชำรุด พิพิธภัณฑ์ไม่ใช่ตึก ตึกข้างนอกไม่ต้องสวยก็ได้ แต่ข้างในต้องเวิร์ก (Work) อันนี้คือจุดที่สำคัญที่สุด เรามีการจัดแสดงทางวิทยาศาสตร์ ตอนนี้ก็มีนาซา (NASA) นะครับ ท่านประธานเชิญไปชมได้นะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องต่าง ๆ ที่ผ่านมาก็ไปจัดในห้าง เราไม่มีพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ที่สามารถเข้าถึงได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ ผมขอเน้นนิดหนึ่งว่าถ้าจะสร้างพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ต้องเข้าถึงได้สะดวก และรัฐธรรมนูญ ต้องคำนึงถึงเรื่องของค่าใช้จ่ายการเข้าถึงโดยง่าย
อีกอันหนึ่ง ก็คือเรื่องของการเรียนรู้เรื่องอื่น ๆ โทรทัศน์ต่าง ๆ ท่านพูดถึง เรื่องเกี่ยวกับว่าความเชื่อของสังคมไทย ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ว่าประเด็นหลายอย่าง นี่มันมีปัญหา แต่เราไม่ค่อยแอคทีฟ (Active) ในการที่จะมาพูดคุยในเรื่องนี้ เช่น พระอาทิตย์ดับ นาซาออกมาทั้งที่เป็นข่าวลวงโลก พวกเราก็แชร์ (Share) กันใหญ่เพียบ ทำให้เราไม่สามารถที่จะตอบได้ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และหน่วยงานต่าง ๆ ต้องออกมาแสดงความชัดเจนในเรื่องนี้ให้มากยิ่งขึ้นนะครับ
สุดท้ายนะครับ ก็คือผมก็ขอสรุปประเด็นง่าย ๆ ว่าประชาชนต้องมีสิทธิ ในการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่างสะดวกสบาย ค่าใช้จ่ายประหยัด และมีการกระจายที่ทั่วถึง แหล่งเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ต้องอยู่ในสภาพที่ตรวจสอบได้และ ใช้การได้
และท้ายสุด ก็คือภาครัฐต้องมีบทบาทหน้าที่ประสานกับภาคประชาชนและ วิชาการ เพื่อทำความเข้าใจกับสังคมในเรื่องของประเด็นวิทยาศาสตร์ให้ชัดเจนและว่องไว ทันเหตุการณ์นะครับ ตรงนี้ก็คงเป็นส่วนสรุปของผม แล้วก็ฝากความหวังการเรียน วิทยาศาสตร์ของลูกผมไว้กับท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทุกท่านนะครับ ขอบคุณครับ